Thai Oil Public Co. Ltd.

Thai Oil Public Co. Ltd.

69.75
THB
+1.25
(+1.82%)
15.07EPS
3.35P/E
108.34BMarket Cap
Nov 11Next Earn

Q4 FY2025 · Earnings Call TranscriptFebruary 18, 2026

Phanpitcha Chailarp

สวัสดีค่ะ ดิฉัน พรรณพิชชา ชัยลาภ ในนามของกลุ่มไทยออยล์ ขอต้อนรับนักวิเคราะห์ และนักลงทุนทุกท่าน เข้าร่วมรับฟังการแถลงผลการดำเนินงานของบริษัท รอบไตรมาสที่ 4 ประจำปี 2568 ในวันนี้ค่ะ ก่อนอื่น ดิฉันขอเรียนแนะนำผู้บริหาร ที่พร้อมอยู่บนเวทีแล้วนะคะ ที่เข้าร่วมแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้ค่ะ ท่านแรก คุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ท่านที่ 2 คุณสุรชัย แสงสำราญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ด้านไฮโดรคาร์บอน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาด ท่านที่ 3 คุณวนิดา บุญพิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี ท่านที่ 4 คุณรุ่งนภา จันทร์ชูกลิ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการพาณิชย์องค์กร ค่ะ นอกจากนี้นะคะ เรายังมีผู้บริหารระดับสูง ที่ให้เกียรติเข้าร่วมการประชุมในวันนี้ค่ะ คุณเอกชัย ศิริธรรมสาร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกลยุทธ์องค์กร คุณชาลี บาลมงคล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านอำนวยการโครงการพลังงานสะอาด คุณณรงค์ศักดิ์ ฉวีวงศ์ภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านประสิทธิภาพการผลิต คุณจิรวัฒน์ พัฒนะสมสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจนวัตกรรม และดิจิทัล คุณสมพร บรรลือศรีเรือง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการผลิต และคุณณัฐพล มีฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านบริหารศักยภาพองค์กร ค่ะ นอกจากนี้ เรายังมีผู้บริหารฝ่าย รวมถึงผู้บริหารของบริษัทในกลุ่ม เข้าร่วมการประชุมในวันนี้ค่ะ ก่อนเริ่มแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้นะคะ ดิฉันขอเรียนแนะนำ คุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันในนาม พี่กิ่ง ค่ะ นักวิเคราะห์หลายๆ ท่านอาจจะรู้จักพี่กิ่งกันอยู่แล้วนะคะ พี่กิ่งเป็นลูกหม้อที่เคยทำงานกับทางไทยออยล์ โดยเติบโตจากประสบการณ์การทำงานในหลากหลายสายงานค่ะ ทั้งในด้านของวิศวกรรม การพาณิชย์ การพัฒนาธุรกิจ และแผนกลยุทธ์องค์กร รวมถึงธุรกิจด้านปิโตรเคมี และการบริหารการขนส่งของกลุ่มไทยออยล์ค่ะ โดยได้ดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกลยุทธ์องค์กร เป็นตำแหน่งสุดท้ายที่ไทยออยล์ ก่อนไปปฏิบัติหน้าที่ที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปี 2564 จนถึงเดือนมกราคม ปี 2569 ในตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ทำให้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ในการบริหารธุรกิจด้านพลังงาน และปิโตรเคมีอย่างครบวงจร กว่า 30 ปี ก่อนได้รับความไว้วางใจให้กลับมานำทัพในกลุ่มไทยออยล์ ในตำแหน่ง CEO ค่ะ สำหรับการแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้นะคะ ทางบริษัทได้จัด Analyst Meeting ในรูปแบบ physical และได้เชิญนักวิเคราะห์ และนักลงทุนต่างชาติ เข้าร่วมรับฟังผ่านห้องแปลภาษาอีก 1 ช่องทางค่ะ สำหรับการแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้ แบ่งออกเป็น 2 ช่วงนะคะ โดยในช่วงแรกจะเป็นการบรรยายจากทางบริษัทค่ะ มีทั้งหมด 5 อเจนด้า เริ่มจาก Key Highlights ในไตรมาสที่ 4 ประจำปี 2568 ผลการดำเนินงานของกลุ่มไทยออยล์ แนวโน้มอุตสาหกรรม ความคืบหน้าของโครงการพลังงานสะอาด และบทสรุป final remark ค่ะ และในช่วงที่ 2 จะเป็นช่วง Q&A นะคะ หากนักวิเคราะห์ท่านใดมีคำถามนะคะ สามารถยกมือเพื่อสอบถามได้เลยค่ะ ในลำดับถัดไป ดิฉันขอเรียนเชิญ คุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ กล่าวต้อนรับนักวิเคราะห์ทุกท่าน และเริ่มแถลงผลการดำเนินงานในวันนี้ค่ะ

Pongpun Amornvivat

ครับ ก็สวัสดีนะครับ ก็วันนี้ตื่นเต้นนิดหน่อยนะ เพราะเรากลับมาเจอพี่ๆ นักวิเคราะห์นะครับ แล้วก็ทางแบงก์ด้วยนะครับ ที่มาฟัง ผลประกอบการของเราในช่วง Q4 แล้วก็ปี 2025 นะครับ จะสไลด์มันจะไปยังไงนะ ขอบคุณน้องแตงด้วยนะ ที่เมื่อกี้ที่แนะนำนะฮะ ก็ผมเองก็เหมือนกับได้กลับมาจุดที่บริษัทที่เราอยู่มาตั้งแต่ อายุน้อยหน่อยนะครับ ไทยออยล์ก็ 20 เกือบ 20 กว่าปีนะฮะ แล้วก็ move ไป ปตท. ก็ประมาณ 5 ปีนะฮะ ก็กลับมาอยู่ที่นี่ แต่คราวนี้ก็คือมาใน role ที่แตกต่าง คือมาเป็น CEO นะครับ ก็รู้สึก ภาคภูมิใจ แล้วก็ดีใจด้วยที่ได้กลับมาเจอเพื่อนๆ พี่ๆ นะครับ เพื่อที่จะมาช่วยพาองค์กรให้ ไปสู่ target ตามที่เรา commit ไว้กับทุกๆ ท่านนะครับ ในมุมของ key highlight วันนี้ก็ผม น่าจะใช้เวลาไม่เยอะนะฮะ สี่ห้าหน้านะครับ แล้วก็หลังจากนั้นก็เดี๋ยวจะเป็นทางพี่แอ้มาเล่าเรื่อง performance analysis นะครับ คุณปุ๊กนะฮะ ก็จะมาเล่าเรื่องของตลาดนะครับว่า outlook เป็นอย่างไร ที่ทุกท่านติดตามก็คงจะเป็นเรื่องของ CFP นะฮะ ว่ามี update ยังไงบ้างนะครับ ก็เดี๋ยวพี่หนุ่ยก็จะมาอธิบายให้ฟังนะครับ แล้วผมก็จะปิด สรุปตอนท้ายอีกทีนึงนะครับ แล้วเราก็เข้า Q&A นะครับ เดี๋ยวเชิญหน้าถัดไปเลยครับ อันนี้เป็นภาพ ตัว vision นะครับ strategic direction ของกลุ่มไทยออยล์นะครับ ซึ่งก็ต้องบอกว่า จริงๆ ตัว vision หลัก เนี่ย ที่ใช้คำภาษาอังกฤษนะฮะ Empowering Human Life through Sustainable Energy and Chemicals แปลเป็นไทยก็คือสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ยั่งยืนเนี่ย ก็เรามี vision นี้มาตั้งแต่สมัยผมอยู่นี่แล้วนะครับ ตำแหน่งพี่เอกชัยที่ดูเรื่องของ strategy นะครับ ตอนนั้นพี่วิรัตน์ เป็น CEO ที่นี่นะครับ ก็มีการปรับ vision เป็นตัวนี้ นะครับ ที่ผ่านมาพี่เขียดก็ carry ต่อนะครับ แล้วก็มีการ tweak ไอ้ไส้ในเพื่อเกิดความชัดเจนขึ้น แต่หลักๆ เนี่ย ก็คือว่าในมุมของ strategy moving forward เนี่ย ก็คือเราคงต้องเน้น core business ของเราไปก่อนนะครับ ในส่วนของตัว S1 เนี่ย เราก็ใช้คำว่า strengthen the core ซึ่งอันนี้ก็คือเป็นเรื่องของการเดินหน้าโครงการ CFP ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายนะครับ เพิ่ม margin ให้กับบริษัทนะครับ รวมถึง ensure ในมุมของ operation ว่ามันต้อง reliable ตลอด เพื่อ ensure ในแง่ของ income ที่จะเข้ามาหล่อเลี้ยงองค์กรนะครับ จากนั้นเนี่ย ในอนาคตนะครับ หลังจากที่ CFP มัน start up smoothly เรียบร้อยแล้วเนี่ย เราก็จะไปเน้นในส่วนของ sustaining the future ซึ่งก็เป็นเรื่องของการ diversify portfolio นะครับ เพิ่ม margin นะครับ แล้วก็อยู่ในโลกที่มันมีความ concern ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ S2 เนี่ย คือเราจะไปรอทำหลังจาก CFP เสร็จทีเดียวก็คงไม่ได้ เราก็คงต้องวางรากฐานในปัจจุบันนะครับ เพื่อเตรียมความพร้อมนะครับ สิ่งสำคัญที่จะต้อง move forward ที่จะมาซัพพอร์ตทั้งหมดเนี่ย ก็มีหลายๆ ด้าน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเนี่ย ทางบริษัท ตลอดปี 2025 ก็ดำเนินการต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการ ensure creditworthiness นะครับ ซึ่งอันนี้ก็เป็น key หลักว่าเราสามารถ maintain ตัว credit rating ได้นะครับ ผ่าน activity ต่างๆ โดยเฉพาะทางทีมพี่แอ้นี่ ที่ได้ทำในเรื่องของการปรับ asset ของเราที่มีการ monetize บางส่วนนะครับ มีการปรับในเรื่องของ structure ของหนี้ของไทยออยล์นะครับ ปัจจุบันถ้าเราดูงบประมาณตอนสิ้นปีเนี่ย ก็จะเห็นว่าตัว cash position ของบริษัทเนี่ย อยู่ใน position ที่ค่อนข้าง ดีมากนะครับ ในมุมของการเดินหน้าในเรื่องของ strategic partnership อันนั้นก็ยังเดินหน้าต่อนะฮะ ก็คงเป็นเรื่องของการ ดูว่าพันธมิตรที่มาร่วม ทำ activity กับเราเนี่ยนะครับ เพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรในอนาคต แต่อันนี้ก็ work closely กับทาง ปตท.

