PTT Global Chemical Public Company Limited

PTT Global Chemical Public Company Limited

52.75
THB
+2.25
(+4.46%)
1.18EPS
21.51P/E
151.05BMarket Cap
Nov 11Next Earn

Q1 FY2026 · Earnings Call TranscriptMay 15, 2026

Operator

ยินดีต้อนรับทุกท่านกลับเข้าสู่การแถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2026 ค่ะ รบกวนขอความกรุณาทุกท่านปิดไมค์ตลอดในช่วงการบรรยาย และสำหรับในช่วงถามตอบ หากท่านใดมีคำถาม สามารถเปิดไมค์สอบถามได้ หรือพิมพ์คำถามใน Microsoft Teams แชตได้ค่ะ และรบกวนขอความกรุณาพินที่ชื่อคุณภัสกุล พร้อมทั้งคลิกขวาที่กลางหน้าจอและเลือก Fit to Frame เพื่อขยายภาพให้เต็มหน้าจอตลอดช่วงการบรรยายค่ะ และสำหรับการแถลงผลประกอบการในวันนี้นะคะ จะแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อหลัก ประกอบด้วย 1. แผนกลยุทธ์องค์กร 2.

ผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2026 และหลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงถามตอบค่ะ ลำดับถัดไปดิฉันขอแนะนำท่านผู้บริหารค่ะ คุณณรงค์ศักดิ์ จิวากานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คุณทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี และคุณภนิดา จินายน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและพาณิชยกิจ ขอเรียนเชิญท่านผู้บริหารเริ่มการบรรยายค่ะ

คุณณรงค์ศักดิ์ จิวากานันท์

ครับ ขอบคุณครับ ครับก็ รายงานเดี๋ยวผมคงไปไวๆ นะครับ เพราะว่า คิดว่าคง ก็เพิ่งได้มีการสื่อความกันเมื่อเร็วๆ นี้ ในเรื่องกลยุทธ์ก่อนหน้านี้อะนะครับ ภาพใหญ่นะฮะ ก็ไอ้เรื่องที่ dominate ทุกเรื่องในตอนนี้ก็คือเรื่อง crisis ของพลังงานนะครับ การสู้รบกันในตะวันออกกลางนะครับ ซึ่งส่งผลกระทบ มากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานะฮะ สิ่งที่เมื่อกี้คุณภนิดาพูดถึงนะครับ ผมก็ recap อีกครั้ง ก็คือเรายังมองเป็น 2 scenario นะครับว่า เหตุการณ์จะจบได้เร็วไหมนะครับ หรือเหตุการณ์มันจะลากยาวไป แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหนเนี่ย ถึงแม้ว่าจะจบได้เร็ว ในเดือนหน้าหรืออะไรก็แล้วแต่เนี่ย การที่น้ำมันดิบ หรือผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป หรือปิโตรเคมีจะกลับมาเนี่ยต้องใช้เวลา นะครับ เร็วช้าขึ้นอยู่กับ แต่ละผลิตภัณฑ์นะฮะ เรามองว่ายังไงก็แล้วแต่เนี่ย ก็คงใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 9 เดือนนะครับ ก็คงว่าไปถึงอย่างน้อยปลายปีนะครับ ที่ทุกอย่างถึงจะกลับเข้ามา ถ้าในกรณีที่ ทุกอย่างมัน ยุติกันได้ภายใน เดือน 2 เดือนข้างหน้านะฮะ ซึ่งก็จะทำให้ราคาน้ำมันนะครับ ยังไงก็คงอยู่ในระดับค่อนข้างสูงนะครับ ปลายปีนี้ นะครับ ก็จะไปผลกระทบให้กับราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็คงน่าจะอยู่ในระดับสูง พอสมควรจนถึงปลายปี ครับ อันนี้สิ่งที่ต้องดูต่อคือว่า แล้วความเสียหายจริงๆ นะครับ ที่ต้องใช้เวลาในการ ไปซ่อมบำรุงหรือไปสร้างใหม่ก็แล้วแต่ infrastructure ทั้งหลายเนี่ย หลังสงครามแล้วเนี่ย มีมากน้อยแค่ไหน ที่ออกมาเป็นข่าวเยอะๆ นะครับ จะเป็นเรื่อง LNG ครับ แต่ส่วนปิโตรเคมี โรงกลั่น ยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ ต้องคอยติดตามดูอีกทีหนึ่ง และอีกอันหนึ่งที่ต้องติดตามต่อคือว่า การที่มีผลกระทบที่ทำให้ต้นทุน พลังงานและส่งผลกระทบไปต่อเงินเฟ้อแล้วก็ ต้นทุนของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในระยะที่ ยาวนานเนี่ย จะมีผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจโดยรวมแบบไหนอย่างไร แล้วจะทำให้ ไอ้สุดท้ายมันย้อนกลับมามีผลกระทบกับ demand ของ product แค่ไหนอย่างไรนะครับ ก็ต้องติดตามต่อ นะครับ งั้นความแน่นอน ความผันผวนเนี่ยยังมีอยู่ นะครับ ซึ่งสิ่งพวกนี้เราก็ต้อง factor เข้าไปอยู่ในการวางแผนนะครับ ในการทำงาน ช่วงนี้ เป็นต้นไปนะครับ ถัดไปครับ ของ GC นะครับ ก็ recap อีกครั้งหนึ่งนะ ที่เราคิดว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาเนี่ย มันเป็นตัว reaffirm นะครับ กับ หลักการ principle ของการ วาง configuration ของตัว infrastructure ของ GC