AAPICO Hitech Public Co. Ltd.

AAPICO Hitech Public Co. Ltd.

15.20
THB
+0.10
(+0.66%)
2.58EPS
5.65P/E
4.67BMarket Cap
Nov 16Next Earn

Q2 FY2026 · Earnings Call TranscriptAugust 28, 2026

วันนี้ดิฉันพบอารี บุณรสรัตนกุลนะคะ มาพร้อมกับคุณเย็บซินหู CFO นะคะ แล้วก็คุณเย็บซูชวนที่เป็น CEO ของเรา ค่ะ สำหรับอ agenda ในวันนี้นะคะ เราจะเริ่มจากข้อมูลทั่วไปของทางบริษัทนะคะ ตามด้วยผลประกอบการของบริษัทประจำไตรมาสที่ 2 ลำดับถัดไปจะเป็นกลยุทธ์ทิศทางของบริษัทนะคะ ตามด้วยยานยนต์ไฟฟ้า และช่วงสุดท้ายเป็นถามตอบนะคะ บริษัท Abico Hi-Tech นะคะ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1996 นะคะ และได้เข้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2022 ปัจจุบันกลุ่มผู้ถือหุ้นหลักของเรานะคือกลุ่มของคุณเย็บซูชวน ซึ่งเป็นประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท โดยปัจจุบันถือหุ้นอยู่ที่ 39.21% นะคะ โดยเรามีบริษัทย่อยและบริษัทจำนวน 52 บริษัททั่วโลก แบ่งเป็น 32 บริษัทในไทยและ 20 บริษัทในต่างประเทศ ในส่วนของธุรกิจหลักนะคะมี 3 ธุรกิจหลักด้วยกัน ได้แก่ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งคิดเป็น 69% ของรายได้ ธุรกิจการจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการ ที่เป็น 31% ของรายได้ และธุรกิจเทคโนโลยีการเชื่อมต่อและ IoT มีสัดส่วนรายได้น้อยกว่า 10% บริษัท Abico ได้รับการจัดอันดับเครดิตเรตติ้งจาก CRSK Deloitte และเราได้รับการประเมิน CG Score ที่ระดับ 4 ดาว รวมถึงได้รับการคัดเลือกจากสถาบันไทยพัฒน์ ให้เข้าอยู่ใน Universe ของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100 ในปี 2025 รวมถึงเราได้รับการรับรองจาก CAC โดยในปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 5,600 ล้านบาทค่ะ ในส่วนของฐานการดำเนินงานจะเห็นได้ว่าเรามีฐานการดำเนินงานในหลากหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย จีน โปรตุเกส และสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีออฟฟิศที่สหราชอาณาจักร เยอรมัน และประเทศสิงคโปร์ค่ะ สำหรับสัดส่วนรายได้ตามภูมิประเทศสำหรับครึ่งปีแรกนะคะ จะเห็นว่ารายได้ของเราส่วนใหญ่มาจากประเทศไทย โดยอยู่ที่ 50% โดยแบ่งเป็นออโตพาร์ต ที่ 39% และดีลเลอร์ชิปที่ 11% มาเลเซียมีสัดส่วนที่ 24% แบ่งเป็นออโตพาร์ตที่ 4% และดีลเลอร์ชิปที่ 20% ในส่วนของประเทศโปรตุเกสและจีนนะคะ ทำออโตพาร์ต โดยมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 21% และ 50% ตามลำดับนะคะ สำหรับครึ่งปีแรกจะเห็นได้ว่ารายได้รวมของกลุ่มลดลงที่ 2.2% ในขณะที่ยอดผลิตรถยนต์ในประเทศไทยลดลงเช่นเดียวกันที่ประมาณ 1% โดยถ้าเราพิจารณานะคะ ยอดขายตามแต่ละประเทศก็จะเห็นได้ว่ายอดขายจากประเทศไทยลดลงที่ 12.4% จากธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มียอดขายลดลง สำหรับยอดขายในประเทศมาเลเซียเพิ่มขึ้น 12.2% จากธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์โปรตอนและมิตสูที่เติบโตขึ้น สำหรับยอดขายในประเทศโปรตุเกสเติบโตที่ 14.1% จากยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น รวมถึง New Car แล้วก็ New Program ที่ทางบริษัทได้รับ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ยอดขายในประเทศจีนลดลงที่ 8. 