Sunthorn Dentham
สวัสดีครับ ท่านผู้ถือหุ้นและเพื่อนๆ นักลงทุนทุกท่านนะครับ ผม สุนทร เด่นธรรม Group CEO ของ ฮิวแมนนิก้า และก็ คุณธรรมนูญ CFO ของบริษัท วันนี้ก็ จะมานำเสนอ ผลประกอบการของ Quarter ที่ 2 ของปี 2026 นะครับ ในส่วนของ ตัวข้อมูลบริษัท ผมคิดว่า ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก ก็ยังมีการ operation อยู่ใน 6 ประเทศ ในอาเซียนเหมือนเดิมนะครับ แล้วก็ ตัว ล่าสุดที่เราได้ แจ้งกับทาง นักลงทุนไป ก็คือ การไป acquire Cadena ซึ่งสำเร็จสมบูรณ์เมื่อปีที่แล้วนะครับ ปีนี้ก็จะเป็การรับรู้ ผลประกอบการของ Cadena เต็มปีที่ประเทศเวียดนามนะครับ Vision Mission ไม่มีอะไรเปลี่ยนนะครับ ก็สิ่งที่เราเน้น ก็ยังคงเป็นการทำ world-class solution ของ HR ที่ดีที่สุดในอาเซียน อันนี้ก็ยังเป็น vision statement ที่เราเน้นนะครับ แล้วก็ตัว product portfolio ของเรา เนี่ย สำหรับส่วนของ HR solution ก็ยังเป็นเรื่องของ outsourcing ที่เราตอนนี้แบบ มีการขยายไปสู่ regional payroll multi-country outsourcing นะครับ แล้วก็ที่ กำลังโต ก็คือ เรื่อง SaaS หรือ Software as a Service ก็คือการที่ลูกค้าเรา subscribe ซอฟต์แวร์ของเราแล้วก็ไปใช้เอง เรา implement แล้วส่งมอบให้ลูกค้าใช้เองนะครับ เรามี ธุรกิจ SaaS ทั้ง enterprise level แล้วก็ SME จริงๆ เราต้องบอกว่าต้อง mid-market นะฮะ เราไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ใน 6 ประเทศ ในอาเซียน นอกนั้นเราก็จะมีธุรกิจซึ่งเป็น เราเรียกว่า emerging business นะครับ ก็จะมี หลักๆ ก็จะเป็น ERP business นะครับ แล้วก็เป็น พวกเกี่ยวกับ well-being โดยที่ ที่เราทำเรื่อง well-being ก็คือเรามองในการที่เราจะช่วยให้องค์กรดูแลพนักงานเขาได้ดีขึ้น แล้วพนักงานมีความสุขมากขึ้นในการทำงาน เป็น employee well-being นะครับ ในส่วนของ ตัวแบรนด์ เนี่ย ธุรกิจที่เป็น SaaS เนี่ย ตอนนี้เราแบ่ง เป็น outsourcing กับ SaaS นะครับ ในเรื่องของ SaaS เนี่ย เรามี product อยู่ในพอร์ตของเราทั้งหมด main main นะ 4 แบรนด์นะครับ มี Workplaze ซึ่งเป็น enterprise app ที่เรา position เป็น regional brand นะครับ มี SunFish ที่เป็น enterprise app ที่เราโฟกัสที่อินโดนีเซีย Cadena เป็น upper mid-market ไปถึง enterprise นะครับ เป็น product แล้วก็แบรนด์ที่เราใช้ ทำตลาดที่ประเทศเวียดนาม แล้วก็ Tigersoft ที่ เวอร์ชั่นล่าสุดคือ Tiger OpenSpace เนี่ย ก็ position ไว้สำหรับ mid-market ไปจนถึง upper S ในประเทศไทย Humanica ก็เป็นแบรนด์สำหรับ outsourcing business นะครับ แล้วก็ ตัว consulting นี่ ก็เป็นธุรกิจที่ยังเล็กอยู่นะครับ แต่ผมจะอธิบายว่าทำไมเรายังจะทำธุรกิจ consulting ทั้งที่เมื่อก่อนเราไม่คิดจะทำอะนะครับ so far ในเรื่อง CAGR เราก็ยัง 20 กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ เติบโตมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เราก่อตั้ง บริษัท ในปี 2003 แล้วก็ GP ก็ยังอยู่ที่ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ฮะ GP อยู่ที่ 51% แล้วก็ EBIT อยู่ที่ ล่าสุดปี 2025 อยู่ที่ 28% นะครับ บริษัทเราก็ได้รางวัล เกียรติยศต่างๆ มา ตั้งแต่เราจัดก่อตั้งไม่นานนะครับ ทั้ง NIA ทั้ง BOI เรื่องของ สศินทร์ รางวัลใบโพธิ์ ไปถึง จนเข้าตลาดเราได้รางวัล จาก SET เป็น Innovation Award นะครับ ก็ได้รางวัลมาเรื่อยๆ โดยปีล่าสุด คือ ปีนี้ มาถึงปัจจุบันเราได้รางวัลมาแล้ว 4 รางวัลใหญ่นะครับ ก็เป็น ทั้ง ศศินทร์ รางวัล Bai Po Award เนี่ย เขาเอาบริษัทที่ได้รางวัลมาใน 20 ปี ที่เขาก่อตั้ง แชมป์ทุกปีเอามารวมกัน แข่งใหม่ เพื่อหา Champ of the Champs นะครับ ซึ่งเราก็ได้รับเลือกเป็น Champ of the Champs ด้วย แล้วเราเพิ่งได้รางวัล Techsauce เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนะครับ ทางด้านของ Southeast Tech Award เราได้รางวัล Dun & Bradstreet อันนี้เป็น International Award นะครับ กำลังจะไปรับรางวัลที่ประเทศสิงคโปร์ แล้วก็ล่าสุดได้รางวัล Global Business Services Award จาก ASOCIO อันนี้เป็น เป็นสมาคมเกี่ยวกับด้านดิจิทัลแล้วก็เทค ระดับอาเซียนนะครับ นี่ก็เป็น International Award ซึ่งจะจัด รับรางวัลที่จาการ์ตา ที่ประเทศอินโดนีเซีย ในส่วนของ credential เราก็มี certify มากมายนะครับ ในส่วนโดยเฉพาะเรื่องของ security เรื่องของ มาตรฐานต่างๆ นะครับ เดี๋ยวผมจะให้คุณธรรมนูญ แถลง เรื่องของผลประกอบการของบริษัทใน Quarter 2 เป็นลำดับถัดไปนะครับ
Thammanoon