ในเรื่องต้นน้ำไปถึงปลายน้ำนะครับว่า หลักการต่างๆ เหล่านั้นเนี่ย มัน pay off นะครับ ในระยะยาว ถึงแม้ว่าเป็นเงินลงทุน นะครับ แต่ในระยะยาวเนี่ยมันมี ประโยชน์ในแง่ของความยืดหยุ่น แล้วก็ resilient นะครับ ก็ โรงกลั่น อะโรเมติกส์ และโอเลฟินส์ นะครับ ซึ่งเราเรียกกันภายในว่า 3 3 pillar 3 ขาเนี่ย มันเชื่อมโยงกันจริงๆ นะครับ แต่ละโรงมันก็จะมี product ออกจากโรงหนึ่งไป upgrade ต่ออีกโรงหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น โรงกลั่นมี reformate ถึงแม้ว่า GC ไม่ได้ผลิตน้ำมันเบนซิน แต่ reformate ซึ่ง เอาไปผสมเบนซินได้ เราก็ไป upgrade ในอะโรเมติกส์ หรืออะโรเมติกส์ที่ออกมาจาก condensate splitter เราก็เอากลับเข้าไปเป็นวัตถุดิบในโรงกลั่น ทำมาเป็นน้ำมันดีเซล นะครับ โรงกลั่นก็จะมี LPG มีแนฟทาเข้ามาใช้ในโอเลฟินส์นะครับ ต่างๆ นานาพวกนี้ทำให้ การมี 3 ขา แล้วก็เดินไปด้วยกันพร้อมๆ กันเนี่ย มันสร้าง ความยืดหยุ่น นะครับ input ที่เข้ามาจากข้างนอกจริงๆ เนี่ย จะมีน้ำมันดิบ คอนเดนเสท แล้วก็อีเทน นะครับ ในบางกรณีก็จะมีโพรเพน LPG จากข้างนอกอีกในการนำเข้าเป็นส่วนน้อยบ้าง มันทำให้เรามีทางเลือกในการที่จะ diversify ทั้งน้ำมันดิบ คอนเดนเสทก็มีทั้งในประเทศ ต่างประเทศ นะครับ อีเทนเนี่ยเป็น ส่วนใหญ่เป็น แหล่ง ในอ่าวไทย แต่ในระยะอีก 2-3 ปีก็จะมาจาก อเมริกา นะครับ ก็จะเป็นการเพิ่มความหลากหลายมากขึ้นนะครับ โดยเฉพาะในกรณีที่มันมี ความเสี่ยงเรื่องการขนส่ง หรือเรื่อง disruption เนี่ย ไอ้เรื่องพวกนี้มันจะเป็นประโยชน์มากๆ ในการที่ อย่างน้อย เรามั่นใจว่าเราสามารถเดินได้นะครับ ด้วยกำลังการผลิตที่เราวางแผนไว้ ลูกค้านะครับ โรงผลิตต่างๆ ใน downstream ก็จะมีความมั่นใจในการวางแผนผลิต ผลกระทบก็คือเรื่องราคา นะครับ ซึ่งก็ต้องบริหารกันนะครับ เป็นตัวยืนยันนะครับ ไอ้ pie chart ด้านตรงกลางเนี่ย ก็คือ ดูคร่าวๆ ก็คืออย่างน้อย 75% ของ ฝั่ง โอเลฟินส์เนี่ย มันเป็น feed ที่มาจากภายใน เกือบทั้งหมดนะครับ จะเป็นอีเทน หรือว่าจะเป็น LPG แนฟทา ที่มาจากโรงกลั่น หรืออะโรเมติกส์แล้วแต่ ส่วนน้อยเนี่ย มาจาก การ import หรือมาจากโรงแยกก๊าซนะครับ เพราะงั้นแล้วก็เป็น index นะครับ ดัชนีที่เราดูว่าเราจะเพิ่ม ไอ้ตัวความยืดหยุ่นพวกนี้ได้ แบบไหนอย่างไรนะครับ ก็ ถือว่า ไอ้หลักการ ความคิดต่างๆ ที่เราต้องทำตั้งแต่ตอนเริ่มต้น แล้วค่อยๆ modify โรงงานไปเรื่อยๆ ในทุกครั้งที่มีโอกาสเนี่ย มันยืนยันว่าเป็น principle ที่ถูกต้อง นะครับ ซึ่ง อีกอันหนึ่งก็คือ ในขณะที่ มี disruption เกิดขึ้นในเมืองไทยนะครับ ในเรื่องของเอทิลีน เรื่องวัตถุดิบต่างๆ นะครับ GC ก็ยังเดินได้ นะ PE ปกติ the net result ก็คือเราสามารถ supply ลูกค้าในฐานที่กว้างขึ้นนะครับ ก็เป็น market share ที่สูงขึ้นโดยปริยายนะครับ แต่สิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นประโยชน์มากๆ คือ อย่างน้อยทำให้ลูกค้าปลายทางยังสามารถเดินได้ด้วยความมั่นใจว่ายังมีของ นะครับ ก็ สรุปขมวดกลับมานะครับ เป็น principle ในการบริหารในเรื่อง operation ของเรานะครับ ก็จะเรื่อง 4 หลัก เรื่องหลักนะครับ feedstock แล้วก็ optimization ในแง่ของ supply chain ที่มัน integrate กัน นะครับ ก็คงจะมองต่อไปว่ามีโอกาสไหน opportunity ไหน ใน configuration ใน infrastructure ที่เรามีอยู่ที่สามารถเพิ่มนี้ได้นะครับ project ที่เริ่มไปแล้ว เรื่องอีเทน การนำเข้าอีเทน กับเรื่องการใช้พลังงานความเย็น จากท่า LNG ต่างๆ พวกนี้ก็จะเป็นตัวเสริม นะครับ โรงงานไอ้ โอเลฟินส์ 4 นะครับ ซึ่งเป็น แนฟทาแครกเกอร์ ก็ timing ก็ประจวบเหมาะพอดี ซ่อมบำรุง turnaround ครั้งใหญ่เสร็จพอดีในช่วง ปลายเดือนมีนาคมนะครับ ก็ขึ้นมาพอดีพร้อมที่จะใช้แนฟทา ก็สามารถเดินแล้วก็ supplement สิ่งที่โดน disrupt ไปได้นะครับ การบริหารความเสี่ยง สำคัญมากๆ ผันผวนมากๆ นะครับ มันก็คงไม่ใช่หลักการ อะไรที่มันเป็นการ speculate นะครับ ทำโดย discipline นะครับ ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนเรากลับมาดูใหม่ นะครับ ตรงไหนที่เราจะทำเพิ่มหรือว่าจะชะลอ ก็เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ สะสมความรู้ต่างๆ มา โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานะครับ ก็เป็นการ test system ต่างๆ ที่เราวางกันไว้ นะครับ การบริหาร กระแสเงินสดก็เป็นเรื่องสำคัญนะครับ เพราะต้นทุนน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงระยะเวลาสั้นๆ การมี cushion นะครับ บริหารสภาพคล่อง เป็นเรื่องหัวใจสำคัญหลักนะครับ ก็ เราก็เตรียมตัวเรื่องนี้มา ก็ไม่มีปัญหาติดขัดอะไรนะครับ อีกเรื่องคือเรื่อง security of supply นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปิโตรเลียม หรือเรื่องของ พลาสติกต่างๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญมากๆ นะครับ ก็เป็นเรื่องที่ต้องบริหารผู้มีส่วนได้เสียนะครับ โดยเฉพาะภาครัฐนะครับ ในการ ให้ความร่วมมือ ให้ความชัดเจนแล้วก็ ทำรายงานต่างๆ เพื่อให้ ได้ข้อมูลที่ถูกต้องในการนำไปใช้ในการบริหารเรื่องนโยบายนะครับ ถัดไปครับ strategy ไม่ได้เปลี่ยนนะครับ ก็ เป็นโอกาสให้เรากลับมาดูว่า ที่เรามองไว้กับสถานการณ์ที่มันเป็นตัว test case ของจริงเนี่ย เรามีตรงไหนมีโอกาสทำเพิ่มเติมได้หรือเปล่า นะครับ ไฮไลต์วันนี้ที่จะ มานำเสนอเป็นการ reconfirm ว่าเรา โดยทิศทางเรามาถูกทางแล้วนะครับ ก็วันนี้คงพูดเรื่อง ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 แล้วก็ ข้อ 4 นะครับ ส่วนข้อ 5 เนี่ย เป็นเรื่องระยะยาวนะครับ ซึ่งมันต้องอาศัยฐานของ ข้อ 1 ข้อ 2 3 4 ที่มันแข็งแรง แล้วเราจะ transform มาบตาพุดไปสู่ specialty ในอนาคตนะครับ ถัดไปครับ อันที่ ได้เปิดเผยข้อมูลนะครับ ในการเซ็น non-binding MOU กับ SCGC Chemical นะครับ ได้มีการ ให้ข้อมูลกับนักวิเคราะห์เมื่อ ปลายเดือนที่แล้วนะครับ ก็ เป็นโปรเจกต์ที่สำคัญ นะครับ แล้ววันนี้เราเริ่มเดินหน้า ไทม์ไลน์นะครับ น่าจะมีความชัดเจน ข้อสรุป นะครับ แล้วก็จะต้องมาเปิดเผยข้อมูล ให้กับ นักวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่งตอนช่วงปลายไตรมาส 3 นะครับ โดยพื้นฐานก็คือ เป็นโอกาสที่มาศึกษาทางเลือก ดู potential synergy นะครับ จากต้นทาง feedstock ความหลากหลาย diversification กับ ทาง SCGC ซึ่งเขามี ความเชี่ยวชาญด้าน downstream นะครับ ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะเรื่อง application อย่างเดียว นะครับ เป็นเรื่องของ product นะครับ ใน joint venture ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวันนี้ยังไม่สามารถ ลงรายละเอียดได้นะครับ เดี๋ยวพอเมื่อไหร่ มีความชัดเจนแล้วคงมาเปิดเผยข้อมูล ทั้งหมดเนี่ย ก็ ดูแล้วเนี่ย น่าจะมี synergy ที่มีนัยสำคัญ เราเชื่อว่าอย่างนั้นนะครับ แล้วเดี๋ยวรอตัวเลขในการ confirm จากการทำ due diligence และ study แต่เราเชื่อว่าน่าจะทำให้ภาพรวมเนี่ยเป็นประโยชน์ กับทั้ง 2 บริษัทและก็อุตสาหกรรมในประเทศโดยรวมนะครับ เรื่อง security of supply และเรื่องความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ครับ อันนี้ portfolio transformation นะครับ ซึ่ง เราก็ยึดถือว่าเป็นเรื่องสำคัญนะครับ แล้ว เราก็มี มี commitment ที่ต้องการทำให้เป็นเรื่องต่อเนื่องนะครับ แล้วก็เป็น business as usual นะครับ ภารกิจของเราก็เดินหน้าไปตามแผนนะครับ ถ้าอธิบายจากด้านขวา ไปซ้ายนะครับ asset light ที่เป็นเรื่อง ถังนะครับ ท่าเรือ แล้วก็ท่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง Thai Tank Terminal แล้วก็ถังที่อยู่ ในบริเวณของใกล้ท่าเรืออีกที่หนึ่งนะครับ ก็แล้วเสร็จตามแผนนะครับ หลังจากที่รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นตอนปลายปีก็เดินหน้าแล้ว closing ในไตรมาส 1 เรียบร้อย ก็เห็นผล one-time นะครับ ที่เป็นบวก และ ongoing แล้วเนี่ย operation หลังจากที่ handover เรื่อง operation เรียบร้อยก็ทุกอย่างก็ smooth เรียบร้อยนะครับ ไม่ได้มีข้อติดขัดอะไรนะครับ ก็เป็นการยืนยันว่า principle เนี่ย มันถูกต้องนะครับ เราก็โฟกัสใน core asset นะครับ ส่วน asset ที่สำคัญแต่ว่าไม่จำเป็นต้องเป็น เจ้าของเอง แล้วอยู่ในมือของผู้ที่เรา เชื่อมั่นและไว้วางใจ partner รวมทั้งในกลุ่ม ปตท. ก็เป็นความคิดที่ถูกต้อง นะฮะ ส่วนตรงกลางนะครับ PTTMCC นะครับ ก็เป็น บริษัท joint venture ซึ่งเราเพิ่ง ประกาศ และตัดสินใจ แล้วก็ประกาศร่วมกับ partner เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานะครับ ก็ ได้พยายาม เต็มความสามารถแล้วนะครับ เป็น product biopolymer หรือว่า bio-PBS นะครับ เป็นเกรดสูง เป็น biodegradable นะครับ ซึ่ง ร่วมลงทุนกับ partner Mitsubishi Chemical นะครับ GC ก็ได้ เป็นเจ้าของ 50% เนี่ยมา เกือบจะ 10 ปีนะครับ มีช่วงต้นเราก็สามารถที่จะพัฒนาเกรดต่างๆ แล้วก็ drive เรื่องการเพิ่มกำลังการผลิต ได้ถึงระดับที่เกือบจะถึง จุดที่ คุ้มทุน มีช่วงสั้นๆ ช่วงหนึ่งที่ break-even และสามารถกำไรได้นะครับ แต่พอมีเหตุการณ์โควิดต่างๆ ผ่านมา มันก็ทำให้ landscape เปลี่ยนไปนะครับ เราก็ใช้ทุกอย่างนะครับ ลดต้นทุนอะไรต่างๆ แต่มันก็ไม่เพียงพอ แล้วพอมอง มามองดูเรื่องสถานการณ์ต่างๆ แล้วเนี่ย landscape คงไม่ได้กลับมาแล้ว เพราะว่าต้นทุนของพลาสติกเกรดพิเศษเนี่ยค่อนข้างสูง นะครับ ก็เลยตัดสินใจร่วมกันที่จะ withdraw จากธุรกิจนี้นะครับ ก็เข้ากระบวนการ แล้วก็ คิดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2028 นะครับ ก็เป็นหนึ่งใน ธุรกิจที่เรามอนิเตอร์มาสักพักหนึ่งแล้วนะครับ แล้วก็ตัดสินใจ ส่วน GC Polyols นะครับ ก็ยังเป็น อยู่ใน status ที่เรา กำลัง ศึกษา นะครับ คิดว่าจะ finalize ว่า ทิศทางในการที่จะ บริหาร GC Polyols จะเป็นแบบไหน รูปแบบไหนนะครับ ลองดูทางเลือกต่างๆ น่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้นะครับ แต่ระหว่างทางเนี่ยนะครับ เราก็มีการตัดสินใจ ที่จะเริ่ม impair นะครับ ครั้งแรกก็เริ่ม impair ตอนปลายปีที่แล้วนะครับ แล้วก็ มีเป้าหมายว่าจะรอดู นโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่อง นโยบายเรื่องภาษีในประเทศจีน ที่อาจจะทำให้ธุรกิจมีการปรับเปลี่ยนในเชิงบวกได้นะครับ แต่เราก็รอดูมาแล้ว พอเห็นทิศทางมัน กลับมาดีได้ แต่มันยังดูแล้วคงไม่ได้กลับมาดีมากพอ เราก็ตัดสินใจที่จะ impair ส่วนที่เหลือนะครับ ก็ตั้ง impairment ในไตรมาส 1 นะครับ ตอนนี้ก็ คิดว่า ที่เหลือใช้เวลาในการโฟกัสว่าทางเลือกนะครับ ในการจะปรับปรุงธุรกิจ เป็นแบบไหนนะครับ แล้วก็คงพอมันมีความชัดเจนแล้ว ก็คงจะมา ให้ข้อมูลกับ นักวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่งนะครับ คิดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้นะครับ อันนี้เรื่อง green bio นะครับ ก็อยากจะเรียนนักวิเคราะห์ว่า ยังไงก็แล้วแต่ นะครับ GC ก็เป็นบริษัทที่เราเชื่อนะครับ มีความเชื่อแล้วก็มี commitment ในเรื่องของ sustainability นะครับ ถึงแม้ว่าเราตัดสินใจที่จะ exit จากธุรกิจ PBS มันเป็นเหตุการณ์เฉพาะเรื่อง เฉพาะธุรกิจนั้นๆ นะครับ ซึ่งมันก็เป็นการตัดสินใจที่คิดว่าเราใช้เวลา แล้วก็ให้ความละเอียดรอบคอบมาอย่างมากนะครับ commitment ในภาพรวมเราก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงนะครับ pillar ที่จะ drive เรื่อง sustainability ในเชิงของธุรกิจก็ยังเหมือนเดิมนะครับ ในแง่ของ recycle นะครับ ซึ่งวันนี้เรามีธุรกิจ mechanical recycling ที่เป็น joint venture กับ ALPLA ซึ่งวันนี้ก็เป็นไปด้วยดีนะครับ ผ่านไป 3 ปีกว่าๆ supply chain เริ่มนิ่งนะครับ stable นะครับ การบริหารต้นทุนนะครับ แล้วแหล่งวัตถุดิบต่างๆ ก็เป็นไปด้วยดีนะครับ ก็ เริ่มเห็นเป็นผลบวกแล้ว เราก็มีความมั่นใจดีนะครับ ว่าสามารถที่จะทำเป็นธุรกิจแล้วก็ในอนาคต ก็น่าจะขยายตัวได้ bioplastic นะครับ ก็เป็น commitment ที่สำคัญมาก ที่ผลักดันให้ NatureWorks มาลงทุน โรงงานที่ 2 นะครับ ของ PLA ของ NatureWorks ในประเทศไทย ครับ ก็มีข่าวเพิ่ง มี opening ceremony เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นะครับ เรื่อง oleochemical นะครับ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ นะครับ ทั้งในแง่ของ technology แล้วก็ end-market segment ต่างๆ home personal care เราก็มอง ว่าเรื่องสำคัญ แต่ก็จะมองว่าทิศทาง ก็จะ ค่อยๆ ปรับ โฟกัสไปที่ specialty ทาง oleo นะครับ ใน application ทาง industry ต่างๆ สุดท้ายนะครับ biofuel นะครับ แล้วก็ biopolymer นะครับ ก็เป็นสิ่งที่เรา โฟกัส นะครับ คราวนี้คงจะดูว่าจะ scale up นี้ได้อย่างไร นะ ยกตัวอย่างเช่น ตัว SAF นะ ที่เริ่มจาก SAF ที่โรงกลั่นนะครับ ที่ใช้ mass balance นะครับ certification นะ ที่เราลงทุนไม่ได้ใช้เงินเยอะมาก ใช้โรงกลั่นปัจจุบันนะครับ แล้วก็ blend used cooking oil ไปนะครับ สามารถทำ SAF ตามมาตรฐานได้ แต่ขณะเดียวกัน เนื่องจาก ระบบของเรามันเป็น supply chain value chain ที่ integrate ทั้งหมด พอออกจากโรงกลั่นปุ๊บ มันก็สามารถ วัตถุดิบที่มี bio ที่ปนอยู่ด้วยเนี่ย จาก UCO นี่ก็สามารถไป ในโรงงานอื่นๆ ได้ นะ ก็สามารถจะเป็นการ claim value ของความเป็น green ใน biopolymer ต่างๆ ได้ เราก็เริ่มทำตั้งแต่ปีที่แล้วนะครับ ก็ประสบความสำเร็จ ก็มองเห็น opportunity ที่จะ สามารถทำเป็นธุรกิจได้ ตอนนี้กำลังมองถึงเรื่องการขยาย ขนาดนะครับ ซึ่งก็ไม่ได้ใช้เงินเพิ่ม สูงมากนะครับ เพราะว่ายังใช้ capacity ของโรงกลั่น เดิมอยู่ นะครับ แต่คราวนี้ด้วยความมั่นใจ ของเรื่อง การ ใช้ UCO บวกกับตลาด เริ่มเห็น ฐานตลาดที่เริ่มตอบรับได้ดี ก็จะขยายอันนี้ต่อ นะครับ บวกกับในอนาคตนะครับ ซึ่งเราได้ให้ข้อมูลไป สักพักหนึ่งนะครับ โครงการที่ มองเรื่อง biochemical นะครับ กับ partner ญี่ปุ่น Toray นะครับ ที่จะมอง ไปถึงเรื่องไนลอนต่างๆ ในอนาคต โดยใช้เทคโนโลยี fermentation ที่ GC มีความแข็งแรง และมีเทคโนโลยีของตัวเอง บวกกับ ความสามารถของ partner Toray ซึ่งเป็น คนที่ดูทางด้าน ไนลอนต่างๆ นะครับ พัฒนา application ได้กว้างกว่า ค่อนข้างกว้าง ก็คิดว่าน่าจะเป็นจุดที่จะเริ่มเข้าไปสู่ การศึกษาใน pilot project ในปลายปีนี้ นะครับ ทุกอย่างก็ยังอยู่ใน ในการ ทำงานนะครับ เพื่อที่จะ เน้นย้ำถึงจุดยืนของ GC ในแง่ของ การ สนับสนุน แล้วก็ จะเดินหน้าด้าน sustainability ครับ ครับ ก็ อันนี้เป็นไฮไลต์ของ NatureWorks นะครับ โรงงานผลิต 75,000 ตันนะครับ ซึ่ง ที่เข้าสู่กระบวนการที่เริ่ม การผลิตทางเชิงพาณิชย์นะครับ ใน ที่นครสวรรค์นะครับ Bio Complex 75,000 ตัน ที่อเมริกา 150,000 ตัน นะ อันนี้ประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วก็ 75,000 ตัน ก็มี footprint ที่สามารถจะขยายได้ อีกเท่าหนึ่งนะครับ ในอนาคตนะครับ ถ้าธุรกิจ ไปได้ดีนะครับ วันนี้ก็เน้นเรื่องเดินโรงงานให้ขึ้นมา เป็นระดับ commercial operation นะ ให้นิ่งๆ นะครับ stable, reliable แล้วก็ทำงานควบคู่กับการวิจัยพัฒนาเรื่อง application ซึ่ง GC ในฐานะผู้ถือหุ้นก็จะเข้าไปช่วยทางด้าน เรื่อง application development ใน lab GC ร่วมกับทาง NatureWorks นะครับ ก็ ในอนาคต ก็ หวังว่าจะมีโอกาสนะครับ เชิญนักลงทุนนะครับ ไปดูงานดูของจริงนะครับ โรงงาน biopolymer ที่ GC นะครับ บริษัทไทยสามารถเป็น partner แล้วก็ดึงเข้ามา ใช้วัตถุดิบ น้ำตาลในประเทศไทย แล้วก็ทำได้เกิดขึ้นจริงนะครับ คราวนี้มาถึงเรื่องของ specialty นะครับ allnex นะครับ ถ้า recap เมื่อตอนรายงานเมื่อตอนเดือนกุมภาพันธ์นะฮะ เราก็ตั้ง เป้าปีนี้ว่าเราจะ พอเราเริ่ม take action เรื่อง cost structure ตั้งแต่ปีที่แล้วนะครับ ปีนี้ก็จะเป็นปีที่เห็น ผลบวกจากการที่เรา บริหารเรื่อง cost structure นะครับ อย่างมีนัยสำคัญ นะครับ เราเริ่มเห็นจริงแล้ว นะ จะมีรายงานในหน้าถัดไปนะครับ แล้ว อันที่ 2 ก็คือ ตั้งเป้าที่จะ เริ่ม capture เรื่อง growth ต่างๆ นะครับ ถึงแม้ในสภาวะที่ ธุรกิจ ภาพรวมนะครับ ของเศรษฐกิจนี่ยังผันผวน แต่เราเชื่อว่า สามารถจะเริ่ม capture growth ต่างๆ ได้ เราก็ตั้งเป้าว่าปีนี้น่าจะเห็น mid-single-digit growth นะครับ ในเชิงของ volume แล้วอันที่ 2 ก็ต้องพยายามรักษา ตัว unit margin profitability ให้ได้นะครับ เพราะว่าโตแต่วอลลุ่มกำไรไม่ดี เราก็ไม่ใช้แนวทางนั้น งั้นผ่านมา 3 เดือนนะครับ บวกตัวเลขเบื้องต้นของ ของ 4 ของเดือน 4 ก็เป็นไปตามแผนนะครับ ก็เราค่อนข้างจะพอใจกับ progress ถึงปัจจุบันนะครับ โครงการที่ เริ่มมี capacity ใหม่ๆ นะครับ ที่เราลงทุนไปก่อนหน้าช่วง 2 ปี ก็เริ่ม ทยอยออกมา ที่อเมริกา โครงการ reactor ตัวแรกก็เริ่มเดินแล้ว ในปลายเดือนมีนาคมนะครับ ก็ตัวนี้ก็จะเป็นตัวเสริม ตลาดอเมริกา ยุโรปยังเน้นเป็นเรื่องการ optimize footprint สิ่งที่มีอยู่ นะครับ ส่วนเอเชียนะครับ China hub ก็เป็นไปด้วยดีนะครับ วันนี้ก็ ramp up มาถึงระดับ 70% แล้ว แล้วมีเฟส 1.5 ก็เริ่มเดินเรียบร้อยแล้วนะครับ อินเดียนะครับ โรงงานเฟส 1 และเฟส 1.5 ก็น่าจะ เริ่ม commercial operation ในครึ่งหลังของปีนี้ได้นะครับ ยังมีอีก 2-3 โครงการนะครับ ที่อยู่ในช่วงการก่อสร้าง ในมาเลเซียนะครับ ในจีนก็ ที่จูไฮ่นะครับ เป็น JV นะครับ ก็เช่นกัน แล้วก็โครงการในมาบตาพุด ที่เรียนนักลงทุน ในการรายงานหลายครั้งที่ผ่านมานะครับ เราจะเข้า กระบวนการตัดสินใจลงทุนในกลางปีนี้ นะครับ ก็จะเป็นหนึ่งโครงการที่ดึง เทคโนโลยีขั้นสูง specialty ของ allnex มาลงทุนในมาบตาพุด ก็จะ ทำให้ GC นะครับ allnex สามารถ มีโอกาสในการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมาก เพราะอยู่ในพื้นที่ที่เราคุ้นเคยมาก ครับ หน้าต่อไปฮะ อันนี้เป็นภาพที่เราพูดถึงนะครับว่า ตอนปลายปีที่แล้ว แล้วก็ตอนกุมภาพันธ์เราก็ มาเล่าให้ฟังนะครับว่า เรามองปี 2026 อันนี้คือก่อน ตั้งแต่ก่อนเกิด สถานการณ์ตะวันออกกลางนะครับ เรามองว่า ไอ้ lever ต่างๆ ที่คิดว่าน่าจะ improve performance ของ GC มีอะไรบ้าง แล้วเราก็ตั้งเป้าในแต่ละเรื่องนะครับ เรื่องแรก enhancement เราก็ตั้งเป้าว่า ทั้ง holistic ทั้งการลดต้นทุนต่างๆ เราคิดว่าปีนี้น่าจะทำได้ 4,000 ล้าน ผ่านมา 1 ไตรมาส นะครับ ตัวเลข ที่เห็นใน bottom line ก็ confirm ว่ามาตามแผนนะครับ 1,000 ล้าน Vencorex นะครับ เราตั้ง [unclear] นะครับ Q1 นะครับ 500 ล้านนะครับ อาจจะ run rate อาจจะต่ำไปนิดหนึ่ง เพราะว่า เนื่อง จาก ไอ้การที่เรา รอ การอนุมัติของ antitrust approval ที่เกี่ยวข้องกับการขาย asset ในไทยแล้วก็อเมริกา ใช้เวลามากขึ้นนะครับ ก็เลยมีค่าใช้จ่าย นั้นเพิ่มขึ้นนิดหน่อยนะครับ แต่คิดว่า directionally เนี่ย น่าจะช่วยให้เราลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายโดยรวมได้นะครับ ถ้าไม่ถึง 2,400 โดย ตามนั้นเป๊ะนะครับ แต่ว่าก็น่าจะ อยู่ในบริษัทที่ค่อนข้างใกล้เคียง allnex นะครับ เรื่องของ เราดึงเฉพาะ ตัวการลดต้นทุน นะครับ ส่วน growth อะไรต่างๆ เนี่ย เรา วันนั้นเราประเมินค่อนข้างยากนะครับ แต่ว่าวันนี้ growth มันก็มา ผ่านมา 3 3 เดือน ก็เป็นไปตาม ที่เราคาดไว้ ส่วนเฉพาะเรื่องต้นทุนเนี่ย ที่เราตั้งเป้า 1,000 ล้านนะครับ ผ่านมา 1 ไตรมาส ก็มา ค่อนข้างตามแผน ครับ 300 ล้าน สุดท้ายนะครับ ก็คือเรื่องของ ดอกเบี้ย นะครับ ตั้งเป้าทั้งปี 2,000 ผ่านมาใน 1 ไตรมาส ก็ 900 กว่า งั้นโดยรวม ไอ้สิ่งที่เรา control ได้ เราคิดว่าเรามาได้ถูกทาง แล้วก็ บริหารได้ดี นะครับ ด้านขวานี่คือเรื่องของวอลลุ่มนะครับ ปีที่แล้วมีการซ่อมบำรุงใหญ่หลายโรงงาน แล้วก็ คิดว่า ตั้งเป้าไว้ว่าปีนี้เราจะเดินโรงงานได้ วอลลุ่มที่เยอะขึ้นนะครับ แล้วน่าจะทำให้ ผลพวงจากวอลลุ่มที่เยอะขึ้นเนี่ย margin ต่างๆ ก็จะดีขึ้นด้วย ครับ ก็ทั้งโรงกลั่นนะครับ แล้วก็โรงงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นะครับ ปีนี้ การซ่อมบำรุงใหญ่เนี่ย โอเล่ 4 เนี่ย ก็จบไปแล้วนะครับ วันนี้กลับมาเดินเต็มที่แล้ว ในเวลาที่เหมาะเจาะพอดี จะมีอะโรเมติกส์ ครับ 1 โรง ในไตรมาส 3 นะครับ และอีกอันหนึ่ง ไม่ได้เป็นโรงงาน แต่เป็น infrastructure ที่สำคัญก็คือ SPM, Single Point Mooring นั่นก็คือทุ่น รับน้ำมันดิบกลางทะเลนะครับ ซึ่งเราสร้างใหม่อัปเกรดใหม่ร่วมกับ partner SPRC นะครับ วันนี้ก็เป็นไปตามแผนนะครับ ตัว mechanical completion ก็กำลังแล้วเสร็จนะครับ แล้วก็คิดว่าน่าจะเริ่ม test ต่างๆ ได้เรียบร้อยนะครับ ตัวที่ช่วยให้เราลดต้นทุน ในการนำเข้าน้ำมันดิบได้นะครับ มีคอมเมนต์นิดหนึ่งครับ ตรง วอลลุ่มของโรงกลั่นนะครับ อันนี้ก็ take to account นะครับ ในการที่เราเริ่ม trim crude throughput บ้างเล็กน้อยนะครับ ในช่วงเดือนพฤษภาคมนะครับ ในการบริหาร inventory นะครับ เราอยู่ในระหว่างการ ให้ข้อมูลนะครับ แล้วก็ รอความชัดเจนจาก ทางภาครัฐนะครับ ในการที่อนุมัติ ให้สามารถ ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปนะครับ ไม่ว่าจะเป็น jet หรือดีเซลนะครับ เมื่อไหร่มีความชัดเจน ก็คงกลับมาเดินเต็มที่เหมือนเดิมนะครับ อันนี้ก็เป็นระยะสั้นที่เรา trim crude ลงมาบ้างนะครับ ส่วน อีเทนนะครับ ก็มาตามแผน ครับ วอลลุ่มก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ในแง่ของ ปริมาณนะครับ จากปีก่อนๆ 1.6 1.7 ตอนนี้มันเป็น น่าจะจบปีที่ 1.9 ล้าน ตันนะครับ หรือสูงกว่า นะครับ ก็จะช่วยทำให้ ไอ้การ ทั้งแง่ของ security of supply แล้วก็ต้นทุนนะครับ ให้เป็นประโยชน์กับ GC นะครับ ครับ ก็ไฮไลต์ สรุปเท่านี้นะครับ ก็โดยภาพรวมเนี่ยก็เป็นไปตาม ที่เราวางแผนไว้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เรา control ได้นะครับ จากนี้ต่อไปก็คงไปบริหารเรื่อง cycle ของธุรกิจนะครับว่า จะยาวจะสั้นนะครับ จะลง จะจบเมื่อไหร่เหตุการณ์นั้นนะครับ แต่เราก็เตรียมแผนในการรับมือไว้เรียบร้อยนะครับ ครับ เดี๋ยวเชิญคุณทิติพงษ์ต่อฮะ

คุณทิติพงษ์ จุลพรศิริดี

ครับ ขอบคุณครับ ก็ session ถัดไปเป็นเรื่องของผลประกอบการนะครับ หน้าถัดไปเลยครับ ก็ก่อนเข้าเรื่องผลประกอบการ ก็สำหรับมาตรการระยะสั้นนะครับในช่วงที่ผ่านมานะครับ จากตัวเหตุการณ์ สงคราม ตัวอิหร่านนะครับ ก็เรื่องแรกเลยสิ่งที่บริษัทได้ดำเนินการก็คือ เตรียมบัฟเฟอร์นะครับ สำหรับเรื่องของ liquidity เพราะว่าพอราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเนี่ย เราก็ต้องเตรียมเรื่อง working cap เพิ่มขึ้นนะครับ แล้วก็ อีกส่วนหนึ่งก็มีเรื่องของเงินกองทุนน้ำมันนะครับ เพราะว่า พอเราขายตัว น้ำมันสุกบางส่วนเนี่ยนะครับได้ ก็ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ก็คือทำให้มีเงินค้างอยู่ตรงนั้นนะครับ ก็ ในเบื้องต้นเนี่ยเราก็ นอกจากเรื่อง working cap เนี่ยเราก็มีการ ขยายวงเงินตัว intercompany loan ระหว่าง GC กับ ปตท. นะครับ เพิ่มจาก 10,000 ล้าน เป็น 20,000 ล้านนะครับ แล้วก็ในส่วนของตัว trade credit นะครับ ก็มีการขยายวงเงินนะครับ จาก 70,000 เป็น 80,000 ล้านนะครับ เริ่มตั้งแต่ เดือนเมษายนที่ผ่านมานะครับ แล้วก็ในส่วนของเรื่อง มาตรการนะครับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ enhancement program ตั้งแต่เรื่องของการควบคุม CAPEX แล้วก็เรื่องของค่าใช้จ่าย อันนี้ก็ ดำเนินการต่อเนื่องนะครับ รวมไปถึงเรื่องของตัว asset strategy นะครับ ตามที่ CEO ได้เรียนไปแล้วนะครับ ขออนุญาตเข้าหน้าถัดไป ในภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 1 เนี่ย ตัวรายได้ก็เพิ่มขึ้นนะครับ เป็น 146,000 เกือบ 7,000 ล้านนะครับ อันนี้โดยหลักก็ ปรับเพิ่มขึ้นนะครับ ตามตัวราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นนะครับ แต่ตัวที่สำคัญก็คือตัว Adjusted EBITDA นะครับ ก็ ในไตรมาส 1 เนี่ย Adjusted EBITDA ก็ อยู่ที่ 14,800 กว่าล้านนะครับ ก็ปรับเพิ่มขึ้นนะครับ อย่างมีนัยสำคัญนะครับ ซึ่งถ้าดู สัดส่วนของตัว Adjusted EBITDA ที่มาจากตัว เซกเตอร์ต่างๆ นะครับ ก็ต้องเรียนว่า ทุกๆ สายธุรกิจนะครับ EBITDA ปรับเพิ่มขึ้นหมดนะครับ ทั้งโรงกลั่นนะครับ สีแดงนะครับ ตัว อะโรเมติกส์ สีชมพูนะครับ ตัวโอเลฟินส์นะครับ สีฟ้านะครับ แล้วก็ ตัวสีเหลืองๆ ส้มนั่น ก็คือ specialty ก็คือตัว allnex นะครับ ตัว allnex เนี่ย ในภาพรวมก็ ราคาก็มีการปรับเพิ่มขึ้นนะ ต้นทุนปรับเพิ่มขึ้นด้วยนะครับ แต่เนื่องจาก allnex เนี่ย สามารถที่จะ pass-through ตัวต้นทุนไปได้นะครับ ก็ยัง สามารถที่จะ maintain margin ได้ แต่ว่าในเรื่องของตัววอลลุ่มเนี่ย โดยเฉพาะ ในช่วง ปลายไตรมาสเนี่ยนะครับ ก็ ลูกค้าก็มีการ เรียกว่า restock นะครับ ตัวสินค้า ก็ทำให้ ตัว ยอดขายเนี่ย ปรับเพิ่มขึ้นพอสมควรนะครับ ในไตรมาส 1 จึงเทียบ ทั้ง Q-on-Q, Year-on-Year เนี่ย ในภาพรวมก็ดีขึ้นนะครับ ซึ่งหากไปดูตัว กล่องด้านซ้ายล่างเนี่ย ในแง่ของตัว net operating profit นะครับ แท่งสีน้ำเงินนะครับ ก็ ในไตรมาส 1 เนี่ย เรามีกำไรตัว net operating profit เนี่ย 6,345 ล้านบาทนะครับ แต่ว่าเรามีรายการพิเศษนะครับ ตัว stock gain นะครับ 7,000 กว่าล้านนะครับ เรามี commodity hedging นะครับ เป็นติดลบนะครับ เกือบ 8,000 ล้านนะครับ ซึ่งใน 8,000 ล้าน เนี่ย 3,000 กว่าล้านจะเป็นตัวที่เรียกว่า realized นะครับ ก็คือ จะต้อง จ่ายเงินออกไปจริงนะครับ อันนั้นเป็นส่วนของการทำ hedging ตามที่ ได้แชร์ใน KM session นะครับ อีกส่วนหนึ่งที่เหลือ ประมาณสัก 