นะฮะ ก็หลักๆ ก็คงพูดได้ไม่เยอะเท่าไหร่นะฮะ ในเรื่องนี้ นะครับ เรื่องอื่นๆ ก็เป็นอะไรที่เป็น template ที่เราต้องทำอยู่แล้วนะฮะ ว่าในเรื่องของ sustainability, digital, เรื่องคน ต่างๆ นะฮะ อันนี้ก็เตรียมความพร้อมในการที่จะ ensure อันดับแรกเลย ก็คือ CFP start up on plan under budget นะครับ แล้วก็ ensure ในเรื่องของ growth ในอนาคต นะฮะ ในระยะสั้นนะฮะ ในเฟสที่ 1 เนี่ย ก็คือ strengthen the core ฮะ เป็นหลักนะครับ ส่วนอันที่ 2 ก็คือ โตเพิ่มขึ้นในอนาคตนะครับ หน้าถัดไปนะฮะ ก็จะ highlight ปีที่ผ่านมานะฮะ 2025 นะครับ ผมเองผมก็ observe ตอน 2025 ผม observe จากข้างนอก แต่ก็ต้องบอกว่าไทยออยล์ก็มีผลประกอบการที่ impressive มากนะครับ ในปีที่ผ่านมานะครับ แต่ key highlight หลักๆ เนี่ย ที่อยากจะแชร์ให้กับทางพี่ๆ นักวิเคราะห์เนี่ยฮะ ก็คือในเรื่องของตัว ข้อที่ 1 เนี่ย ก็คือเรื่องของตัว major turnaround ปีแล้วเป็นปีที่หนักมากนะฮะ ในมุมของโรงกลั่นเนี่ย ที่เค้าต้อง มีการเอาตัว plant น่าจะเกือบ 40-50% เนี่ย ลงนะครับ เพื่อที่จะซ่อมบำรุงตามกำหนดการนะครับ ก็สามารถทำได้เสร็จตามแผน แล้วก็สามารถกลับขึ้นมารันได้เต็มที่ในช่วงไตรมาส 4 เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าไตรมาส 4 เนี่ย utilization ของ plant ก็จะปรับสูงไปปกติเหมือนที่ทำมานะครับ ก็สูงขึ้นจากไตรมาส 3 แล้วก็โชคดีด้วยว่า margin ตลาดเนี่ยในช่วงไตรมาส 4 ก็ดีด้วยนะครับ เดี๋ยวตรงที่เราเล่าถึงภาพ market ก็จะเห็นว่า market GRM ในช่วงไตรมาส 4 เนี่ย อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูงมากนะครับ ในส่วนของ CFP นะครับ ก็เป็นจุดที่ ทางบริษัทก็มีการดำเนินการ ต่อเนื่องนะครับ ตั้งแต่ต้นปีนะครับ มีการ enforce ตัว security under EPC contract เก่านะครับ 440 ล้านเหรียญนะครับ อันนี้ก็จบไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ในแง่ของ การ ปรับในเรื่องของทุนของโครงการเนี่ย ก็ได้รับการอนุมัติจากทางผู้ถือหุ้นเมื่อตั้งแต่ต้นปีที่แล้วนะครับ ที่จะเพิ่มเงินเข้าไปอีก ประมาณ 1.7 billion US dollar นะฮะ ซึ่งตลอดทั้งปีนะฮะ หลังจากนั้นเนี่ย ก็มีการปรับกระบวนการการทำงาน แล้วก็มีการ award key contractor เนี่ย ทั้งหมดนะฮะ ในปี 2025 เสร็จเรียบร้อย อันนี้ต้องยกเครดิตให้กับทางทีมงานเลยนะฮะ แล้วก็ ทาง CEO ท่านเก่านะ พี่เขียด ที่ handle เรื่องนี้จนเสร็จเรียบร้อยดีนะครับ จากนั้นเนี่ย ในมุมของการบริหารทางการเงินนะฮะ ก็ทางไทยออยล์เนี่ย ก็ร่วมกับกลุ่ม ปตท. นะฮะ ในการที่จะเอา asset ที่เรามีอยู่เนี่ย มาพยายาม monetize ให้เป็น เม็ดเงินเพื่อมาช่วยลดหนี้นะครับ เรามีการทำโครงการ asset monetization ซึ่งขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นไปเมื่อปลายปีที่แล้วนะครับ ในการที่จะเอาสินทรัพย์ มาสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะครับ ซึ่งรวมถึงถังน้ำมันดิบนะครับ ตัวทุ่นผูกเรือกลางทะเล หรือ SBM นะครับ แล้วก็สถานีจ่ายน้ำมันทางรถและและก็ที่ดินบางส่วนเนี่ย มีการเอาตัวเนี่ยมา monetize นะครับ ซึ่งก็ทำให้เราสามารถ รับตัว net cash proceed เบื้องต้นมาก่อนเนี่ย ที่ประมาณ 18 billion บาท 18 18,000 ล้านบาทนะครับ เพื่อจะ compensate ตัว long-term lease agreement นะครับ ซึ่ง proceed ตรงนั้นเราก็มาใช้ประโยชน์ ในเรื่องของการ ปรับโครงสร้างหนี้ของไทยออยล์นะครับ อันดับแรกเลยเนี่ย ก็คือการเอาเงินตรงเนี้ยมา ซื้อ ตัวหุ้นกู้ ประมาณ 550 ล้านเหรียญนะครับ ซึ่งอันเนี้ย execute ไปเมื่อ เดือนที่แล้วนะครับ ส่วนในแง่ของการ deleveraging ตัว debt ต่างๆ ของเราเนี่ย มีการซื้อหุ้นคืนนะครับ ในช่วงกลางปีนะครับ ประมาณ 600 ล้านเหรียญเนี่ย ในช่วงไตรมาส 3 นะครับ ซื้อหุ้นกู้คืน แล้วก็มีการ จ่ายเงินตัว long-term loan prepayment อีกส่วนหนึ่งนะครับ รวมถึงเมื่อกี้ที่เล่าให้ฟัง คือเรื่องของการ bought back ตัว US bond 550 ล้านเหรียญในช่วง Q1 ปีนี้ นะครับ ในมุมของ การหาเงินมาเสริม การ operate โครงการ CFP เนี่ย ทางพี่แอ้ก็ดำเนินการในเรื่องของการออกตัว perp bond นะครับ ซึ่งก็ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยนะครับ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็มีความสนใจจากตลาดนักลงทุนค่อนข้างดีมากนะครับ โดยมีคูปองอยู่ที่ 6.1% นะครับ แต่ cost จริงๆ ของเราเนี่ย หลังจากมีทำตัว cross currency swap เนี่ย อยู่ประมาณ 38 นะครับ โดยรวมเนี่ย เราได้รับซัพพอร์ตเต็มที่นะครับ จากทางบริษัทแม่เรา คือ ปตท.

นะครับ ซึ่ง ปตท. ก็ สนับสนุนทั้งในเรื่องของ asset monetization นะครับ และที่สำคัญนะครับ ก็ยัง extend ตัว trade credit นะครับ เพิ่มเติมนะครับ ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วนะครับ จาก 45,000 ล้านบาทเนี่ย มาเป็น 65,000 ล้านบาท ซึ่งอันนี้ก็ยังคงอยู่นะครับ ดำเนินการต่อเนื่อง ผลพวงทั้งหมดเนี่ย ทำให้ในแง่ของ ภาพ position ของตัว มุมมองของทาง credit rating ก็ยัง maintain นะฮะ investment grade ให้กับไทยออยล์อยู่ นะครับ ในช่วงปีที่ผ่านมา นะครับ หน้าถัดไปฮะ มุมของ ESG นะครับ เราก็เดินหน้าต่อนะครับ ว่า เป้าหมายเราเนี่ย ยังเป็น leader ในเรื่องของ การพิจารณาของ DJSI แต่ใน ปีเนี้ย เข้าใจว่าเค้าเปลี่ยนชื่อละ เป็น DJBIC นะครับ เป็น DJBIC rating นะครับ แต่ปีที่ผ่านมาเนี่ย เราก็เคลมในเรื่องของท็อปแรงก์อันดับสูงสุดนะครับ ของ DJSI เป็นปีที่ 8 ติดต่อกันนะฮะ เป็นปีที่ 8 นะครับ แล้วก็ตัว SET Award ก็รับสาขา Sustainable Excellence เนี่ย เป็นปีที่ 13 นะครับ นอกจากนั้นแล้ว ในเรื่องของ net zero เนี่ย เราก็มีการปรับเป้า เพื่อ align กับภาครัฐด้วยนะครับ โดยมีเป้าของปี 2050 เพิ่มเติมขึ้นมาอีก 1 เป้า นะครับ ด้าน performance นะครับ ในหน้าถัดไปนะครับ ครับ ก็ อันนี้ก็จะ pre-empt เดี๋ยวพี่แอ้คงจะเป็น highlight หลักนะครับ ว่าตัวเลขต่างๆ เป็นยังไง จริงๆ พี่ๆ คงเห็นหมดแล้วนะครับ แต่ว่าโดยรวมเนี่ย ก็คือว่าภาพของ Q4 ปีที่แล้วเนี่ย ก็ต้องบอกว่าราคาน้ำมันดิบเนี่ย จริงๆ แล้ว ปรับลดลงนะฮะ จากสภาพที่ว่า supply ในตลาดเนี่ย มันเริ่มกลับมา OPEC ก็มีการ unwind production cut นะครับ ทำให้ supply เนี่ยเยอะขึ้น แล้วก็ ประกอบกับว่า tension ในช่วงไตรมาส 4 เนี่ย ในด้าน geopolitics เนี่ย มันเริ่มมีสัญญาณที่มันซอฟต์ลงนะครับ ก็เลยทำให้ราคาน้ำมันดิบเนี่ย ปรับตัวลดลงนะครับ จากประมาณ 70 เหรียญในช่วง Q3 มาอยู่ที่ประมาณ 64 เหรียญในช่วง Q ที่ 4 นะครับ ซึ่งผลของการลดลงตรงเนี้ย มันก็จะไป reflect ภาพของตัว stock loss ที่เกิดขึ้นนะครับ แต่อย่างไรก็ดีนะฮะ ในภาพของตัว GRM นะครับ ของ โรงกลั่น ในช่วงไตรมาสที่ 4 เนี่ย market GRM เนี่ย ขึ้นไปทัชอยู่ที่ประมาณ 9.4 เหรียญ per barrel นะครับ ซึ่งก็ปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะนะฮะ จากช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ตอนนั้นมีอยู่ประมาณ 3 เหรียญกว่าๆ นะฮะ key หลักก็เป็น ไปดูตรง spread นะฮะ ซึ่งก็คือว่า spread ของตัว middle distillate เนี่ย ก็อยู่ในระดับที่สูงมากนะครับ ถ้าเราดูตัว jet หรือตัว gas oil over Dubai เนี่ย มันอยู่ประมาณ 24 เหรียญกว่าๆ อันนี้คือเป็นตัวเลข average ของ Q4 ซึ่งก็ถือว่าสูงมากนะฮะ ก็เป็นจังหวะที่ในมุมของ การวางแผน การ shut down อะไรต่างๆ เนี่ย ก็คือ coincide กับตลาด ทำให้เราสามารถ capture margin ที่สูงได้ ถึงแม้ตัวมี margin สูงจาก market เรามี stock loss บางส่วน ก็ทำให้ตัว accounting GRM เราอยู่ที่ประมาณ 6 เหรียญกว่านะครับ เรามีเสริมเพิ่มขึ้นมาในส่วนของ GIM ก็คือตัว aromatic, lube แล้วก็ LAB อันนี้ก็ต้องบอกว่าในแง่ของตลาดเนี่ย เค้าก็สามารถ capture margin ได้เพิ่มขึ้นด้วยเมื่อเทียบกับ Q3 นะครับ เพิ่มขึ้นมาเนี่ย ของกลุ่มเนี้ย รวมกันเนี่ย จากประมาณ ตัว contributing margin อยู่ประมาณจาก 1.6 ในช่วงไตรมาส 3 เนี่ย ขึ้นมาประมาณ 2.5 เหรียญ per barrel ในช่วงไตรมาสที่ 4 นะครับ ก็ทำให้ตัว GIM รวมของไทยออยล์เนี่ย อยู่ที่ประมาณ 8.1 อันนี้คือ account for ตัว stock loss เรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี นะฮะ ก็ อันเนี้ยก็จะเป็ผลพวงที่ทำให้ performance ในไตรมาสที่ 4 เนี่ย ออกมา เรียกว่า ค่อนข้างอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากนะครับ แล้วก็รวมกับผลประกอบการโดยรวม ก็จะทำให้ในปีที่ผ่านมาเนี่ย ก็จะ register กำไร ในระดับ ที่ เรียกว่าสูงกว่าที่เราตั้งเป้าเอาไว้ นะฮะ แต่ แน่นอนมันมีเรื่องอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ special item ที่เสริมเข้ามา เดี๋ยวพี่แอ้อาจจะลงรายละเอียดในช่วงถัดไปครับ ก็เบื้องต้นประมาณนี้ก่อน แล้วเดี๋ยวผมมาช่วยสรุปตอนสุดท้ายอีกทีครับ ขอบคุณครับ

Wanida Boonpiraks

ค่ะ ก็ ขอบคุณพี่กิ่ง CEO นะคะ ก็ต่อด้วยรายละเอียดนะคะในเรื่องของผลประกอบการนะคะ ก็ขอหน้าถัดไปเลยนะคะ ก็หน้านี้ก็จะเป็นภาพที่สรุปนะคะให้เห็นว่าในช่วงไตรมาส 4 นะคะของปีที่แล้วเนี่ยนะคะ ไทยออยล์เรามีผลประกอบการที่เป็นกำไรสุทธิ นะคะ bottom line เนี่ยอยู่ที่กำไรที่ 2,458 ล้านบาท นะคะ ก็เพิ่มขึ้นนะคะ Q-on-Q นะคะประมาณสัก 300 ล้านบาท ตัวเลขกลมๆ นะคะ โดยหลักๆ สาเหตุที่เพิ่มขึ้นประมาณสัก 300 เมื่อเทียบกับตอนไตรมาส 3 นะคะ ก็มาด้วยกันเนี่ย 3 รายการหลักๆ นะคะ ตรงรายการแรกก็มาจากว่ากำไรที่มาจากการดำเนินงานจริงๆ นะคะที่เราเรียกว่าเป็น net operating profit นะคะที่เกือบๆ 7,000 ล้านบาท นะคะ ก็เพิ่มขึ้น Q-on-Q นะคะเยอะเลยนะคะ ที่มาที่ 8,000 ล้าน ตอนไตรมาส 3 เรากำไรอยู่ บางๆ นะคะ 200 กว่าล้านบาทนะคะ ก็นเนื่องจากว่าไตรมาส 3 มี MTA นะคะ ฉะนั้นคือไตรมาส 4 ก็กลับมารีซูม operation เหมือนเดิมนะคะ ฉะนั้นก็ทำให้ สามารถผลิตได้ เหมือนเดิมนะคะ ขณะเดียวกันนะคะในไตรมาส 4 เนี่ยนะคะ เรามี stock loss แล้วก็มี NRV นะคะประมาณสัก 3,000 ล้าน นะคะ หลักๆ ก็จะเป็นในเรื่องของ stock loss ซะเป็นส่วนใหญ่ นะคะ NRV ก็เป็นตัวเลขบางๆ นะคะ ส่วนอีกรายการนึงก็จะเป็นรายการอื่นๆ นะคะที่จะเป็น negative อยู่ประมาณสัก 1,000 เกือบๆ 1,800 ล้าน นะคะ ใน 1,800 ล้านเนี่ยค่ะ ก็จะประกอบด้วย hedging loss นะคะ ในไตรมาส 4 นะคะประมาณสัก 990 ล้านบาท นะคะ แล้วก็มี FX loss นะคะ ในทาง accounting ก็ประมาณสัก 330 ล้านบาท นะคะ แล้วก็ที่เหลืออีกประมาณสัก 500 ก็จะเป็นในเรื่องของค่าใช้จ่ายในเรื่องของ income tax นะคะ ก็รวมกันประมาณสัก 1,800 นะคะ ก็ bottom line ก็ปิดกำไรในไตรมาส 4 ก็อยู่ที่ 2458 นะคะ คราวนี้ถ้ามาดูในภาพ ลืมไปอีกตัวนึงนะคะ ในไตรมาส 4 เนี่ยค่ะ เราก็จะมีรายการพิเศษอีกตัวนึงนะคะ ที่เรียกว่าเป็น gain นะคะในเรื่องของ negative goodwill นะคะ จากการที่ไปต่อรองราคาการเข้าซื้อกิจการนะคะ ของตรง Aster Polymer Solution ก็คือบริษัท CAP ที่เราไปลงทุนใน 15% นะคะ ก็เรารับรู้ gain จาก negative goodwill เข้ามานะคะ ในไตรมาส 4 เนี่ย 328 ล้านบาท นะคะ เพิ่มเติมจากในไตรมาส 2 ที่รับรู้ประมาณสัก 7,000 ล้านบาทละ นะคะ ส่วนในเรื่องของถ้าเป็นผลประกอบการทั้งปีนะคะ 2025 นะคะ ก็จะเห็นว่าเราปิดกำไรสุทธินะคะ อยู่ที่ 14,584 ล้านบาท นะคะ ก็เพิ่มขึ้น Year-on-Year เนี่ย ประมาณสัก 4,600 ล้านบาท นะคะ โดยหลักๆ เนี่ย ก็จะมีจาก เรื่อง 2 สาเหตุนะคะ ก็จะเป็นเรื่องการรับรู้ในเรื่องของ กำไรจากการต่อรองราคานะคะ ของ CAP ที่เราเรียกเป็น negative goodwill นะคะ ตัวนี้ก็จะวิ่งเข้ามาค่อนข้างจะเยอะนะคะ ขณะเดียวกันนะคะ ถ้าเรามาดูในเรื่องของ net operating profit นะคะ ที่เป็นแท่งสีน้ำเงินเข้มๆ นะคะ ภาพเต็มปีนะคะ จะอยู่ที่ประมาณสัก 11,470 ล้านบาท นะคะ ก็จะปรับตัวลดลงนะคะ เมื่อเทียบกับ Year-on-Year นะคะ ก็สาเหตุหลักก็นเนื่องจากว่าเรามี major turnaround นะคะในปีที่ผ่านมา 25 นะคะ คราวนี้ถ้าซูมดาวน์ลงไปดูแต่ละธุรกิจนะคะ ก็เริ่มด้วย หน้าถัดไปนะคะ เริ่มด้วยธุรกิจ refinery ก่อนนะคะ ก็จะเห็นว่า U-rate นะคะ ในไตรมาส 4 นะคะของโรงกลั่นนะคะ ก็กลับขึ้นไปแตะที่ระดับที่เป็น level ปกติแล้วนะคะ ที่ประมาณสัก 114% นะคะ ไตรมาส 3 ก็จะเห็นว่าดร็อปลงไปเนื่องจากมี MTA นะคะ แล้วก็จะเห็นว่า 114% U-rate เนี่ยนะคะ ก็ยังคง above industry นะคะ และก็เฉกเช่นกับในเรื่องของ ในอดีตนะคะ ซึ่งทำได้ดีมาตลอดนะคะ ส่วนทางขวามือนะคะ ก็จะเห็นว่าในเรื่องของ demand นะคะ ที่เป็น domestic นะคะ ก็จะเห็นว่าถ้าเป็น demand ของทุก product เนี่ยค่ะ ก็จะลดลงเล็กน้อยนะคะ ประมาณสัก 0.1 ที่เป็นเส้นประๆ ที่ highlight นะคะ โดยหลักๆ ก็จะเป็นการลดลงของน้ำมันดีเซลนะคะ โดยลดลงประมาณสัก 2.5% นะคะ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้นนะคะ ในขณะที่น้ำมันของ jet นะคะ ก็ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นนะคะ ประมาณสัก 7.5% นะคะ ก็เป็นตามการเพิ่มขึ้นของ flight เที่ยวบินนะคะ แล้วก็ในไตรมาสนี้ นะคะ โดยรวมก็จะเห็นว่ามีการปรับเพิ่มขึ้นนะคะ Q-on-Q นะคะ เกือบๆ 20% เลยทีเดียว นะคะ ก็จะเห็นว่า demand ก็มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องนะคะ แล้วก็ส่วนถ้ามาดูในเรื่องของ sales breakdown นะคะ ภาพทางล่างซ้ายนะคะ ก็จะเห็นว่าเราก็ทำมาค้าขายก็ยังคงเป็นแพทเทิร์นคล้ายๆ เดิมนะคะ ก็ต้องบอกว่า 43% นะคะ ก็เป็นการขาย product ให้กับทาง OR นะคะ แล้วก็ 25% ก็ขายให้กับทาง PT นะคะ แล้วก็ที่เหลือก็จะเป็นการขายนะคะ ให้กับทาง Shell, Chevron แล้วก็บางจาก นะคะ ก็ distribute ไปนะคะ แล้วก็เรายังคงมุ่งเน้นในเรื่องของการขายในประเทศ domestic เป็นหลักนะคะ เนื่องจากว่า contribute ในเรื่องของ margin ได้ดีนะคะ กว่าการส่งออกนะคะ แล้วก็ที่เหลือก็จะเป็นการส่งออกประมาณสัก 13% นะคะ ในช่วงไตรมาส 4 หรือว่า whole year ปี 2025 ก็คล้ายๆ กันนะคะ โดยการส่งออกประมาณสัก 13% เนี่ยค่ะ หลักๆ ก็จะเป็นการส่งออกในประเทศเพื่อนบ้าน CLMV นะคะ เช่น เวียดนามนะคะ แล้วก็ที่เหลือก็เป็นการส่งออกไปประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ หรือว่ามาเลเซีย นะคะ ก็ไม่ว่าจะเป็นภาพไตรมาส 4 หรือว่าเต็มปี ก็จะเป็นภาพที่เป็นแพทเทิร์นคล้ายๆ กันนะคะ คราวนี้ถัดไปนะคะ เราก็จะมาดูในเรื่องของ margin นะคะ ก็อย่างที่เรียนนะคะว่า U-rate ในไตรมาส 4 ของโรงกลั่นนะคะ กลับมาที่ระดับปกติและนะคะ ที่ 114% นะคะ หลังจากไตรมาส 3 ก็มี plan ในเรื่องของ major turnaround ของหน่วย CDU-3 แล้วก็หน่วยการอื่นๆ ด้วย นะคะ ในช่วงไตรมาสก่อน นะคะ อย่างที่ CEO ได้นำเรียนไปนะคะ แล้วก็ในไตรมาส 4 นะคะ ก็จะเห็นว่า market GRM นะคะ อยู่ที่ 9.4 เหรียญต่อบาร์เรล นะคะ ก็เพิ่มขึ้นนะคะ Q-on-Q เลยนะคะ อยู่ที่ $3.5 นะคะ ก็สาเหตุที่ market GRM เพิ่มขึ้นน่ะนะคะ ก็มาจากอันแรกก็ในเรื่องของ crack ที่เป็น middle distillate นะคะ ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะคะ โดยหลักๆ ก็จะเป็นในเรื่องของ impact ในเรื่องของการโจมตีของยูเครนที่มีต่อโรงกลั่นที่รัสเซีย นะคะ แล้วก็บวกกับ support ในเรื่องของ demand นะคะ ที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวนะคะ ก็ทำให้ spread ของ middle distillate เนี่ย adjust ตัว ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น นะคะ แล้วก็อีกเหตุผลนึงนะคะ ที่ช่วย support ในเรื่องของ market GRM ก็จะเป็นในเรื่องของการเพิ่มขึ้นของ crack ในเรื่องของ gasoline นะคะ เนื่องจากว่า supply น้อยลง เนื่องจากประเทศจีนก็ส่งออกน้อยลง แล้วก็มี demand ในเอเชียที่เพิ่มขึ้น นะคะ แต่อย่างไรก็ดีนะคะ ในเรื่องของ crude sourcing นะคะ ในไตรมาส 4 ที่ผ่านมานะคะ ก็จะเห็นว่าเราก็ยังคง import crude นะคะ หลักๆ ก็จะมาจาก Middle East นะคะ ประมาณสัก 90% นะคะ แล้วก็เป็น Murban ประมาณสัก 43% นะคะ แล้วก็ทิศทางของ crude ในไตรมาส 4 ก็เป็นทิศทางในการปรับตัวขาลงนะคะ ก็สาเหตุหลักที่ crude ลดลง ก็จะเป็นในเรื่องของ supply ที่ surplus เข้ามาในตลาดนะคะ เนื่องจากว่า OPEC+ ก็มีมติในเรื่องของยกเลิกมาตรการในเรื่องของการปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มนะคะ แล้วก็มีการทยอยปรับเพิ่มกำลังการผลิตด้วย ในช่วงไตรมาสที่ 4 นะคะ ก็ทำให้ไทยออยล์เราต้อง realize ในเรื่องของ stock loss ในไตรมาส 4 ประมาณสัก 3.7 เหรียญต่อบาร์เรล นะคะ เมื่อไปรวมกับ market GRM ที่อยู่ที่ 9.4 นะคะ ก็จะ net เป็น accounting GRM ในไตรมาส 4 ที่ 5.6 เหรียญต่อบาร์เรล นะคะ คราวนี้ถ้ามาดูภาพเต็มปี 25 นะคะ ก็จะเห็นว่าภาพเต็มปีก็ราคา crude ก็เช่นกันนะคะ ก็มีการปรับตัวลดลงนะคะ Year-on-Year เมื่อเทียบกับปี 24 นะคะ เนื่องจากว่ามีการปรับเพิ่มกำลังการผลิตนะคะ ของ OPEC+ นะคะ แล้วก็ demand ของการใช้น้ำมันก็ โดยภาพรวมก็มีการชะลอตัวลงนะคะ ในขณะที่ spread นะคะ ของ product ส่วนใหญ่ ในช่วงปีที่แล้วทั้งปีนะคะ ส่วนใหญ่จะเป็นในทิศทางที่ขาขึ้นนะคะ เมื่อเทียบกับปี 2024 นะคะ ก็จะนำโดยในเรื่องของ spread ของ middle distillate นะคะ เหตุผลก็จะเหมือนกับในไตรมาส 4 เลยนะคะ ก็เนื่องจากการโจมตีของยูเครนที่มีต่อรัสเซียนะคะ ก็ส่งผลทำให้ supply ในตลาดเนี่ย ลดลงนะคะ แล้วก็บวกกับ impact ในเรื่องของนโยบายคว่ำบาตรของสหรัฐ นะคะ คราวนี้ถ้าธุรกิจถัดไปนะคะ จากก็จะเป็น Aromatics กับสาร LAB นะคะ ก็จะเห็นว่าในเริ่มด้วยไตรมาส 4 ก่อนนะคะ U-rate ของ TPX นะคะ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะคะ มาอยู่ที่ 76% นะคะ แล้วก็ U-rate ของ LAB นะคะ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะคะ อยู่ที่ 126% นะคะ ก็สาเหตุหลักก็นเนื่องจากว่าในไตรมาส 3 ก็มี MTA นะคะ ก็เหตุผลเดียวกับที่ทางธุรกิจโรงกลั่นนะคะ ส่วน contribution นะคะ ของ Aromatic กับ LAB ในไตรมาส 4 นะคะ ก็เพิ่มขึ้นนะคะ เมื่อเทียบกับ Q-on-Q นะคะ โดย contribution นะคะ ของ Aromatic LAB ในไตรมาส 4 เนี่ยนะคะ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสัก 50 เซนต์ นะคะ ก็จะมาอยู่ที่ 1 เหรียญต่อบาร์เรล นะคะ สาเหตุหลักก็นเนื่องจากว่าเราสามารถทำ optimization นะคะ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากมีการปิดซ่อมบำรุงไปในช่วงไตรมาสที่ 3 นะคะ แล้วก็ในเรื่องของอัตรากำไรในเรื่องของพวก by-product นะคะ ที่ปรับตัวดีขึ้น ก็ทำให้ product-to-feed margin นะคะ ในช่วงไตรมาส 4 ดีขึ้น นะคะ ส่วนภาพรวมของ market ในไตรมาส 4 ของสาร PX นะคะ ก็ปรับตัวลดลงนะคะ ก็เป็นไปตาม demand นะคะ ของการใช้ในเรื่องของผลิตในเรื่องของพวกเส้นใยสิ่งทอนะคะ ที่มีการซอฟต์ตัวลงนะคะ แล้วก็ในเรื่องของการยอดค้าปลีก ในเรื่องของสิ่งทอของประเทศจีน ที่ก็ยังคงไม่ได้ฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 นะคะ ในขณะเดียวกันนะคะ margin ของสารเบนซีนในไตรมาส 4 ก็มีการปรับตัวลดลงเช่นเดียวกันนะคะ จาก demand ของสารเบนซีนที่ยังอยู่ในเรื่องของกรอบที่ยังคงจำกัดอยู่ นะคะ เนื่องจากว่ากำไรนะคะ จากอุตสาหกรรมที่เป็น styrene monomer เนี่ย อยู่ใน level ที่ยังคงต่ำอยู่ นะคะ แล้วก็บวกกับ stock ของสารเบนซีนที่ประเทศจีนก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงนะคะ แล้วก็ยังเพิ่มขึ้นตลอดในช่วงของ QC นะคะ แล้วก็บวกกับในเรื่องของ weak demand นะคะ ก็ทำให้ margin ก็ยังคงไม่ได้สู้ดีนักนะคะ แต่ว่าถ้ามาดูในเรื่องของ contribution ของสาร LAB นะคะ ในไตรมาส 4 ก็เห็นว่าค่อนข้างที่จะ stable นะคะ ก็จะเห็นว่าจริงๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยด้วยซ้ำนะคะ ในไตรมาสที่ 3 ปีที่แล้วเนี่ยค่ะ contribution ของ LAB ก็อยู่ประมาณสัก 50 เซนต์ นะคะ ไตรมาส 4 ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10 เซนต์ มาปิดที่ 60 เซนต์ นะคะ ธุรกิจถัดไปนะคะ ก็จะเป็น Base Oil นะคะ ก็คล้ายๆ กันนะคะ U-rate ของ Base Oil ในไตรมาส 4 นะคะ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 90% นะคะ เนื่องจากว่าปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่เรียบร้อยแล้วนะคะ ในขณะที่ GIM นะคะ ของธุรกิจ Base Oil นะคะ ในไตรมาส 4 ก็เพิ่มขึ้นนะคะ Q-on-Q นะคะ มาอยู่ที่ $1.50 ต่อบาร์เรล นะคะ เนื่องจากว่ามีในเรื่องของทั้ง อัตรา การผลิต production นะคะ แล้วก็มีรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นนะคะ เมื่อเทียบกับในไตรมาส 3 ที่มี MTA นะคะ ถึงแม้ว่าจริงๆ product-to-feed margin ในไตรมาส 4 จะปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับในตอนไตรมาส 3 นะคะ แต่เนื่องจากว่า spread ของตรง lube base นะคะ กับตรง น้ำมันเตานะคะ ที่ลดลงเนี่ยนะคะ เมื่อมา net กับในเรื่องของ sales volume ที่เพิ่มขึ้นนะคะ ก็ทำให้ contribution ในเชิงของเม็ดเงินก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4 นะคะ ถ้าในภาพรวมนะคะ ก็จะเห็นว่า spread ของ Base Oil กลับแย่ลงนะคะ ตาม supply ที่เพิ่มขึ้นนะคะ ก็หลังจากที่โรงผลิตตัว lube ใน Group 1 นะคะ กลับมารีซูมนะคะ operation ตามปกติหลังจากการปิดซ่อมบำรุงนะคะ แล้วก็ยังได้รับแรง pressure ด้วยนะคะ จาก supply นะคะ ที่เพิ่มขึ้นใน Group 2 นะคะ ในขณะที่ถ้าเป็น spread ของ Bitumen นะคะ ก็ปรับตัวดีขึ้นนะคะ จากในเรื่องของ support ของตรง fuel oil ที่ปรับตัวลดลงนะคะ ก็เมื่อรวมทุกธุรกิจด้วยกันนะคะ เราก็จะเห็นว่าภาพรวมนะคะ ของ market GRM นะคะ ในไตรมาสนี้ ไตรมาส 4 อะนะคะ ก็จะอยู่ที่ 9.4 เหรียญต่อบาร์เรล นะคะ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น Q-on-Q นะคะ แล้วก็เมื่อไปรวมกับ stock loss ที่ 3.7 เหรียญต่อบาร์เรล นะคะ ก็จะได้เป็น accounting GRM ที่อยู่ที่ 5.6 เหรียญต่อบาร์เรล นะคะ แล้วก็เมื่อไปบวกกับ contribution จาก TPX นะคะ แล้วก็ Thai Lube Base นะคะ ก็จะได้เป็น accounting GIM นะคะ อยู่ที่ 8.2 เหรียญต่อบาร์เรล นะคะ ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีนะคะ คราวนี้ภาพทางขวานะคะ ก็จะแสดงให้เห็นในเรื่องของ cash cost นะคะ ของโรงกลั่นนะคะ ใน Q4 นะคะ cash cost ก็อยู่ประมาณสัก 3 เหรียญต่อบาร์เรล นะคะ ก็ลดลงนะคะ เมื่อเทียบกับในไตรมาส 3 ที่เรามี MTA นะคะ แล้วก็เมื่อรวมจากทุกๆ BU ด้วยกัน ก็จะเห็นว่า cash cost ของทั้งกรุ๊ปของไทยออยล์นะคะ ใน Q4 นะคะ ก็จะอยู่ที่ 3.5 เหรียญต่อบาร์เรล นะคะ ถัดไปนะคะ ก็จะเป็นในเรื่องของธุรกิจไฟฟ้า นะคะ ก็เรามี 2 บริษัทนะคะ ในธุรกิจไฟฟ้า ก็มี TOP SPP นะคะ ซึ่งไทยออยล์ถือหุ้นอยู่ 100% อันนี้ก็ console เข้ามาทุกบรรทัดนะคะ แล้วก็ GPSC ก็ถือหุ้นอยู่ 10% นะคะ อันนี้ก็จะรับรู้เฉพาะในเรื่องของ dividend income นะคะ เข้ามาในงบกำไรขาดทุนของไทยออยล์นะคะ ก็ในไตรมาสนี้ นะคะ ก็ contribution ของไฟฟ้า นะคะ ก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นนะคะ จาก TOP SPP นะคะ เนื่องจากว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตรง sales volume นะคะ ทั้งของ power แล้วก็ steam นะคะ แต่ถ้าเป็นภาพรวมของเต็มปี 25 นะคะ ก็จะเห็นว่า contribution ก็มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับ 24 นะคะ ก็เนื่องจากว่า สาเหตุก็เนื่องจากว่ามี MTA ในช่วงปี 2025 เทียบกับปี 24 ที่ไม่ได้มี MTA นะคะ ถัดไปนะคะ ก็จะเป็นธุรกิจ Olefin นะคะ ก็ไทยออยล์ก็เราได้ลงใน Olefin ที่ประเทศอินโดนีเซียนะคะ ผ่านบริษัทที่ชื่อว่า TOP Investment Indonesia นะคะ หรือว่าตัวย่อว่า TII นะคะ ในบริษัท CAP นะคะ 15% นะคะ ก็จะเห็นว่า contribution ในไตรมาส 4 นะคะ ก็ยังคง negative นะคะ ก็สาเหตุหลักเนื่องจากว่าตลาดของ Olefin นะคะ ก็ยังคงมีความท้าทายอยู่ นะคะ แล้วก็ demand ก็ยังคงซบเซา นะคะ ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ก็ตามนะคะ แต่ถ้าเป็นมาดูในเรื่องของภาพรวมนะคะ ของเต็มปี 25 นะคะ ก็จะเห็นว่าภาพรวมเนี่ยค่ะ share of gain เนี่ย ก็จะเป็นบวก นะคะ ก็สาเหตุหลักเนื่องจากว่าเป็น การบันทึกกำไรจากการที่ต่อรองราคานะคะ จากการที่ CAP เข้าไปซื้อกิจการ Aster ในสิงคโปร์นะคะ ในช่วงทั้งช่วงไตรมาส 2 และก็ไตรมาส 3 ของปีที่แล้วนะคะ ก็ contribute กลับมาค่อนข้างที่จะมีสาระสำคัญนะคะ ในงบการเงินของไทยออยล์นะคะ ธุรกิจของ Solvent กับ Ethanol นะคะ ก็ต้องบอกว่าถ้าในภาพรวมของ Solvent ในช่วงไตรมาส 4 นะคะ contribution ของ Solvent นะคะ ก็ปรับตัวลดลง Q-on-Q นะคะ โดย net profit นะคะ ก็จะลดลงมาอยู่ที่ 11 ล้านบาท นะคะ เนื่องจากว่าการปรับตัวลดลงนะคะ ของราคาขายถัวเฉลี่ยนะคะ ซึ่งก็เป็นไปตามทิศทางของราคา crude ที่มีการปรับตัวลดลงนะคะ แล้วก็มีการ เพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในช่วงของช่วงไตรมาส 4 นะคะ ส่วนถ้าเป็นภาพรวมของ Ethanol นะคะ ในไตรมาส 4 นะคะ contribution ก็ปรับตัวลดลงเล็กน้อย Q-on-Q นะคะ ก็สาเหตุหลักก็นเนื่องจากว่าเป็น การ reverse รายการนะคะ ของตัว inventory นะคะ ก็ส่งผลทำให้ Ethanol ก็มีการรับรู้ในเรื่องของตรง ขาดทุนสุทธิ นะคะ เมื่อรวมกันนะคะ ผลประกอบการของทุกๆ ธุรกิจนะคะ เป็นงบคอนโซลของไทยออยล์นะคะ ก็จะเห็นว่าในไตรมาส 4 นะคะ เรามี EBITDA นะคะ อยู่ที่เกือบๆ 6,000 ล้าน นะคะ ก็คือ 5,981 ล้านบาท นะคะ ก็เพิ่มขึ้นนะคะ Q-on-Q นะคะ ก็สาเหตุหลักเนื่องจากว่าไทยออยล์กลับมารีซูม operation ตามปกติแล้วนะคะ หลังจากมี MTA ในช่วงไตรมาสที่ 3 นะคะ แล้วก็กำไรสุทธินะคะ ในไตรมาส 4 ก็จะปิดอยู่ที่กำไรอยู่ที่ 2,458 ล้านบาท นะคะ ก็เพิ่มขึ้นประมาณสัก 300 ล้านบาท Q-on-Q นะคะ สาเหตุหลักก็อย่างที่เรียนไปแล้วนะคะ ส่วนถ้าเป็นภาพทั้งปี 2025 นะคะ EBITDA ก็จะอยู่ที่เกือบๆ 18,000 ล้าน นะคะ ก็ปรับตัวลดลง Year-on-Year นะคะ ก็สาเหตุหลักเนื่องจากว่าเรามี MTA ในช่วงไตรมาสที่ 3 นะคะ แล้วก็ในขณะเดียวกันนะคะ ก็จะมีรายการพิเศษนะคะ เช่น มีการรับรู้ในเรื่องของกำไรจากการซื้อหุ้นกู้คืนนะคะ ในช่วงของทั้งปีที่แล้วทั้งปีเนี่ยนะคะ ก็ gain จาก bond buyback ก็อยู่ประมาณสัก 4,000 ล้านบาท นะคะ แล้วก็มีกำไรในเรื่องของ negative goodwill นะคะ ของ CAP ที่เข้าไปซื้อกิจการนะคะ ก็ประมาณสักเกือบๆ 7,400 ล้านบาท นะคะ ก็ทำให้ bottom line นะคะ ของไทยออยล์นะคะ ก็ปิดอยู่ที่กำไรอยู่ที่ 14,584 ล้านบาท นะคะ หรือว่าคิดเป็น earning per share ก็อยู่ที่ 6 บาท 53 สตางค์ ต่อหุ้นนะคะ สำหรับภาพทั้งปีนะคะ ถัดไปนะคะ ก็มาดูกระแสเงินสด cash flow กันบ้างนะคะ ก็จะเห็นว่าในภาคทั้งปีที่แล้วทั้งปีนะคะ เรามี cash ตั้งต้นนะคะ ตั้งแต่ปิดปลายปีที่แล้วเนี่ย อยู่ที่เกือบๆ 40,000 ล้านบาท นะคะ แล้วก็ทำมาหาได้ระหว่างปีนะคะ มี operating cash flow เนี่ยค่ะ อยู่ที่เกือบๆ 49,000 ล้านบาท เลยนะคะ ก็หลักๆ มาจาก 2 ส่วนนะคะ มาจาก net income นะคะ อยู่ประมาณสัก 16,700 ล้านบาท นะคะ แล้วก็บวกอีกอันนึงก็จะมีในเรื่องของ working capital นะคะ ซึ่งเป็นตัวบวกเข้ามานะคะ เกือบๆ 34,000 ล้านบาท นะคะ โดยหลักๆ ก็จะมาจาก ETC นะคะ ซึ่งเรามีการ utilize เพิ่มมากขึ้นเมื่อปีที่แล้วนะคะ ประมาณสัก 28,000 ล้านบาท นะคะ ก็ช่วย support ในเรื่องของ cash from operation นะคะ ให้มีความ แข็งแกร่งมากขึ้น นะคะ ส่วนในเรื่องของ cash flow ถ้าเป็น investing activity นะคะ ก็จะเห็นว่าเป็นขาที่เป็นขาบวกเงินเข้ามานะคะ ประมาณสัก 8,900 ล้าน นะคะ ก็สาเหตุหลักๆ นะคะ ก็มีการ spending ของ CFP ไปเมื่อปีที่แล้วนะคะ แต่เมื่อไป net กับเงินที่เราไป enforce ในเรื่องของ bond claim มาได้ 15,000 ล้าน นะคะ แล้วก็มีการถอนเงินลงทุนที่เงินฝากที่เป็น fixed deposit ดอลลาร์นะคะ ก็ทำให้ net มาก็เป็นขาที่เป็นเงินที่เป็นบวกสัก 8,900 ล้านบาท เข้ามานะคะ ส่วนกิจกรรมในเรื่องของ financing activity นะคะ ก็เป็น net cash ที่เป็นขาออกไปนะคะ ประมาณสัก 23,000 ล้าน นะคะ อันนี้ก็จะเป็นรายการทั้งการจ่ายคืนตัว debt ตามปกตินะคะ แล้วก็การทำในเรื่องของ deleverage ทั้งปีนะคะ ประมาณสักเกือบๆ 1 1,000 ล้าน ล้านเหรียญ นะคะ หรือประมาณสัก 30,000 ล้านบาท นะคะ ที่เราการทำ deleverage ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ แล้วก็มีการจ่ายดอกเบี้ยจ่ายไปเมื่อปีที่แล้วนะคะ ก็ตามปกติประมาณสัก 6,700 ล้านบาท การจ่าย dividend นะคะ ทำให้ net แล้วก็เป็น cash ที่เป็นสุทธิออกไปที่ 23,000 นะคะ แล้วก็อีกอันนึงนะคะ ที่ลืมไม่ได้เลย เราได้เงิน cash ที่เป็นขาบวกเข้ามานะคะ จากการทำ asset monetization นะคะ จากบริษัท TOP Infra นะคะ ก็ได้เงินเข้ามาแล้วตอนปลาย December นะคะ ก็บวกเข้ามา 18,000 ล้านบาท นะคะ ทำให้ปิดปีนะคะ เรามีเงินสดในมือนะคะ ก็อยู่ที่ 68,601 ล้านบาท นะคะ ก็ถือว่ามีสภาพคล่องที่สวยงามนะคะ ก็ส่งผลทำให้เวลาที่ไปคำนวณพวก gearing ratio นะคะ ในหน้าถัดไปนะคะ ก็จะเห็นว่า positive มากขึ้นนะคะ ภาพนี้ก็จะโชว์ให้เห็นในเรื่องของ financial position นะคะ ปิดปีนะคะ ไทยออยล์เรามี total asset นะคะ ก็อยู่ที่ประมาณสัก 427,000 ล้านบาท นะคะ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปลายปีที่แล้วนะคะ ที่อยู่ ที่ประมาณ 400,000 ล้าน นะคะ สาเหตุหลักๆ ก็เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก cash ที่เราได้เพิ่มขึ้นนะคะ จากการทำ asset monetization ตัว lease and leaseback ในเรื่องของสินทรัพย์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน 18,000 ล้าน นะคะ แล้วก็เงินที่เราทำมาหาได้นะคะ ในส่วนของ debt นะคะ จะเห็นว่าภาพที่เป็นแท่งสีน้ำเงินบางนะคะ ก็ long-term debt ก็จะเห็นว่ามีการปรับตัวลดลงนะคะ จาก 150,000 ล้าน เมื่อตอน December 24 นะคะ ก็ December ที่ผ่านมา ก็ปรับตัวลดลงนะคะ ค่อนข้างจะเยอะนะคะ ลงมาแล้วประมาณ 39,000 ล้าน นะคะ ก็เหลือที่ประมาณ 110,000 ล้าน นะคะ แล้วก็เมื่อไปรวมกับ cash ที่เรามีอยู่ในมือนนะคะ เกือบ 68,000 กว่าล้าน ก็ทำให้ net debt นะคะ ณ ตอนปิดปีนะคะ ก็อยู่ที่ประมาณ 44,000 ล้าน นะคะ แล้วก็พอไปคำนวณต่อนะคะ ในเชิงของ gearing ratio นะคะ ในภาพข้างล่างนะคะ ก็จะเห็นว่า net debt to EBITDA นะคะ ก็ปรับตัวลดลงนะคะ อย่างมีสาระสำคัญนะคะ จาก 6.1 เท่า เมื่อตอน December 24 นะคะ ก็ปรับตัวลดลง อันนี้เป็นตัวเลขที่คำนวณตามหน้างบการเงินนะคะ ก็อยู่ที่ 3.7 เท่า นะคะ นะคะ อันนี้ตามตัวเลขงบนะคะ แต่ว่าถ้า ถ้านักวิเคราะห์กับทางฟันด์จำกันได้นะคะ เราว่าถ้าเป็น net debt to EBITDA เนี่ยค่ะ เราก็จะคำนวณอีกตัวเลขนึงในเชิงของ credit rating agency นะคะ ก็ขอยกในเรื่องของ simulation ถ้าเป็น S&P นะคะ ที่ว่า net debt to EBITDA ที่ไม่เกิน 6 เท่า นะคะ ก็จะมีการ adjust บางรายการ เช่น รายการ cash ที่มี 68,000 กว่าล้านนะคะ ในเชิงของ rating ก็จะ conservative นิดนึง เค้าก็จะไม่บวก cash เข้ามาทั้ง 68,000 ก็จะมี haircut ไปบางส่วน let's say ประมาณสัก 10% นะคะ แล้วก็รวมถึงในเรื่องของการทำ asset monetization นะคะ rating ก็จะมองว่าเค้าก็จะมองเป็น debt อยู่บางส่วนนะคะ ก็จะมีการ adjust debt เข้ามาประมาณสัก ประมาณ 12,000 ล้าน ถ้าเป็น S&P นะคะ ก็จะส่งผลทำให้ถ้าเป็นตัวเลข net debt to EBITDA นะคะ ของทาง S&P เนี่ยละค่ะ ก็จะปรับจาก 3.7 เท่า ที่เราเห็นจากหน้างบ ที่เราคำนวณได้เนี่ยค่ะ ก็จะอยู่ประมาณสัก 4.9 เท่า นะคะ แต่อย่างไรก็ดี 4.9 เท่า debt to EBITDA ของ S&P ก็ยังคงต่ำกว่า threshold ที่เค้ากำหนดที่ไม่เกิน 6 เท่า นะคะ ตัวนี้ก็จะเป็นตัวที่เป็น positive to Thai Oil นะคะ ส่วน net debt to equity นะคะ ก็คล้ายกัน ก็มีการปรับตัวลดลงนะคะ จาก 0.8 เท่า เมื่อตอนปี 2024 นะคะ ก็ปรับตัวลดลงนะคะ เหลือ 0.3 เท่า ทั้งในเรื่องของผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น การทำ asset monetization การลดหนี้ แล้วก็ cash ที่ปรับตัวดีขึ้นนะคะ ส่วนในเรื่องของ debt breakdown นะคะ จริงๆ ก็คล้ายๆ เดิมนะคะ ถ้าเป็น currency breakdown ของ IBD debt เนี่ยค่ะ อันนี้เป็นตัวเลขที่เป็นก่อนทำในเรื่องของพวก swap cross currency swap นะคะ เราก็จะมีดอลลาร์ประมาณสัก 64% นะคะ แต่ว่าถ้าเกิดว่า มาดูตัวเลขที่เป็น net หลังจากทำพวก swap CCS แล้วเนี่ยค่ะ เรามีดอลลาร์ในมือจริงๆ net เนี่ย ประมาณอยู่ประมาณสัก 33% นะคะ ที่เหลือก็จะเป็นบาทเกือบหมดนะคะ แล้วก็อัตราดอกเบี้ยก็จะเป็น fixed rate ซะเป็นส่วนใหญ่ นะคะ ประมาณสัก 82% นะคะ แล้วก็ที่เหลือก็จะเป็น floating rate นะคะ อัตราดอกเบี้ยก็อยู่ประมาณสัก 4% นะคะ อายุกู้เงินถัวเฉลี่ยก็ประมาณ 12.7% นะคะ แล้วก็ rating ทุก rating ก็ยังคง confirm rating เหมือนเดิมนะคะ maintain rating นะคะ ก็ outlook ก็ยังเป็น negative เดี๋ยวรอความ progress นะคะ ของ CFP ในลำดับถัดไปนะคะ ก็อันนี้ในส่วนของ outlook ค่ะ