ครับ สวัสดีท่านนักลงทุนทุกท่านนะครับ ก็ผมขอสรุปผลการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 นะครับ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาพรวมนั้นรายได้ก็เติบโต 13% นะครับ เป็น 803 ล้านบาท โดยประมาณ 56 ล้านบาทเนี่ย มาจากบริษัทย่อยใหม่ที่เราเพิ่งรวมเข้ามาในงบการเงินเป็นครั้งแรกนะครับ ก็ได้แก่ Cadena ประมาณ 37 ล้านบาท นะครับ แล้วก็มี ตัว Lawson ที่เป็น ERP อยู่ที่ 19 ล้านบาท นะครับ แต่หากไม่รวมบริษัทย่อยใหม่นี้เข้ามา รายได้เติบโตแบบ organic ก็เติบโตดีนะครับ อยู่ที่ประมาณสัก 8% แล้วก็ทุกภูมิภาคเติบโตนะครับ ทั้งประเทศไทยก็เพิ่มขึ้นประมาณ 42 ล้านบาท นะครับ อินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 31 ล้านบาท และประเทศอื่นในอาเซียนก็เพิ่มขึ้นประมาณ 19 ล้านบาท นะครับ สัดส่วนของรายได้ประจำเรายังแข็งแกร่งนะครับ อยู่ที่ประมาณ 73% ของรายได้รวมนะครับ ในเรื่องของความสามารถในการทำกำไร ในปีนี้อัตรากำไรขั้นต้นในช่วง 6 เดือนแรกนะครับ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วก็ลดลงนะครับ จาก 50% เป็น 46% ทั้งนี้ก็เนื่องจากต้นทุนพนักงานที่เพิ่มจาก 38% เป็น 40% ของรายได้นะครับ แล้วก็มีส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนค่า Cloud ที่เพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 7% นะครับ แล้วก็ยังมีค่าตัดจำหน่าย ของตัวซอฟต์แวร์ตัวใหม่ที่เราเพิ่ง launch เมื่อปีที่แล้ว ก็คือตัว Workplaze นะครับ ซึ่งเริ่มบันทึกตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมานะครับ ในส่วนของคิดแนวทางในการลดต้นทุนค่า Cloud เนี่ย เดี๋ยวขอเรียนเชิญคุณสุนทรชี้แจงครับ
Sunthorn Dentham
ครับ เรื่อง Cloud นี้ เพิ่งจะสรุปกับทาง provider ของเรา คือ Huawei กับทาง AWS Huawei กับ AWS ตกลงที่จะให้ส่วนลดกับเรามากขึ้น เพราะว่าเราเป็น ผู้ใช้รายใหญ่ รายหนึ่งในประเทศไทย โดยที่ส่วนลดที่เราได้รับ เพิ่มจากประมาณ 20% ขึ้นมาประมาณเกือบ 50% ซึ่งผลของการลด ค่า Cloud ตรงนี้เนี่ย จะเริ่ม เห็นผลกระทบต่อ P&L ของเราตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป เราจะเซฟไปได้ประมาณปีละ 10 10 กว่าล้านอะนะครับ จาก การลดลงของ ผู้ให้บริการ Cloud แล้วก็ อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ ค่า Cloud ของเราลดลงคือ AWS เนี่ยเรายังไม่ได้ใช้ full capacity ของ Cloud เพราะว่าเรามันต้อง commit minimum size ของตัว data center ซึ่ง เนื่องจากเราเพิ่งเริ่มใช้ AWS ไม่นาน เพราะฉะนั้น ยกตัวอย่างเช่นเราเช่า capacity ไว้ 100 นึง เราอาจจะใช้ปัจจุบันแค่ 30% เพราะฉะนั้น 30% เทียบกับ จำนวนรายได้ก็ดูเหมือน สัดส่วนต่อรายได้มันจะสูง แต่ว่าพอ เรามีลูกค้าใหม่ๆ ไปใช้ AWS Cloud มากขึ้น percentage ของค่า Cloud ต่อรายได้ของ AWS ก็จะลดลงนะครับ อันนี้คือเป็นเรื่องของผลกระทบของ Cloud solution
Thammanoon
เดี๋ยวฮะ ถัดมาจะเป็นเรื่องของ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายและบริหารนะครับ ก็เพิ่มขึ้นจาก 23% เป็น 25% ของรายได้นะครับ เนื่องจากว่า ครึ่งปีแรกของปีก่อน เรามีรายการพิเศษ จากการปรับปรุงประมาณการ share-based payment ของ ESOP นะครับ ประมาณ 9 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมรายการดังกล่าว เนี่ย ตัว SG&A จะค่อนข้างคงที่นะครับ อยู่ที่ประมาณสัก 25% ของรายได้ ส่วนกำไรสุทธินั้นอยู่ที่ 145 ล้านบาท ก็ลดลงประมาณสัก 11% นะฮะ ซึ่งตรงนี้นอกจากตัว gross profit margin ratio ที่ทำให้ตัวอัตรากำไรลดลงเนี่ย อีกเรื่องหนึ่งก็จะมีรายการพิเศษนะครับ ที่กระทบกับ งบการเงินในรอบ 6 เดือนของปีนี้นะครับ ส่วนใหญ่ก็จะมาจาก 2 รายการนะครับ รายการแรกที่อยู่ใน SG&A ที่ได้รายงานไป ก็คือมีกำไรพิเศษในปีที่แล้วจากการปรับประมาณการ share-based payment ของ ESOP นะครับ ประมาณ 9 ล้านบาท นะครับ แล้วก็จะมี อีกตัวหนึ่งจะเป็นผลขาดทุนนะครับ จากการปรับปรุงกำไรของ บริษัทร่วมแห่งหนึ่งนะครับ ก็คือ SLab ประมาณ กระทบกับบริษัทเราประมาณ 4 ล้านบาท อันนี้เป็น one-time นะครับ ก็ ทั้ง 2 รายการเนี่ย กระทบไปประมาณ 13 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมรายการพิเศษเหล่านี้ นะครับ กำไรที่แท้จริงของเราจะลดน้อยกว่าตัวเลขที่รายงานอย่างมีนัยสำคัญนะครับ ในส่วนของไตรมาสที่ 2 นะครับ สำหรับ 3 เดือนนะครับ เมื่อเทียบกับปีก่อนนั้น รายได้ก็เติบโตอยู่ที่ประมาณ 10% นะครับ เป็น 399 ล้านบาท นะครับ โดยการเติบโตในไตรมาสนี้ นี่ก็มาจาก บริษัทย่อยใหม่เป็นหลักนะครับ ประมาณ 32 ล้าน ก็มาจาก Cadena ประมาณ 22 ล้านบาท และมาจาก Lawson 10 ล้านบาท ในขณะที่ ตัวรายได้ organic เนี้ย เติบโตประมาณ 1% นะครับ ทั้งประเทศไทยและประเทศอื่นในอาเซียน นะครับ ก็เพิ่มขึ้นภูมิภาคละประมาณ 14 ล้านบาท นะครับ อินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 9 ล้านบาท นะครับ ส่วนรายได้ประจำนั้นก็ยังคงอยู่ที่ระดับสูงนะครับ อยู่ที่ประมาณ 73% นะครับ อัตรากำไรขั้นต้นก็ลดลงนะครับ จาก 51% เป็น 47% ก็เนื่องจากต้นทุนพนักงานที่เพิ่มขึ้นนะครับ จาก 37% เป็น 40% ของรายได้ แล้วก็ต้นทุนค่า Cloud ที่ได้ชี้แจงไปนะครับ เพิ่มขึ้นจาก 5% ของรายได้ เป็น 7% ของรายได้นะครับ โดยในไตรมาสนี้ก็จะมีผลกระทบจากการตัดจำหน่าย