4,000 กว่าล้านเนี่ยนะครับ ก็ เป็นส่วนที่เรียกว่า unrealized นะครับ คือเนื่องจากว่า เราก็จะมีการทำ hedging นะครับ ทั้งในแง่ของ margin แล้วก็ตัว inventory ของน้ำมันดิบนะครับ สำหรับ 9 เดือนที่เหลือนะครับ ก็ จะต้องมีการ mark-to-market นะครับ ซึ่งช่วงปลายไตรมาสก็ เป็นช่วงที่ เรียกว่า ดู forward curve ที่ใช้ในการ mark-to-market ก็จะ อยู่ในระดับสูงนะครับ แต่เดี๋ยวตรงนี้คงต้องตามดูอีกทีหนึ่งนะครับ ในเรื่องของตัว unrealized hedging loss เนี่ยนะครับ ว่า ภาพรวมจริงจะ เป็น loss หรือจะเป็น gain นะครับ อันนั้นคงต้องปรับไปตาม ตลาดนะครับ เรามี FX gain ประมาณ 1,000 ล้านนะครับ อันนี้ก็ ปกติเรา net position เราจะมี dollar loan เนอะ แล้วเราก็มี P2F แต่ว่าเนื่องจากในไตรมาส 1 เรามีการ export product นะครับ แล้วก็ เก็บเงินเหรียญนะครับ ไว้ บางส่วนนะครับ ปลายไตรมาสเนี่ย ค่าเงินบาทอ่อนนะครับ ก็เลยทำให้ net position FX เนี่ย เป็น gain 1,000 ล้านนะครับ แล้วก็เรามีตัวรับรู้ตัวกำไรจากการ ขายตัวท่อ ท่า ถัง นะครับ ตามที่ ทุกท่านทราบนะครับ เราก็บันทึกกำไรในไตรมาส 1 3,300 ล้านบาทนะครับ แต่ย่างที่ CEO เรียนไปแล้วนะครับ เรามีการตั้ง ทั้งตัว impairment แล้วก็ provision นะครับ net ทั้งหมดเนี่ย 6,560 ล้านนะครับ ก็โดยหลักก็จะเป็น ตัว GCP นะครับ ประมาณสัก 3,500 นะครับ ก็ US Cracker net asset เนี่ยนะครับ ก็ ที่เราตั้ง impair ไป ก็ประมาณ 1,400 นะครับ แล้วก็มี PTTMCC นะครับ ที่เป็นเรื่อง provision ประมาณ 1,600 ซึ่งรายละเอียดเนี่ย อยู่ในตัวหมายเหตุงบการเงินแล้วนะครับ ก็ทำให้ตัวเน็ต กำไรสุทธิในไตรมาส 1 อยู่ที่ 3,200 นะครับ ล้านบาท ถัดไปเลยครับ อันนี้ก็เป็นภาพรวมตลาดนะ ผมไปเร็วๆ นะครับ ไตรมาส 1 ก็ Refineries อย่างที่ทุกคนทราบนะครับ GRM ปรับเพิ่มขึ้นนะครับ จาก $7-$9 ต่อบาร์เรลในไตรมาส 4 เป็น $16-$17 นะครับ ตัวอะโรเมติกส์ก็ในภาพรวมก็ปรับเพิ่มขึ้นทั้ง PX แล้วก็เบนซีนนะครับ ฟีนอลนะครับ ก็มีการปรับเพิ่มขึ้น แต่ตัว PTA ซึ่งเป็นสายตัว polyester chain เนี่ย อย่างที่ทางคุณภนิดาได้แชร์ในตัว KM แล้ว ในภาพรวมตัว spread ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนะครับ สายโอเลฟินส์เนี่ย ถ้าดูตัว spread HDPE-แนฟทาเนี่ย จริงๆ ก็ยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นนะครับ แล้วก็ แต่ HDPE เนี่ยราคาปรับเพิ่มขึ้นนะครับ อยู่ที่แถวประมาณ 1,000 ต้นๆ แต่เนื่องจากว่า ปกติเวลา เรื่องของการกำหนดราคาเม็ดพลาสติกเนี่ย ก็จะมี lag time นะครับ ปกติก็ จะใช้ราคา previous month นะครับ เพราะฉะนั้น จริงๆ ผลของตัวราคาเม็ดที่มีการปรับเพิ่มขึ้นเนี่ย ก็น่าจะ มีผล จริงๆ ในช่วงไตรมาส 2 นะครับ ไตรมาส 1 เนี่ย ราคาอาจจะยังไม่ได้ reflect ตามภาพตลาดที่มีการปรับเพิ่มขึ้น สักเท่าไหร่ นะครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้ก็เป็น waterfall นะครับ เปรียบเทียบตัว EBITDA นะครับ ของตัวไตรมาส 4 ปีที่แล้ว กับไตรมาส 1 ปีนี้ นะครับ ก็อย่างที่เรียนว่าทุก segment เนี่ย มีการปรับเพิ่มขึ้นนะครับ ก็ตามตัวเลขที่เห็นเลยนะครับ ก็ ผมขอข้ามไปเลยแล้วกันครับ นะครับ ในแง่ข���งตัว balance sheet นะครับ ตัว เงินสดนะครับ ณ สิ้นไตรมาส 1 เนี่ย ตอนนี้ก็อยู่ ที่ประมาณ 57,000 ล้านนะครับ แล้วก็ตัวหนี้ก็ ทรงๆ นะครับ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย นั้นเป็นไปตาม อัตราแลกเปลี่ยนนะครับ แล้วก็ในแง่ของตัว cost of debt ก็ยังอยู่ ในระดับที่เรียกว่า ตามเป้าหมายนะครับ ก็อยู่ที่ประมาณ 3.4% นะครับ ที่สำคัญที่เรียนไปแล้วก็คือ Net Debt to EBITDA นะครับ ตอนนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 4 เท่า นะครับ เพราะงั้นในเรื่องของตัวเรตติ้งต่างๆ ก็คิดว่าทุกท่านก็คงเห็นภาพนะว่า ในแง่ performance ก็มี การปรับตัวดีขึ้นนะครับ แล้วก็ ในเรื่องของตัว MOU ที่ บริษัทได้ประกาศไปนะครับ ว่าเป็น study นะครับ เรื่องของการที่จะ set up JV ร่วมกับทาง SCG นะครับ ก็ so far ในแง่ของตัว feedback ของ rating agency นะครับ อย่างที่ออกมา S&P ก็มีมุมมองที่ ถือว่า positive to neutral นะครับ

Operator

ค่ะ ขอขอบพระคุณท่านผู้บริหารค่ะ