Rungnapa Janchooklin

ค่ะ สวัสดีค่ะ ในส่วนของภาพตลาดนะคะ ค่ะ ขอเริ่มจากทางน้ำมันดิบก่อนนะคะ จริงๆ แล้วภาพจะใกล้เคียงเดิมนะคะ ก็คือจะเป็นการผลิตน้ำมันดิบอะ จะมากกว่า demand growth นะคะ ซึ่งก็จะเห็นภาพในมุมมองที่ว่าจะ น้ำมันดิบเนี่ย จะค่อนข้างจะ surplus นะคะ โดยเริ่มจากทาง OPEC+ ก่อนนะคะ ทาง OPEC+ เนี่ยค่ะ ก็มีการ unwind cut มาในช่วงปีที่ผ่านมานะคะ ต่อเนื่องนะคะ จนกระทั่งปลายปีนะคะ ก็มี การชะลอการ unwind cut ใน quarter 1 ปีนี้ นะคะ ซึ่งตรงนี้เดี๋ยวเราก็ต้องติดตามการประชุมในวันที่ 1 มีนา ที่จะถึงนี้ว่า การตัดสินใจของ OPEC+ จะมีการ unwind cut ต่อ หรือเปล่าใน quarter ถัดไปนะคะ ในขณะที่ Non-OPEC+ อะค่ะ ก็จะมีตัวกำลังการผลิตเพิ่มเข้ามาค่อนข้างพอสมควร ปีที่แล้วเพิ่มเข้ามา 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน นะคะ แล้วปีนี้ก็ยังมีแผนที่จะเพิ่มต่อเข้ามาอีกประมาณ 1.1 ล้าน นะคะ โดยหลักๆ ก็จะมาจาก แหล่งใหม่ๆ ในบราซิล กายอานา แล้วก็มีเพิ่มเติมเข้ามาจากใน US แล้วก็แคนาดาด้วยค่ะ ในขณะที่ฝั่งของ demand นะคะ ของน้ำมันดิบ ในปีที่ผ่านมากับปีหน้า ปี 25 และปี 26 เนี่ยค่ะ ก็จะใกล้เคียงกันนะคะ ถึงแม้ว่าปีที่แล้วเรามองว่ามี tariff เข้ามา จะทำให้เศรษฐกิจไม่ดี แล้วก็ demand จะลดลง แต่จากการที่มีความชัดเจนของตัว tariff แล้วก็มีการปรับตัวรับมือนนะคะ แล้วก็มีการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของในแต่ละประเทศรองรับ ก็ทำให้มีการ forecast ว่า ตัวเศรษฐกิจไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ในตอนแรกนะคะ แล้วก็ตัว demand growth อะค่ะ ปี 26 ก็คาดว่าจะมี demand ของน้ำมันเนี่ยเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งก็ใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่ 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน นะคะ หากลบตัวเลขแล้วระหว่าง ตัว production ที่เพิ่ม กับ demand ที่เพิ่มเนี่ย ก็จะเห็นได้ชัดว่ามี production ที่สูงกว่า demand เนี่ย ทำให้เกิด surplus ถึง 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน นะคะ ซึ่งก็มีเป็นการสะสม stock build up เพิ่มเติมจากปีที่แล้วที่เกินอยู่แล้ว 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน นะคะ ดังนั้นเนี่ย ถ้าโดยสรุป ทิศทางของราคาน้ำมันจากปัจจัยพื้นฐาน ราคาน้ำมันควรจะลดลงนะคะ ต่อเนื่องนะคะ แต่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมันปัจจุบันไม่ได้ลดลงต่อนะคะ หลังจากปลายปีที่แล้วที่ ปีที่แล้วมีการลดลงใช่ไหมคะ จนถึงปลายปีประมาณสัก ดูไบสัก 62 หรืออะไรใน December เนี่ยค่ะ ปรากฏว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ หน้าถัดไป คือมีเรื่องเกี่ยวกับ ความ ตึงเครียดเกี่ยวกับเรื่องสงครามในพื้นที่ต่างๆ ค่อนข้างรุนแรงตั้งแต่เปิดปีใหม่ขึ้นมาเลยนะคะ ทำให้ราคาน้ำมันเนี่ย ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องสงครามต่างๆ นะคะ ตอนนี้น้ำมันก็กลับขึ้นมา ดูไบขึ้นมาอยู่ประมาณแถวๆ ระหว่าง 68 หรือ 66-68 อะไรอย่างเงี้ย นะคะ ค่อนข้างสูงกว่าปลายปีที่แล้วนะคะ โดยที่ ตอนนี้ รายการที่สำคัญมากเลยที่มีผลกระทบเยอะ จะเป็นเรื่องของความกังวลจะเกิดสงครามที่อิหร่าน เนื่องจากว่า ความตึงเครียด อยู่ในระดับที่พร้อม ที่จะ เกิดสงครามได้ทุกเมื่อ จากการที่ ทาง US ก็ได้นำ เรือบรรทุก เครื่องบินรบ ไปรออยู่ใกล้ๆ แล้ว และอิหร่านเองก็มีการ ประกาศจะซ้อม ในการ เตรียมความพร้อม ด้วยการจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ บางส่วนด้วยนะคะ เพื่อจะซ้อมรบ ถึงแม้ว่าจะมีการพยายามในการเจรจากันนะคะ แต่ว่าตรงนี้ต้องติดตามดูว่าการเจรจาจะคืบหน้าด้วยดี หรือไม่นะคะ แต่ล่าสุดเหมือนทางอิหร่านเค้าค่อนข้างจะให้ positive ว่าอยากจะเจรจาเรื่อง นิวเคลียร์ด้วยนะคะ ก็ถึงแม้ว่าจะมีตรงจุดนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่อย่างมาก ทำให้ราคาน้ำมันไม่ลดลงไปนะคะ ในขณะที่ฝั่งของเวเนซุเอลา ซึ่ง วันที่ 3 มกราคม ก็มีปฏิบัติการที่ทาง US ไปยึด ที่เวเนซุเอลานะคะ จน ตอนนี้ควบคุมได้เบ็ดเสร็จแล้ว แล้วก็ เริ่มมีทิศทางที่เริ่มคลี่คลายออกนะคะ ว่า น้ำมันที่ยึดมา ก็ทยอยเอาออกขายนะคะ ไปที่ประเทศต่างๆ แล้วก็ มีความพยายามที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเวเนซุเอลานะคะ ซึ่งจุดนี้ก็ ในระยะสั้นยังไม่เห็นผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญนะคะ แต่ว่าในระยะยาวเนี่ย ก็ เชื่อว่าก็จะต้องมีการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นนะคะ ไม่ช้าก็เร็ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ยค่ะ น้ำมันดิบของเวเนซุเอลาเป็นน้ำมันดิบชนิดหนักอะนะคะ ซึ่งตัวนี้ก็จะสอดคล้องกับที่ CFP ออกแบบที่จะรองรับตรงนี้ไว้นะคะ ถ้ากำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ก็จะมีผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบ ชนิดหนักถูกลงนะคะ ซึ่งก็จะเป็นผลบวกกับ โครงการ CFP ของเรานะคะ ลืมรายงานไปนิดนึงว่าอิหร่านก็เช่นกันนะคะ น้ำมันของอิหร่านเนี่ย เป็นน้ำมันเกรดชนิดหนักเช่นเดียวกันนะคะ ซึ่งหากมีการยุติ ความขัดแย้ง ตกลงกันได้ และยกเลิก ไม่ sanction อิหร่านแล้วเนี่ยค่ะ ก็จะเป็นผลบวกกับทาง ไทยออยล์เรา ในการที่สามารถเข้าไปซื้อน้ำมัน heavy crude ได้ด้วยเช่นกันนะคะ ส่วนด้านขวาล่างจะเป็นเรื่องของ ความพยายามของทางประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะเจรจากับทางอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ที่ซื้อน้ำมันรัสเซียรายใหญ่ รายหนึ่งนะคะ ให้ ยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยแลกเปลี่ยนกับการ ปรับลด tariff ลงนะคะ ซึ่ง ณ ตอนนี้อินเดียก็เลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย แล้วก็เปลี่ยนไปซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นเวเนซุเอลา หรือว่า Middle East นะคะ ล่าสุดก็ Reliance ก็ซื้อเวเนซุเอลา crude เข้าไป 2 ล้านบาร์เรล นะคะ ถัดไปนะคะ ปัจจัยสำคัญอีกตัวหนึ่งก็จะเป็นเรื่องของสงครามยูเครน ซึ่ง ณ วันนี้ถึงแม้ว่าจะมีการพยายามจะเจรจายุติสงครามตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนะคะ แต่ว่ามีปัญหาว่า มีข้อ ที่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนถึงทุกวันนี้ นะคะ แม้กระทั่ง เมื่อวานเป็นวันแรกที่กลับมาเจรจากันที่เจนีวา ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ก็เดี๋ยวต้องรอดูวันนี้ที่เป็นวันที่ 2 ว่าจะมีความคืบหน้าที่เจรจา จะสามารถตกลงกันได้เพิ่มเติมบ้างหรือไม่นะคะ สถานการณ์นี้ก็ทำให้ ทางประธานาธิบดีทรัมป์พยายามจะ sanction รัสเซียหนักหน่วงขึ้นนะคะ โดยตั้ง deadline ว่า อยากจะให้ยุติสงครามกันก่อนกลางปีนี้นะคะ ในส่วนของ crude premium โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราสนใจก็จะเป็น Murban ซึ่งเป็นน้ำมันเกรดที่เราใช้เยอะสุดอะนะคะ ตัวนี้ค่ะ ส่วนต่างราคา Murban กับ Dubai เนี่ย ก็ค่อนข้างผันผวนมากในปีที่แล้วนะคะ โดยที่มีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบนะคะ ปัจจัยบวกเนี่ย ของ Murban เนี่ย premium นะคะ ตัวแรกเลยก็จะเป็นเรื่องของ การ sanction น้ำมันรัสเซีย แล้วก็มีการ ใช้น้ำมันเกรดอื่นเพิ่มเติม รวมทั้ง Middle East ซึ่งก็ทำให้ราคา crude premium ของ Murban ก็จะสูงขึ้นนะคะ ในขณะเดียวกันทาง ADNOC เอง ก็ใช้น้ำมัน Murban เข้าไปที่โรงกลั่นในประเทศของเค้าเองด้วยนะคะ ตั้งแต่ August ที่ผ่านมา ก็เป็นปัจจัยหนุนให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีปัจจัยลบ นะคะ จากการที่มีการ unwind cut มาอย่างต่อเนื่องในปีที่แล้ว ทำให้ปริมาณน้ำมันโดยรวมของที่เป็นเกรด Middle East เพิ่มเข้ามานะคะ ดังนั้นโดยเฉลี่ยแล้วค่ะ ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ราคา crude premium ค่อนข้าง stable ทรงตัวแล้วนะคะ แล้วเราก็คาดว่าจะทรงตัวแบบนี้ต่อไปในปีนี้ค่ะ โดยสรุปนะคะ ราคาน้ำมันดิบ ขอกลับไปหน้าตะกี้ก่อน ข้างล่าง นะคะ ก็คือราคาน้ำมันดิบนะคะ น้ำมันดิบ Dubai เนี่ย จริงๆ แล้ว ปัจจัยพื้นฐานควรจะ เป็นทิศทางที่ราคาลดต่ำลงนะคะ แต่ว่าเนื่องจากด้านขวาเลยคือเรื่องของตัว volatility จากความกังวลเรื่องสงครามเนี่ย จะเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาจะพยุงตัวอยู่ในระดับสูง และค่อนข้างผันผวนอย่างมากนะคะ ส่วนในขณะที่ crude premium อะค่ะ ก็คงจะ steady ประมาณนี้ แต่ว่าก็มีผันผวนเป็นระยะๆ เกี่ยวกับเรื่อง sanction นะคะ ถัดไปจะเป็นด้านของ margin นะคะ ด้านของ refining margin นะค่ะ ก็จะเป็นภาพเดียวกับที่เคยรายงานไปก่อนหน้านี้ว่า จะเป็นช่วงที่ เราจะมี margin ที่ strong ต่อเนื่องไปยาวๆ ในช่วง 2-3 ปีนี้ นะคะ จากการที่กำลังการกลั่น ที่ เข้ามาใหม่เนี่ย จะน้อยกว่า demand ที่เติบโตนะคะ แล้วก็ ตัว แต่ตัวผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นตัวที่จะอ่อนตัวลง ก็จะเป็นตัว gasoline เนื่องจากว่าโรงกลั่นใหม่ที่เข้ามาอะค่ะ จะเป็นโรงกลั่นที่ ผลิต gasoline เป็นหลักนะคะ ขอไปในรายละเอียดหน้าถัดไปเลยค่ะ ด้านซ้ายมือนนะคะ จะเป็น โรงกลั่นใน EU กับทาง US ที่ทยอยปิดตัวลง ในปีที่แล้ว แล้วก็ต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ก็จะมีปิดเพิ่มเติมนะคะ โดยที่ถ้าไป balance กับตัว demand growth จะอยู่ด้านขวานะคะ ก็กราฟแท่ง จะเป็นกำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนะคะ ถ้าติดลบ ก็จะเป็น อยู่ใต้ curve ก็เป็นปิดตัวลงนะคะ โดย net off แล้วจะเป็นตัวจุดดำๆ นะคะ ก็จะเห็นว่าปริมาณของ net capacity ที่เข้ามาค่ะ จะน้อยกว่า demand growth ที่เป็นแถบเฉดสีฟ้านะคะ และก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไป ในปีถัดๆ ไป อีกอย่างน้อย 2 ปี นะคะ ก็เลยเป็นที่มาที่ เนื่องจากว่าน้ำมันสำเร็จรูป shortage ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว และก็จะต่อเนื่องไปในอีก 2 ปี ก็เลยเป็นที่มาที่เราเห็นตัว refining margin strong ต่อเนื่อง และก็จะต่อเนื่องไปอีกสักระยะหนึ่งเลยนะคะ หน้าถัดไปนะคะ ลงรายผลิตภัณฑ์นะคะ เริ่มจาก Gas Oil นะคะ Gas Oil เนี่ย demand ก็ยังค่อนข้างจะเติบโตได้นะคะ โดยที่ตัวหลัก ประเทศหลักแล้วจะเป็นประเทศอินเดีย ที่มี growth rate ที่ยังสูงอยู่ นะคะ ที่ประมาณ 3% แต่ว่าประเทศจีนก็เป็นอย่างที่เรารู้ ทราบมาว่าตั้งแต่ปี 24 แล้ว ที่ demand growth เป็นติดลบนะคะ เพราะว่ามีการแทนที่ของ EV จากรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ามาทดแทน เพิ่มเติมขึ้นนะคะ ในขณะที่ EU เนี่ย ก็จะมี การใช้จากน้ำมัน ตัวดีเซลไปเป็นแก๊สโซลีนเพิ่มเติมขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงด้วยนะคะ แต่ทั้ง global อะค่ะ ก็ยังมีการเติบโตอยู่ที่ 0.2% นะคะ ในส่วนของด้านล่างสุดนะคะ ในส่วนของทาง US นะคะ ก็มี cold snap ช่วง เมื่อเดือนที่ผ่านมานะคะ ค่อนข้างจะรุนแรงนะคะ ก็ทำให้ต้องมี heating oil ใช้ค่อนข้างสูงนะคะ ทำให้ stock ของ Gas Oil อะต่ำมากนะคะ ดังงั้นจะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมา ตัว spread ของ Gas Oil ก็ค่อนข้าง strong มากนะคะ ในขณะที่ impact อีกเรื่องนึงก็คือเรื่องที่เราติดตามอยู่ ตั้งแต่รายงานรอบที่แล้วนะคะ ก็คือเรื่องที่ว่าทาง EU ก็ sanction รัสเซียหนักขึ้น โดยที่ ประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม จะมีการไม่ซื้อน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นจากน้ำมันดิบรัสเซียนะคะ ก็ทำให้ หลายๆ ประเทศที่กลั่นน้ำมันรัสเซีย ก็ต้องหาทางออก ซึ่งก็เห็นเป็นผลที่ว่าอย่างอินเดียเนี่ย ก็มีการโยกน้ำมันนะคะ อย่าง Gas Oil ที่ export เนี่ย ไปภูมิภาคอื่นแทนค่ะ ในส่วนของน้ำมันเครื่องบินนะคะ แล้วก็เคโรซีนค่ะ น้ำมันเครื่องบินกับเคโรซีนนี่จะ strong นะคะ ใน demand strong ในปีนี้นะคะ โดยเริ่มจากทางจีนเนี่ย จะเติบโตถึง 7% ในขณะที่ EU เติบโต 2.5% แล้วก็ญี่ปุ่นเอง ก็เติบโต 1.7% นะคะ โดยรวมแล้วของทั้ง global เลยค่ะ ก็เติบโต 2.4% เทียบกับปี นี้ที่เติบโต 2.7 ก็คือ strong ต่อเนื่องนะคะ โดยถ้าดูจาก ปัจจัยพื้นฐานนะคะ การเดินทางทางเครื่องบินนะคะ ก็มี traffic ที่เติบโตต่อเนื่องนะคะ ตอนนี้สูงกว่าก่อนโควิดแล้ว แล้วก็มี trend ทิศทางที่เติบโตต่อเนื่องไปยาวๆ นะคะ ในขณะที่การใช้เป็น heating ในญี่ปุ่นนะคะ ช่วงที่ผ่านมาค่ะ หน้าหนาวรุนแรง แล้วก็ใช้น้ำมันเคโรซีนในการทำความร้อนเนี่ย มากขึ้นถึง 30% ค่ะ หน้าถัดไปเลยนะคะ ในส่วนของแก๊สโซลีน จะค่อนข้าง depressed ตามที่รายงานเบื้องต้นแล้ว นะคะ เริ่มจากปีที่แล้วที่โรงกลั่น Dangote นะคะ มีการ start up ขึ้นมา ซึ่งโรงกลั่นนี้ ผลิตน้ำมันแก๊สโซลีนปริมาณมากนะคะ แต่ว่าเนื่องจากที่ว่ามีปัญหาเรื่องการกลั่น เค้าต้อง shutdown ซ่อมบำรุงอย่างต่อเนื่องนะคะ แต่ว่าล่าสุด เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ นะคะ เค้าก็ได้แก้ปัญหาสำเร็จแล้ว แล้วก็ start up plant ขึ้นมา โดยที่ทาง Dangote ก็แจ้งว่า เค้าแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ แล้วจะไม่มีการ shutdown แล้วนะคะ ในขณะที่โรงกลั่นอีกโรงนึงคือ Olmeca นะคะ ก็ กำลัง ramp up capacity ใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็เป็นโรงกลั่นที่ผลิตแก๊สโซลีนเช่นกันนะคะ เลยเป็นที่มาที่ ถึงแม้ว่า demand ด้านฝั่งขวาก็ยังเติบโตได้นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นอินเดียก็เติบโต 6.5% นะคะ แล้วก็ US ก็ยังเติบโตอยู่นะคะ แต่ว่ากำลังการผลิตใหม่เข้ามามากกว่า demand นะคะ ดังนั้นก็เลยเป็นที่มาที่ ทุกท่านอาจจะเห็นแล้วว่า ช่วงนี้ราคาสเปรดของแก๊สโซลีน ก็เริ่มตกลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาค่ะ ขอหน้าถัดไปเลยค่ะ ถ้าซูมดาวน์มาที่ประเทศไทยอะค่ะ ประเทศไทยปิโตรเลียมดีมานด์ค่อนข้างจะเติบโตช้านะคะ เนื่องจากว่าเศรษฐกิจเราอะ ก็เติบโตช้าเช่นกันนะคะ โดยรวมนะคะ ตัวที่เติบโตดีที่สุดอาจจะเป็น น้ำมันเครื่องบินนะคะ แต่ขอเริ่มจากหน้านี้ก่อนนะคะ ก็คือแก๊สโซลีนเนี่ย ก็เติบโตพอๆ กับปีที่แล้ว คือเติบโตที่ 1% นะคะ โดย รถยนต์ใหม่ที่เข้ามาค่ะ ก็มีการเติบโตอยู่บ้าง แต่ว่าตัวที่เข้ามาค่อนข้างจะแรง ก็คือทาง รถยนต์ที่เป็น EV นะคะ ก็คือทำให้ แก๊สโซลีนก็เติบโตไม่มากนักค่ะ ในขณะที่ดีเซลนะคะ ดีเซลค่อนข้างจะ stagnant เลย คือปีนี้คาดว่าจะเติบโต 0% นะคะ เพราะว่าเรื่องเกี่ยวกับ เศรษฐกิจที่ เติบโตช้าค่ะ ถัดไปจะเป็นน้ำมันเครื่องบินค่ะ ตัวนี้จะเป็นสิ่งที่ยังเติบโตได้ดีนะคะ ก็คือปีที่แล้วเติบโตถึง 7% นะคะ ส่วนปีนี้คาดว่าจะโตต่อเนื่องอีก 4% นะคะ ก็ตัวนี้ก็จะเป็น ตัว product ที่มี strong demand ของ ประเทศไทยค่ะ ในขณะที่ น้ำมัน เตา นะคะ น้ำมันเตาเนี่ย ก็ ปีที่แล้วโตได้ 6% แต่ว่าปีเนี้ยคาดว่าจะติดลบ 0.6% เนื่องจากว่า การส่งออกที่คาดว่าจะน้อยลงนะคะ เนื่องจากมีเรื่อง tariff เข้ามาค่ะ ถัดไปนะคะ ก็จะเป็นด้านของ Aromatics นะคะ ด้านของ Aromatics เนี่ยค่ะ เราก็พบว่าในฝั่งของพาราไซลีนนะคะ ก็มีข่าวดีที่ว่าเริ่มฟื้นตัวแล้วนะคะ เพราะว่าตัวกำลังการผลิตใหม่เนี่ยค่ะ ปีที่แล้วก็ ไม่มีเข้ามาเพิ่มเติมนะคะ แล้วก็ปีนี้เนี่ย ก็คาดว่าจะยังไม่มีเข้ามา เนื่องจากว่ามีกำลังการผลิตใหม่ที่มีแผนจะขึ้นเนี่ย มี delay ออกไปเป็นปีหน้านะคะ ดังนั้น เนี่ย ด้วย demand supply ที่กลับมาสมดุลใหม่เนี่ยค่ะ ก็เริ่มทำให้ราคาสเปรดกลับพุ่งกลับขึ้นมานะคะ ประกอบกับเรื่องของตัว ตัว BIS ที่ทางอินเดียประกาศใช้ก่อนหน้านี้อะค่ะ ก็มีการ ยกเลิกการใช้นะคะ ซึ่งตรงนี้จะเป็นข้อจำกัดที่ทำให้การนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับประกาศนี้ เนี่ย ไปที่อินเดีย เนี่ย ยากลำบากขึ้น ทำให้ประเทศจีนอะ ก็ไม่สามารถส่งพวกผลิตภัณฑ์ที่เป็น downstream ของ PX ไปขายได้นะคะ จากการที่เค้ายกเลิกตัว BIS เนี่ยค่ะ ก็มีโอกาสที่ทางประเทศจีนอะ สามารถจะเพิ่มกำลังการผลิตนะคะ ในผลิตภัณฑ์ที่เป็น downstream ของ PX นะคะ แล้วก็จะส่งเสริมให้ตัวสเปรดของ PX เนี่ย ก็น่าจะดีขึ้นค่ะ ในขณะของเบนซีนกับโอเลฟินส์ อาจจะพูดรวมกันไปเลยนะคะ เพราะว่าปัจจัยเดียวกัน ก็คือว่า มีกำลังการผลิตของโรงโอเลฟินส์ใหม่เข้ามา ซึ่งก็ผลิตเบนซีนด้วย เนี่ย เยอะกว่า demand ทำให้ทั้งเบนซีนและโอเลฟินส์ ก็จะมี กดดันต่อเนื่อง เหมือนปีที่แล้ว ไปในปีนี้ด้วยค่ะ ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องของความพยายามในการทำ rationalization นะคะ ไม่ว่าจะเป็นในเกาหลีใต้ หรือทางอินเดียนะคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ยค่ะ ยังไม่มีความชัดเจนของผลกระทบว่าจะมีการลดกำลังการผลิต หรืออะไรนะคะ ทำให้ไม่คาดว่าจะมีผลการเปลี่ยนแปลงที่มีผลนัยสำคัญเกี่ยวกับตัวราคาสเปรดของทั้งโอเลฟินส์ หรือว่าเบนซีนค่ะ ถัดไปนะคะ ก็จะเป็น ทางไทยลู้บเบส ที่ผลิต Base Oil กับ Bitumen นะคะ ทาง Base Oil เนี่ยค่ะ ก็ ตัวโรงกลั่นใหม่ที่ผลิต Base Oil เนี่ย เริ่มทยอยเข้ามาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนะคะ มีทั้งที่สิงคโปร์ และอินเดีย แล้วก็จะมร โรงใหม่ในอินเดีย กับซาอุดีอาระเบียเข้ามาในปีนี้เพิ่มเติมด้วยนะคะ ดังนั้นก็จะเห็นตัวสเปรดอะค่ะ ปรับตัวลงบ้างนะคะ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นโดยรวมอะค่ะ ก็ไม่ได้เยอะมากอย่างมีนัยสำคัญ คือโดยรวมก็ยังไทยลู้บก็ยังสามารถทำกำไรได้นะคะ ในขณะที่ Bitumen นะคะ ก็ยังจะเป็น มี demand ที่ strong ต่อเนื่องนะคะ โดยหน้าสรุปนะคะ น้ำมันดิบอะค่ะ ก็จะ จริงๆ ปัจจัยพื้นฐานคือ oversupply นะคะ แต่ว่าเนื่องจากมีความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์เข้ามานะคะ เราคาดว่าปีนี้เนี่ย จะมีความผันผวน และราคาจะยืนอยู่ในระดับที่สูง พอๆ กับปลายปีที่ผ่านมาค่ะ ในขณะที่เรื่องของ margin เนี่ยค่ะ ก็น่าจะยัง strong ต่อเนื่องนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของ middle distillate นะคะ ถึงแม้ว่าจะมรแก๊สโซลีนที่อ่อนตัวลง แต่ว่าจะมรผลกระทบกับ margin ของไทยออยล์ค่อนข้างน้อยค่ะ ในส่วนของ petchem อะค่ะ PX ก็จะ มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปีนี้นะคะ แต่ว่าทางเบนซีนกับตัวโอเลฟินส์เนี่ยค่ะ ก็ยัง อ่อนตัว เหมือนกับ ราคาอยู่ในระดับต่ำพอๆ กับปีที่แล้วค่ะ ในขณะที่ lube base อะค่ะ สเปรดก็จะอ่อนตัวลงนะคะ ในขณะที่ Bitumen ยัง strong อยู่ แต่ภาพรวมของ ไทยลู้บ ก็ยังน่าจะทำกำไรได้ดี แต่อาจจะน้อยกว่าปีที่แล้วที่ทำกำไรดีมากค่ะ โดยสรุป outlook ในปีนี้ ก็จะประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