ซอฟต์แวร์ Workplaze ที่ได้ออกสู่ตลาดเมื่อปีที่แล้วนะครับ ประมาณ 2 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารนะครับ ก็เพิ่มขึ้นนะครับ จาก 24% เป็น 26% ของรายได้นะครับ แล้วก็มีรายได้อื่นเพิ่มขึ้นนะครับ ประมาณ 5 ล้านบาท จากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนนะครับ ค่าตัดจำหน่าย PPA เพิ่มขึ้นนะครับ ประมาณ 1 ล้านบาท เนื่องจากว่าเรามีบริษัทย่อยใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นนะครับ ในส่วนของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลงนะครับ ประมาณ 7 ล้านบาท อันนี้ก็มาจาก รายการพิเศษที่เกิดจากการปรับปรุงกำไรในปีก่อนของ บริษัทร่วมที่ชื่อ SLab นะครับ กำไรสุทธิอยู่ที่ 68 ล้านบาท ลดลง 18% นะครับ ทั้งนี้ก็ขอเรียนเพิ่มเติม นิดนึงนะครับ อัตราภาษีที่แท้จริงในไตรมาสนี้อาจจะสูงกว่าปกติ เนื่องจากว่าส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมนั้น มันไม่ต้องเสียภาษีนะครับ แต่โดยสรุปแล้วไตรมาส 2 ก็เป็นไตรมาสที่เรา เติบโตจากการเข้าซื้อกิจการเป็นหลักนะครับ แล้วก็ส่วนในครึ่งปีหลังเราก็จะมุ่งเน้น การเติบโตแบบ organic และสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ รวมทั้งควบคุมรายจ่ายให้ดีขึ้นครับ ในส่วนของฐานะทางการเงินและอัตราส่วนทางการเงินนะครับ โดย รวมนั้น สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 4,046 ล้านบาท นะครับ เพิ่มขึ้นประมาณ 105 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 นะครับ โดยการเพิ่มขึ้นนี้ ก็มาจาก การเพิ่มขึ้นของ goodwill เป็นหลักนะครับ เนื่องจากว่า ตัว goodwill เพิ่มขึ้นประมาณ 96 ล้านบาท อันนี้มาจากการปรับ อัตราแลกเปลี่ยนนะครับ ที่เป็น US dollar เนื่องจากว่าค่าความนิยมที่เรา ซื้อกิจการในอินโดนีเซียนั้น บันทึกเป็นสกุลเงินดอลลาร์ นะครับ ในด้านแหล่งเงินทุนนะครับ ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 80 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 นะครับ ซึ่งสะท้อนในส่วนของกำไรสุทธิสำหรับครึ่งปีแรกนะครับ อยู่ที่ 144 ล้านบาท นะครับ แล้วก็มีกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ประมาณ 102 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจาก กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้รับรู้จากค่าความนิยมนะครับ หักด้วยเงินปันผลจ่ายที่เราจ่ายไป 167 ล้านบาท ในส่วนของระดับหนี้สินของบริษัทนะครับ ก็ยังอยู่ในระดับต่ำนะครับ แล้วก็มีเสถียรภาพที่ดีนะครับ โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 0.18 เท่า นะครับ ในส่วนของอัตราส่วนด้านสภาพคล่องนะครับ อัตราส่วนสภาพคล่องลดลงนิดหน่อยนะครับ จาก 3.11 นะครับ เป็น 2.11 ในไตรมาสนี้ ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ดีนะครับ สำหรับกระแสเงินสดนะครับ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนะครับ เป็น 187 ล้านบาท นะครับ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอยู่ที่ 99 ล้านบาท นะครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากการบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่ดีขึ้นนะครับ โดย มีการ รับเงินจากลูกหนี้การค้านะครับ ก็ทำให้ลูกหนี้การค้า ลดลงมากนะครับ จากการชำระเงินจากโครงการภาครัฐของบริษัทย่อย ก็คือตัว DataOn ที่อินโด นะครับ แล้วก็การรับเงินจากโครงการใหญ่ของเราเมื่อปีที่แล้วก็คือตัว Thai Airways นะครับ ส่วนกระแสเงินสดจากการลงทุนติดลบ 84 ล้านบาท ในงวดนี้ ก็ส่วนใหญ่จะเป็นรายจ่ายสำหรับ เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนนะครับ ได้แก่ การพัฒนาซอฟต์แวร์นะครับ แล้วก็ PPE อุปกรณ์นะครับ อยู่ที่ 47 ล้านบาท นะครับ มีเงินให้กู้ยืมแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกันประมาณ 20 ล้านบาท นะครับ ถ้าเทียบกับปีก่อน เนี่ย cash flow จาก investment จะเป็นบวกที่ 242 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นมาเยอะ เนื่องจากว่าเรามีการขายทรัพย์สินทางการเงินออกไป 284 ล้านบาท เพื่อมา จ่ายในส่วนของการซื้อหุ้นคืนนะครับ ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินนะครับ ติดลบอยู่ที่ 172 ล้านบาท อันนี้เกือบทั้งหมดมาจากการที่เราจ่ายเงินปันผลไป 167 ล้านบาท นะครับ ในขณะที่ปีก่อน เนี่ย ติดลบเยอะกว่านะครับ อยู่ที่ 339 ล้าน เนื่องจากว่า มีทั้งการจ่ายเงินปันผลที่ 154 ล้านบาท แล้วก็มีการซื้อหุ้นคืนที่ 157 ล้านบาท ด้วยนะครับ เงินสดสุทธิก็จะลดลง 69 ล้านบาท ในงวดนี้ นะครับ ก็เพิ่มขึ้นนะครับ 2 ล้านบาท ในปีก่อนนะครับ แต่ประเด็นสำคัญคือ การใช้เงินสดในปีนี้เป็นไปเพื่อเป็นการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นและการลงทุนในธุรกิจนะครับ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานที่ยังแข็งแกร่งอยู่นะครับ สุดท้าย ในส่วนของความสามารถในการทำกำไรก็ยังทรงตัวนะครับ บนฐานของ อัตราส่วนย้อนหลัง 4 ไตรมาสนะครับ ก็กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.39 บาท เทียบกับ 0.40 บาท ในปีก่อนนะครับ ส่วน Return on Equity หรือ ROE ก็ยังอยู่ใกล้เคียงกันครับ อยู่ที่ 9.60% เทียบกับ 9.64% ในปีก่อนนะครับ โดยสรุปแล้ว ฐานะทางการเงินของบริษัทก็ยังคงแข็งแกร่งนะครับ และเรายังมีโครงสร้างเงินทุนที่ยังเน้นความระมัดระวังนะครับ การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ในงวดนี้ ส่วนใหญ่จึงมาจากการ ผลจากอัตราแลกเปลี่ยน ในส่วนของค่าความนิยมเป็นหลักนะครับ ไม่ใช่การลงทุนใหม่ ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นนะครับ ก็มาจากผลกำไรที่ยังแข็งแกร่งในครึ่งปีแรกครับ ในส่วนของสัญญาใหม่นะครับ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2026 นี้ นะครับ ก็ผมขออธิบายคำนิยามนิดนึงครับ ในส่วนของสัญญาใหม่ของลูกค้านี่ เราเรียกว่า TCV หรือว่า Total Contract Value นะครับ ซึ่ง Total Contract Value ก็เป็นสัญญาใหม่ที่เซ็นนะครับ ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งเราจะรวม ในส่วนของ non-recurring revenue ก็คือรายได้ครั้งเดียว เช่น รายได้จากการ implementation นะครับ จากนั้นเราก็จะรวม รายได้ประจำ 3 ปี หลังจากที่เรา implement เสร็จ เนี่ย รายได้ประจำ 3 ปี ก็จะถูกรวมเข้ามาอยู่ใน new sale TCV ด้วยนะครับ เมื่อพิจารณา แยกประเภทนะครับ เดี๋ยวขอรายงานผลรวมนิดนึงครับ ในไตรมาส 2 ของปี 2026 เนี่ย ตัวสัญญาใหม่ TCV เนี่ย อยู่ที่ 251 ล้านบาท นะครับ ซึ่งรวมทั้งรายได้ประจำและรายได้ไม่ประจำนะครับ เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปี 2025 นะครับ อยู่ที่ 178 ล้านบาท จะเห็นว่า เรามีการเติบโตของลูกค้าใหม่ สัญญาใหม่ เพิ่มขึ้นถึง 41% นะครับ หากดูสัญญาใหม่แยกตามภูมิภาคนะครับ ก็จะเห็นว่า ตัวประเทศไทยจะเติบโตดีที่สุดนะครับ เพิ่มขึ้นจาก 86 ล้านบาท เป็น 152 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 77% นะครับ ซึ่งประเทศไทยเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของ ตัว ลูกค้าใหม่ในไตรมาสนี้ นะครับ อินโดนีเซียเติบโตจาก 57 ล้านบาท เป็น 83 ล้านบาท เติบโต 46% ซึ่ง ก็ถือเป็นอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งเช่นกันนะครับ โดยสรุปนั้น ประเทศไทยยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตในไตรมาสนี้ นะครับ ด้วยมูลค่าเพิ่มสุทธิ 66 ล้านบาท ในขณะที่อินโดนีเซียก็เติบโตในอัตราที่เร็วรองลงมานะครับ ส่วนลูกค้ารายใหญ่ที่เซ็นสัญญาใหม่ในไตรมาสที่ 2 นี้ นะครับ ก็รายใหญ่ที่สุดในไตรมาสนี้จะเป็น HomePro นะครับ Home Product Center Public Company Limited มูลค่าสัญญารวม non-recurring และ recurring 3 ปี อยู่ที่ 55 ล้านบาท นะครับ ก็คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 22% ของสัญญาใหม่ทั้งหมดในไตรมาสที่ 2 นี้ นะครับ รองลงมา จะเป็น Thai Airways project นะครับ ซึ่งเป็น โปรเจกต์ต่อเนื่องจากโปรเจกต์แรกนะครับ เป็นโครงการใหม่อันนี้สำหรับให้บริการพนักงาน outsource ของ TG จำนวน 5,000 ราย 5,000 คน นะครับ ส่วนลำดับที่ 3 ก็จะเป็น ของอินโดนีเซีย ชื่อ บริษัท Infomedia Nusantara นะครับ ซึ่งก็เป็นบริษัทในเครือของ Telkom Indonesia ซึ่งเป็น รัฐวิสาหกิจทางด้านโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย นะครับ ก็ใน 10 รายที่เห็นในรูปนี้นะครับ ก็หากพิจารณาลูกค้า 10 รายแรกก็รวมกันคิดเป็น 53% ของสัญญาใหม่ทั้งหมดในไตรมาสนี้ นะครับ ก็กระจายตัวอยู่ในทั้งอินโดนีเซีย ไทย และเวียดนามครับ
Sunthorn Dentham
ผมเสริมเรื่อง ตัวการบินไทยนะครับ ว่านอกจากลูกค้า หรืองานเพิ่มขึ้นมาอีก 4-5 พันคน เนี่ย ที่ได้พูดถึงเมื่อกี้นี้นะครับ ก็ยังมี ล่าสุดเราเพิ่งต่อสัญญา ของ contract เดิม ที่ครบ 3 ปี ไปแล้ว ไปอีก 3 ปี ซึ่งอันนี้ก็ เซ็นกันเรียบร้อยไปแล้ว ก็คือ เพิ่ง เริ่ม ในปลายปีนี้อะนะครับ จนไปถึงอีก 3 ปีข้างหน้านี่ก็ เป็นการ ต่อสัญญาจากตัวเดิม ซึ่ง ผมคิดว่าการบินไทยเนี่ย เป็นโครงการซึ่งมีงานเข้ามาเสริมเรื่อยๆ แล้วเขาก็มี requirement ที่ เป็นสิ่งซึ่งทำให้ ตัว Workplaze ของเรา เนี่ย มีความสมบูรณ์สำหรับ เรื่องของ industry ที่เป็น สายการบิน อันเนี้ย มันเป็น vertical solution ซึ่ง อันนี้เป็นหนึ่งใน strategy จากการที่เราเป็น generic HR platform จะกลายเป็นว่าเราจะค่อยๆ มี vertical solution โดยเฉพาะ นอกจากสายการบิน เนี่ย ที่เราแข็งมากๆ คือเรื่องของโรงพยาบาล เรื่องของรีเทล เรื่องของโรงแรม เรื่องของพวก F&B พวกนี้เป็น ธุรกิจซึ่งมีลักษณะเฉพาะ แล้ว ซอฟต์แวร์เรามีความสามารถพิเศษที่จะเสิร์ฟเขาได้นะครับ ทีนี้เรามาพูดถึงปรากฏการณ์ SaaS-pocalypse ที่ผมได้กล่าวไปแล้วเมื่อ Opday คราวที่แล้ว ซึ่งความกังวลนี้ก็ยังคงมีอยู่นะครับ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย ในโลกนี้ ซึ่งก็คือผลกระทบจาก Claude Cowork แล้วก็ OpenClaw แต่ตอนนี้ OpenClaw ตอนนี้มีปัญหาแล้วนะครับ คนเริ่มเลิกใช้ เลิกสัญญากับ OpenClaw ก็ เป็น เพราะความไม่ reliable ของ OpenClaw อันนี้เป็นตัวเลขที่กระทบต่อตลาด SaaS นะครับ ในผลกระทบต่อราคาหรือมูลค่าของ market cap อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้เห็นกราฟนี้นะครับ เป็นสิ่งซึ่งเราไป research มาว่า เฉพาะปี 2026 เนี่ย ธุรกิจที่เป็น SaaS pure SaaS เนี่ย โดยเฉพาะ คู่แข่งในระดับโลกของเรา คือ SAP, Workday, Oracle แล้วก็ Salesforce ในช่วงสีเขียวๆ ที่ไฮไลท์ไว้นี่คือ ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ SaaS-pocalypse เมื่อต้นปีนี้นะครับ หุ้น SaaS ทั่วโลก ตกอย่างเป็นสาระสำคัญ แต่ จะสังเกตนะครับ มันเริ่ม รีบาวด์ กลับขึ้นมา โดยเฉพาะ Salesforce, Workday, SAP จะเห็นว่ากลับขึ้นมา อยู่ในระดับ เท่ากับตอนก่อนเกิด SaaS-pocalypse อันนี้คือ สิ่งซึ่งเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่า ความกังวลในเรื่อง SaaS-pocalypse เนี่ย มันเริ่มมีการคลี่คลายไป จากความจริงที่ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ปรากฏขึ้น คือ การวิเคราะห์ของสำนัก วิจัยชั้นนำ เช่น Gartner พวก McKinsey เนี่ย เขาบอกว่ายังไง SaaS ก็ไม่ตายนะครับ โดยมีเหตุผลที่อธิบายไว้ ซึ่งผมพูดไปแล้วคราวที่แล้ว ก็คือเรื่องของ ความน่าเชื่อถือ เรื่องของ data เรื่องของ switching cost เรื่องของ การที่ AI agent มันยัง scale ไม่ได้ เรื่องของ layer ของบางอย่างใน enterprise app เนี่ย มันไม่สามารถใช้ AI มาทดแทนได้นะครับ แล้วก็ ในส่วนที่ แบ่งเป็น layer เนี่ย layer ที่ AI สามารถทดแทนได้ คือ layer ที่บนสุด ก็คือ user experience หรือ user interface ที่เป็น หน้าตาของแอปที่ เวลาใช้จะเห็น กับ cross processing layer ซึ่งเป็น basic processing layer ที่เป็น ทำซ้ำๆ อย่างเงี้ย อันเนี้ย AI agent สามารถทดแทนได้ เกือบจะ โดยสิ้นเชิงนะครับ เพราะนั้น ซอฟต์แวร์อะไรที่เป็น point solution พวกนี้ มีโอกาสที่จะหายสาบสูญหมดนะครับ Layer ที่ 2 เนี่ย จะเป็น processing layer ที่มันมี ความสำคัญมากๆ ในเรื่องของ business logic ในเรื่องของ control ในเรื่องของ compliance การปฏิบัติตามกฎหมาย ต่างๆ เรื่องของคุณภาพของข้อมูล ของผลการประมวล อันเนี้ย มันเป็น layer ที่ AI ยังทำไม่ได้ อย่าง น่าเชื่อถือนะครับ มันยังมีเรื่องของ มีข้อมูลที่ออกมา พอไปดูจริงๆ แล้วมันไม่ถูกต้องนะครับ แล้วก็ data layer ที่ จะต้องเป็น data ที่เชื่อถือได้ เรื่องของความเป็น single source of truth เรื่องของ governance เรื่องของการ สามารถ audit ได้ เรื่องของ ผลกระทบทางกฎหมาย พวกนี้ AI agent ปัจจุบันไม่สามารถทำได้แทนมนุษย์ครับ อันนี้ก็คือ เป็นวิจัยอีกอันหนึ่ง ที่เขาบอกว่า SaaS ที่ มีความแข็งแกร่งที่สุดที่จะ survive ใน AI disruption คือเรื่องของ HR SaaS นะครับ มาดู growth strategy ของ ฮิวแมนนิก้า แม้ว่า AI จะแทนที่ SaaS ไม่ได้ 100% แต่ เราเชื่อว่า AI จะต้องทำงานคู่กับมนุษย์ นะครับ จะเป็น human AI workforce อันนี้เป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ใครที่ปฏิเสธ AI ไม่ปรับตัวเข้ากับ AI ผมว่าเป็นวิกฤตของ ความคิด เหล่านั้นอะนะครับ แล้วก็ AI เนี่ย โดยตัวมันเอง เนี่ย มันช่วยงานได้ แต่ สาระสำคัญของ AI ไม่เกี่ยวกับ AI agent แต่มันเกี่ยวกับการมี workflow ที่ถูกต้อง ซึ่ง workflow ที่ถูกต้อง มันไม่ได้เกี่ยวกับ tech เลย มันเกี่ยวกับ ความรู้ในเรื่องของ business process อันนี้เป็นเรื่องที่เรามีความแข็งแกร่งมากนะครับ คือเรื่องของ business flow เรื่องของ business logic เรื่องของ การทำ automate workflow ต่างๆ ที่สำคัญ คือ AI ไม่สามารถมาตัดสินใจแทนคนได้ครับ อันนี้เป็นเรื่อง ที่ยังต้องมีคนเข้าไป เกี่ยวข้อง คือการทำงาน routine ได้เสร็จแล้ว มันจะต้องมี gatekeeper ที่ให้คนเข้าไปตัดสินใจนะครับ มันจะต้องมี governance การกำกับดูแล AI ในระดับองค์กร ที่ถูกวางแผนอย่าง ถูกต้อง รัดกุม ไม่งั้น ข้อมูลที่เป็นความลับก็จะรั่วไหลออกไปจากองค์กร accountability มีความรับผิดชอบสูงสุดเนี่ย ก็ยังอยู่ที่ คนเข้าไปตัดสินใจอยู่นะครับ ที่ เขา วิจัยออกมา โดยเฉพาะ McKinsey เขาบอกว่า 70-75% ของงาน ก็ยังจะต้องเป็นคนนะครับ ไม่สามารถเอา AI มาแทนได้ สิ่งที่เป็น เรื่องที่ เกิดขึ้นแน่ๆ ที่เราเรียก Future of Work คือ องค์กรต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ปรับปรุงตัวเองให้เป็น skill-based organization มันไม่ได้ความว่า job title หรือตำแหน่งหน้าที่ ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะหายไป แต่ว่าต้องปรับ การ ทำงานในองค์กรที่เขาเรียกว่า operating models เนี่ยให้เป็น skill-based เพราะนั้น คือการดู ไม่ได้ดูวุฒิการศึกษา