Pongpun Amornvivat

ครบแล้วนะครับ อันนี้ก็เป็นสรุปนะครับก่อนที่จะเข้า Q&A นะครับ ก็ขอหน้าถัดไปเลยครับ ก็ในมุมของ ที่พี่หนุ่ยได้ update เรื่อง CFP เนี่ย ก็ทางบริษัทก็มีความ ตั้งใจเต็มที่นะฮะ ที่จะ deliver โครงการให้สำเร็จตามเป้าหมายนะครับ แล้วก็ on time นะครับ ก่อนแผนงานที่เราเคยกำหนดไว้ด้วยนะครับ แล้วก็จะสามารถประหยัดงบประมาณได้บางส่วนนะครับ เราก็มีความตั้งใจอย่างนั้นนะครับ ตอนนี้ภาพที่มีการ update ก็ผมคิดว่ามี progress ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ มีการปรับแก้ปัญหาในอดีต แล้วก็เรามองไปข้างหน้านะฮะว่า จะสามารถ COD ได้ตามกำหนดนะครับ ในมุมของ activity ในปีปัจจุบันนี้ เนี่ย ก็จะเป็นในเรื่องของการนอกจาก continue เรื่อง CFP แล้วเนี่ย ก็จะต้องเน้นในเรื่องของการ ensure reliability ของโรงงานนะครับ ในขณะที่เรามองว่า GRM ในปีนี้เนี่ย น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดีอยู่นะครับ อย่างที่คุณปุ๊ก update ไปว่า น่าจะอยู่ประมาณ อย่างน้อยในช่วง Q1 เนี่ย ก็มีตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่า estimate อยู่ประมาณ 5-6 เหรียญนะครับ ก็เราก็มองว่าด้วย supply โรงกลั่นที่มันยังไม่พร้อม กับตัว demand ที่มันเพิ่มขึ้น เนี่ย ในส่วนของ GIM ก็ยังน่าจะ healthy อยู่ ในมุมการเงินนะครับ ก็คงจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ในมุมของ liability management นะครับ ดำเนินการบริหารหนี้สินอย่างรอบคอบ แล้วก็มีวินัยต่อเนื่องนะครับ สุดท้าย ก็จะเป็นในเรื่องของ investment grade นะครับ ว่าเราก็จะเสริมความแข็งแกร่งของอันดับ credit rating เนี่ย ให้อยู่ในระดับ investment grade ต่อไปนะฮะ วันนี้เนี่ย เราลงมือทำ อย่างมุ่งมั่นและตั้งใจนะครับ เพื่อวางรากฐานนะฮะ อย่างมั่นคงในอนาคตนะฮะ ให้ไทยออยล์เนี่ย เติบโตนะครับ แล้วบริษัทก็ขอยืนยันว่าเราจะส่งมอบโครงการ CFP ได้ตามแผนที่วางไว้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นแล้วก็บริษัทครับ ขอบคุณครับ

Operator

Thank you. That concludes our call for today.

We appreciate your time and your continued interest in Thai Oil. Have a good day.