จะดูทักษะ ที่จำเป็น สำหรับ การทำงานในแต่ละองค์กร ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกันนะครับ สุดท้าย ผมอยากจะให้ดู business model ของฮิวแมนนิก้าใน อนาคต จนถึงปี 2030 นะครับ ธีมของเรา ก็คือ เราจะโฟกัสที่ core business ของเรา แล้วก็เราจะเติบโต New Horizon หรือ emerging business Core ของเรา อย่างที่ได้เรียนนะ ก็คือ SaaS business ในทุกๆ product ใน portfolio ในแต่ละประเทศ แล้วก็เราจะทำการ integrate เทคโนโลยีขึ้นมา ให้เหลือเพียง enterprise segment กับ SME segment ในเรื่อง branding จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องทำ branding strategy สำหรับแต่ละพื้นที่ แต่ละประเทศนะครับ แต่ว่า โดยตัว back-end product เนี่ย มันจะเป็นแค่ 2 main product คือ enterprise กับ mid-market ส่วน เรื่องของ outsourcing มัน ต้องยอมรับว่า outsourcing เป็นสิ่งซึ่ง อาเซียนยังไม่ค่อย จะ adopt หรือไม่ค่อยใช้เท่าไหร่ เพราะว่าค่าแรง ค่าคน ค่าเงินเดือนคนเรายังถูกอยู่ แต่ว่าสิ่งนี้มันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ด้วย factor ของ การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ การปรับตัวของค่าแรงงาน ค่าเงินเดือนคน โดยเฉพาะ knowledge worker นะครับ แล้วก็ aging society ทำให้คน ทำงานได้น้อยลง เพราะงั้น สิ่งเหล่านี้มันจะนำไปสู่ จุดที่องค์กร ไม่อยากทำ สิ่งซึ่งไม่ใช่ core activities ก็ outsource เป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้ นะครับ แล้วเราก็เป็น เบอร์ ต้นๆ ของอาเซียนในเรื่องของ outsourcing อันนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งเรายังเชื่อว่า แม้ว่ามันจะชะลอๆ แต่ว่า อีกไม่นานมันจะเริ่ม ไม่ใช่แค่บริษัทข้ามชาติที่ใช้ แต่มันจะเป็นบริษัท ใน region ด้วย นอกนั้นก็จะเป็นเรื่อง consulting เรื่องของ hardware แล้วก็ ERP business นี่เป็น core เดิมของเรานะครับ New Horizon emerging ก็จะเป็นเรื่อง well-being เรื่องของ financial เรื่องของ healthcare ไม่ว่าจะ physical, mental health เรื่องของ learning นะครับ อันนี้เป็น New Horizon ของฮิวแมนนิก้า ซึ่งผมคิดว่า ทั้งหมด สิ่งซึ่งเป็น emerging หรือ New Horizon จะเข้าไป เป็นส่วนเสริมให้กับ core business ของเรา ผมอยากจะจบ presentation เท่านี้เพื่อไปสู่ Q&A นะครับ ตอนนี้มีคำถามส่งเข้ามา ผมไล่ไปเรื่อยๆ นะครับ มีคำถามว่า Churn Rate ในปีหลังๆ เพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 5% ถึง 9% อยากทราบว่าปัจจุบันอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ และปีหลังๆ ตัวชี้วัด ไม่ได้อยู่ในรายงาน ไม่ทราบมีเหตุผลอะไร ไม่ทราบพอจะชี้แจงได้ไหมครับ
Thammanoon
ครับ สำหรับ Churn Rate ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 นะครับ ก็อยู่ที่ประมาณสัก 5.7% นะครับ ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2025 ที่ 6.7% นี่ขอเรียนอย่างงี้ครับ Churn Rate ของเรา เนี่ย ถ้าดูภาพรวมอะ ก็จะอยู่ประมาณสัก 8-9% แต่อันเนี้ยเรา รวมธุรกิจที่เป็น SME ของ Tigersoft ด้วย ซึ่ง Churn Rate มันจะสูงกว่า ตัว market ที่เป็น enterprise ของ ไทย หรือที่อินโด นะครับ ถ้าเป็นตัวของ ธุรกิจ HR ตัวใหญ่ที่เป็น enterprise market เนี่ย Churn Rate ของเราก็จะอยู่ราวๆ สัก 3% ซึ่งก็ค่อนข้างต่ำนะครับ แต่ที่อินโดเนี่ย อาจจะสูงกว่าที่ไทยนิดนึง อยู่ที่ประมาณสัก 5-6% แล้วก็ถ้าเป็น ธุรกิจที่เป็นตลาด SME เนี่ย ตัว Churn Rate จะสูงหน่อย เนื่องจากว่า SME มีการแข่งขันค่อนข้างสูงนะครับ อยู่ที่ประมาณสัก 16% ส่วนที่ว่า เราไม่ได้รายงาน ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ เนื่องจากว่าการเก็บข้อมูลพวกนี้ อาจจะต้องใช้เวลาค่อนข้างมากนะครับ แต่ยังไง เนี่ย เดี๋ยวในช่วงไตรมาสหน้าจะพยายามนะครับ รายงานตรงนี้เรื่อยๆ นะครับ
Sunthorn Dentham
มีคำถามถัดไปเกี่ยวกับการตัดจำหน่าย PPA ของ DataOn เข้าใจว่าก้อนหลังจะหมดไตรมาสไหน แล้วก็จะมีผลต่อ bottom line ปีละประมาณเท่าไหร่ นะครับ อันนี้ก็ PPA ของ DataOn จะหมดกลางปีหน้านะครับ ก็จะมีผลกระทบ เป็นผลบวกต่อ bottom line ประมาณ quarter ละ 7-8 ล้าน ก็ตกปีละประมาณ 30 ล้านนะครับ ถัดไปเป็นเรื่องคำถามเรื่องหลังบ้านของฮิวแมนนิก้า ใช้ ERP กับ HR ของอะไร ก็เรียนว่า ตัว ERP เราใช้ SAP นะครับ ส่วน HR เราใช้ Workplaze ของเราเอง แล้วพวก M&A อินโด เวียดนาม มีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ อย่างไร ในส่วนของเวียดนาม เนี่ย เราเข้าไป replace ระบบเดิม ซึ่งเป็นระบบ ERP เล็กๆ เป็น SAP แล้วนะครับ แล้วก็ในส่วนของอินโด เขามี ERP ของเขาเอง เราก็ยัง ไม่ได้เปลี่ยน ตัว ERP ของอินโด แต่ว่าเชื่อมข้อมูลเข้ามาคอนโซลที่ headquarter แล้วนะครับ ถัดไปเป็นเรื่องคำถามการจัดตารางนักบิน ลูกเรือ ของการบินไทย มีความยากหรือซับซ้อนอย่างไร อันนี้ต้องเรียนว่ายากนะครับ แล้วก็ซับซ้อน แต่ว่า อันเนี้ย เรื่องของการจัดตารางเวลาทำงาน rostering, time, shift management ต่างๆ อันนี้เป็นจุดแข็งของฮิวแมนนิก้า ซึ่ง เรา มีระบบเรื่อง time attendance แล้วก็ rostering ที่ดีกว่าระบบของ ซอฟต์แวร์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Workday หรือ เรื่อง Oracle, SAP เราคิดว่าเรามี จุดแข็งตรงนี้ นี่จะเป็น moats ของฮิวแมนนิก้า นอกเหนือจากเรื่อง payroll นะครับ แล้วก็พวกลง labor law ต่างๆ คำถามถัดไปนะครับ ว่าบริษัทขนาดใหญ่ๆ ที่มีความพร้อมได้ใช้ Workplaze แล้วอาจจะขอปรับปรุงบางส่วน เพื่อให้เข้ากับบริษัทเขา เราจะทำหรือไม่ แล้วก็ โอกาสมากน้อยแค่ไหนที่ลูกค้าเราจะไม่ต่อสัญญาแล้วไปพัฒนาเอง เข้าใจว่าเป็น 2 ประเด็นนะ ประเด็นเรื่องของการ customize เรา ปกติเราไม่ทำเพื่อบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เว้นแต่ว่า customization นั้น หรือ requirement นั้น สามารถเอาไปใช้ กับบริษัทอื่นๆ ได้ อันนี้เราก็จะรับ แล้วก็ เพื่อทำให้ซอฟต์แวร์เรา มี ความสามารถที่มากยิ่งขึ้นต่อๆ ไปนะครับ ส่วนเรื่องของโอกาสที่ จะไม่ต่อสัญญาแล้วไปพัฒนาเอง ผมคิดว่า มันคงไม่สามารถบอกว่าไม่มีโอกาสนะครับ แต่ว่าโอกาสนี้ เป็น เรื่องที่ challenge มาก โดยเฉพาะองค์กรที่ใหญ่มากๆ เขาจะพัฒนา จะเอาแค่ payroll, time, leave ที่ เอาไปใช้ภายใน ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะว่า อันที่ 1 มันไม่ได้ทำง่ายนะครับ HR system อันที่ 2 ถ้าคนพัฒนาออกไป จะมีปัญหามากเลยว่า มันไม่รู้จะ maintain ยังไงต่อนะครับ แล้วก็ ผมเรียนว่า องค์กรส่วนใหญ่ในอดีต 30 ปีก่อน ทำซอฟต์แวร์เองหมด แล้วก็ตอนนี้ เลิกเกือบหมดแล้วนะครับ แต่ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆ พัฒนาเอง ใช้ AI เขียนง่ายๆ คำนวณภาษี ผมว่าไม่ต้องใช้ AI ใช้ Excel ก็คำนวณได้ นะ ถ้าทำแต่คำนวณภาษี แต่ ที่มาของการมี ตัวเลขเอาไปคำนวณภาษี ของ payroll ไม่ใช่เป็นแค่ตัว basic salary มีที่มาของมันเยอะแยะ นะฮะ อันนี้คือสิ่งซึ่ง AI เขียนได้ ไม่สมบูรณ์แน่ๆ นะครับ อันนี้น่าจะมาจากเห็นป้าย GoGlobal อยู่ที่ตึกของเรานะ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับฮิวแมนนิก้าอย่างไร ไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ เขาเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจที่เรียกว่า EOR, Employer of Record อันนี้เป็นธุรกิจซึ่งไม่เกี่ยวกับฮิวแมนนิก้า เขามาขอเช่าพื้นที่ บังเอิญเจ้าของเขาเป็นคนญี่ปุ่น รู้จักกัน แล้วก็เลยมาขอเช่าออฟฟิศเราเป็นออฟฟิศเล็กๆ ห้องเดียว นะครับ แผนการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับ Large Enterprise เป็นอย่างไร เป็นไปตาม timeline หรือไม่ คาดว่าจะ launch เมื่อไหร่ ต้องเรียนว่าซอฟต์แวร์สำหรับ Large Enterprise เนี่ย มันไม่มีวันจบสิ้นนะครับ มันต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ สิ่งที่เราทำอยู่ปัจจุบัน เนี่ย เราทำเพื่อ โปรเจกต์ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ ที่เราเสิร์ฟอยู่ในปัจจุบัน นะฮะ เรา พัฒนาซอฟต์แวร์ของเราให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบโจทย์ในปัจจุบัน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ชมว่าซอฟต์แวร์เรา ช่วยเขาได้มาก การบินไทยก็ชมเราตลอดเวลานะครับ ทาง CHRO ท่านก็ไปออกรายการเลย ก็พูดถึง ว่าใช้ของเราแล้วทำให้เขา ลดการโกง ประหยัดเงิน ช่วยเซฟ OT อันนี้ แล้วก็ทำให้อีกเสี้ยวหนึ่งของพนักงานเขาดีมาก เลยใช้ self-service ของเราผ่านมือถือ แต่ว่า ซอฟต์แวร์ เนี่ย มันอยู่นิ่งไม่ได้ เพราะงั้น เราได้ตั้งโปรเจกต์ใหม่ที่จะทำ Next-Gen SaaS ที่เราตั้งเป็น concept ไว้ว่า เป็น Workforce Intelligence Platform หมายความว่า เรายังใช้ workforce คือคนเป็นที่ตั้ง แต่ เป็นระบบที่มีทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ HR เราจะมี finance data เรามี CRM data เรามี ที่เป็นเรื่องของ data ที่เอาไว้ใช้ในการบริหารจัดการองค์กร อยู่ในแพลตฟอร์มของเรา ใน Next-Gen นะครับ ซึ่ง เราแพลนว่าจะ launch product ที่เป็น Next-Gen เนี่ย ปลายปีหน้า นะครับ ซึ่ง concept ของ Workplaze ตัวใหม่ของเรา อันนั้นจะไม่ใช่ UX/UI แบบเดิม อันนี้ก็ยังอยู่ในช่วงของการทำ discovery อยู่นะครับ มีคำถามเรื่อง churn ซึ่ง น่าจะตอบไปแล้วนะครับ ถัดไป AI มีส่วนในการพัฒนา process และ productivity ของฮิวแมนนิก้ามากน้อยเพียงไร เราเริ่มแล้วนะครับ อย่างที่ได้เรียนคราวที่แล้ว เราตั้งทีม AI ตอนนี้ก็เป็นทีมไม่ใหญ่ ประมาณ 5 คน จริงๆ เรามีทีม AI ที่อยู่ในทีม tech ที่เป็น dev เนี่ย อีกประมาณ 3 คน รวมกันประมาณสัก 7-8 คน เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นใน Q3 เนี่ย เรามีการเปลี่ยนตัวบุคคลบ้าง เพื่อลดค่าใช้จ่าย แล้วก็หาคนที่ตรงกับ requirement เข้ามาช่วย เรื่องของ process improvement กับ productivity เป็นหนึ่งใน assignment ที่เป็น priority แรกๆ ซึ่ง สิ่งที่เราทำในเรื่องของ process improvement แล้วก็ productivity จะเป็นสิ่งซึ่งจะส่งต่อให้ทีม product เอาไปพัฒนาใน Workplaze ถัดไปนะครับ ข้อจำกัดของซอฟต์แวร์ บริษัทข้ามชาติ และบริษัทใหญ่ ไม่เลือกใช้คืออะไร แผน ของผู้บริหารในอนาคตใน 1 ปีข้างหน้าคืออะไร ข้อจำกัดของซอฟต์แวร์ของเราที่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ไม่เลือกใช้ อันที่ 1 คือ แบรนด์ นะครับ องค์กรขนาดใหญ่มากๆ ไม่กล้าใช้ซอฟต์แวร์ไทย เพราะไม่เชื่อว่าคนไทยจะทำซอฟต์แวร์ได้น่าเชื่อถือ นี่คือความคิดในอดีต ตอนนี้ความคิดนี้ค่อยๆ เปลี่ยน ผมเชื่อว่าการที่การบินไทย HomePro มาใช้เรา จะเป็น reference ที่มีน้ำหนักมาก แล้วถ้าเราได้ องค์กรระดับ ประเทศ ระดับข้ามชาติ มาใช้เรามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะไปใช้ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ ในอาเซียน หรือแค่ไทย เนี่ย ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปใช้ของแพงๆ อีกต่อไปนะครับ อันที่ 2 คือเรื่องของ อันนี้ก็ต้องยอมรับนะครับ branding ก็จะมีผลอย่างมากว่า การใช้ซอฟต์แวร์ SAP, Workday ถ้าล้มเหลวไป ก็จะมีเหตุผลว่า ก็มันดี มันใหญ่ขนาดนี้แล้ว ก็ช่วยอะไรไม่ได้นะครับ แต่ถ้าใช้ซอฟต์แวร์ไทยแล้วล้มเหลว ก็อาจจะถูกผู้บริหารว่า อันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่เป็น อุปสรรคสำหรับซอฟต์แวร์ไทย หรือสำหรับฮิวแมนนิก้า ซึ่งเราพยายามที่จะก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นไปนะครับ ถัดไปเป็นเรื่อง cash flow ทำไมไม่เหมือน SaaS ต่างประเทศ ไม่ได้เพิ่มตาม recurring revenue จริงๆ แล้วผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็น profit margin หรือ cash flow ในธุรกิจ SaaS เนี่ย จะดีกว่าธุรกิจ outsourcing นะครับ โดย nature ของมัน แต่ว่าในอดีต cash flow ของเรา ดูเหมือน fluctuate เพราะว่าการเก็บเงินนะครับ อาจจะ มีความล่าช้า ของโปรเจกต์แรกๆ ที่เป็น SaaS อันนี้ก็เป็น เหตุผลที่ มันดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ แล้วก็ ผมคิดว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาที่ถาวรนะครับ เป็นปัญหาที่เรากำลัง improve อยู่ ถัดไปเป็นเรื่องของ AI นะครับ ว่าหลายบริษัท หลายบริษัทใช้ AI ทำ code HR เพื่อใช้เองแล้วจะส่งผลกระทบต่อ Human ในระยะยาวหรือไม่ ผมคิดว่า มันมีผลกระทบแล้ว สำหรับบริษัทที่เชื่อว่า AI เขียนแทนได้ เขาก็จะไปลองเขียนดู เขียนในการคำนวณ payroll บริษัทที่มีคน 5 คน 10 คน ผมคิดว่า ใช้อย่างที่ผมเรียน ใช้ Excel ทำก็อาจจะง่ายกว่า AI เสียด้วยซ้ำไป แต่ถ้าเป็นองค์กรขนาดกลาง ใหญ่ AI มาแทน HR platform ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ท้าทายมาก เป็นไปได้หรือไม่ได้ ตอนนี้ผมยังคิดว่ายังไม่เห็นนะครับ ที่ออกมาแทน SaaS สำหรับองค์กรขนาดกลาง ใหญ่ ตลาด HCM และ Payroll ในไทยแข่งขันรุนแรงขึ้น มีรายใหม่เข้ามา ส่งผลต่อ Human หรือไม่ ส่งผลแน่ครับ การแข่งขันสูงขึ้น แน่ๆ คือ ผู้มาใหม่ จะเล่นที่ราคา เพื่อที่จะ gain market share นะครับ อันนี้ก็จะทำให้เป็นความกดดันของเรา แต่ปกติเราก็จะไม่ไป ดัมพ์ราคาสู้ เพราะว่าเราคิดว่า ไม่ใช่แนวทางของเราที่จะไปแค่ win เราต้องการอย่างน้อยต้องมี รายได้คุ้มกับต้นทุนของเรา แล้วก็เพื่อให้เราทำบริการได้ดี มากกว่าที่จะให้แค่ชนะ คู่แข่ง เพราะฉะนั้น ผลกระทบระยะสั้นมีแน่ แต่ระยะยาว ถ้าเขา win แล้วเขาทำไม่ได้อย่างที่เขาขาย เขาก็จะล้มหายตายจากไป ซึ่งมีให้เห็นอยู่หลายตัวนะครับ ที่มาจากต่างประเทศเข้ามา แล้วก็ใช้กลยุทธ์เรื่องของ marketing กับ sales หวือหวามากนะครับ ในอนาคต เวียดนามมีโอกาสโต เทียบอินโดนีเซีย หรือโตกว่าไหมครับ อันนี้ผมเรียนว่า ตลาด เวียดนามเล็กกว่าอินโดนีเซียนะครับ ด้วย scale ด้วย size ของประเทศ แต่ foreign investment ของเวียดนามเติบโตสูงกว่าอินโดนีเซีย สถานการณ์ของประเทศ นิ่งกว่าอินโดนีเซีย เพราะงั้น ในส่วนของฮิวแมนนิก้าเอง เราเชื่อว่า เวียดนามจะโต ในอัตราที่ เป็นไปได้นะครับ ที่จะใกล้เคียงกับอินโดนีเซียนนะครับ องค์กรขนาดใหญ่ในไทย Workplaze สามารถแยกลูกค้า จากซอฟต์แวร์โลกได้บ้างหรือยัง ก็ การบินไทย เป็นการ replacement จาก ที่เขาใช้ซอฟต์แวร์ต่างประเทศอยู่นะครับ เป็นซอฟต์แวร์ ก็เอ่ยชื่อได้นะครับ ก็คือเป็น SAP นะครับ แล้วก็ จุดแข็งของ Human ที่เหนือกว่าระดับโลกคืออะไร อันนี้ก็คือเรื่องของ moats ของเราคือ คูเมืองเรา ก็คือเรื่อง localization เรื่องของ statutory ครับ ก็ หมดเวลา คำถามเหลืออีกบ้าง มี โอกาสก็ โทรเข้ามาหรือ ติดต่อเข้ามาได้นะครับ คุณธรรมนูญหรือตัวผมก็ได้ เพื่อจะได้ตอบคำถามต่อไปนะครับ ขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ
Thammanoon
ครับ
Already premium?