7% จากการแข่งขันทางด้านราคาที่สูง ในส่วนของธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์นะคะ จะเห็นได้ว่ากลุ่มบริษัทของเรามีโรงงานทั้งในประเทศไทย ประเทศจีน ประเทศโปรตุเกส และประเทศมาเลเซีย โดยผลิตภัณฑ์ของเราแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลักนะคะ ได้แก่ Metal Forming, Plastic, Casting, Forging and Machining และ Tooling ค่ะ ในส่วนของ Joint Venture และ Technical Partner บริษัทมีพันธมิติทางธุรกิจระยะยาวกับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลกได้แก่ Aisin, Minth, Purem, Sano, Solidia, Zunno, Tanaka, Seiko และ Ford นะคะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีในแต่ละผลิตภัณฑ์ สำหรับฐานลูกค้าของเรา บริษัทผลิตชิ้นส่วนให้กับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เกือบทุกราย โดยในครึ่งปีแรกนี้นะคะ ลูกค้าหลักคือ Isuzu ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 21% โดยชิ้นส่วนหลักที่บริษัทของเราผลิตให้กับ Isuzu นะคะคือ Chassis Frame หรือโครงล่างของรถกระบะรองลงมาเป็น Dana ที่ 7% นะคะ Omobio ที่ 6% AAT 5% Proton และ Ford แล้วก็ Deutsche นะคะ เท่ากันที่ 4% Linamar และ Talaco อยู่ที่ 3% ค่ะ ในส่วนของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการ ธุรกิจนี้มีสัดส่วนรายได้ที่ประมาณ 31% ของรายได้สำหรับครึ่งปีแรกนี้นะคะ โดยปัจจุบันบริษัทมีโชว์รูมและศูนย์บริการจำนวนรวม 17 แห่งนะคะ โดยแบ่งเป็นประเทศไทย 10 แห่ง และประเทศมาเลเซียที่ 7 แห่ง สำหรับประเทศไทยนะคะ เราเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ Mitsubishi และ MG ในขณะที่ประเทศมาเลเซียเราเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Honda แล้วก็ Proton นะคะ สำหรับครึ่งแรกของปีนี้นะคะ จะเห็นได้ว่าสัดส่วนรายได้หลักมาจากเครื่องยนต์ที่ 31% Honda ที่ 29% Mitsubishi ที่ 20% และ MG ที่ 16% ค่ะ ในส่วนของธุรกิจเทคโนโลยีการเชื่อมต่อและ IoT นะคะ บริษัทมีฐานการดำเนินงานอยู่ในประเทศไทย โดยสำหรับสินค้าและบริการของเราแสดงออกเป็น 6 กลุ่มหลักด้วยกันดังนี้นะคะ ก็จะประกอบด้วย Power AI, Power Tracking, Power Smart, Power Mapping, Power Fleet และ Power Business ค่ะ โดยรายได้หลักสำหรับครึ่งปีแรกนะคะจะมาจากกลุ่ม Power Fleet ที่ 91% Power Smart ที่ประมาณ 6% และ Power Map ที่ 3% ค่ะ ในส่วนของลูกค้าหลักของบริษัทนะคะ ได้แก่ Cino Thai ธนาคารอาคารสงเคราะห์ Grab, ASM, Wingspan, Honda และบริษัทมีไทยค่ะ สำหรับผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้นะคะ รายได้รวมเพิ่มขึ้น 1.7% นะคะ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ลดลงที่ 4.7% ในขณะที่รายได้ในส่วนของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เพิ่มขึ้น 16.8% เพื่อการเติบโตของยอดขายจากฐานการดำเนินงานในโปรตุเกสและประเทศมาเลเซียสามารถช่วยชดเชยการลดลงของยอดขายจากฐานการดำเนินงานในประเทศไทยและจีนได้นะคะ ในส่วนของต้นทุนขายและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% ไปอยู่ที่รายได้ โดยกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 17.4% นะคะ มาอยู่ที่ 564.

9 ล้านบาทนะคะ และสำหรับ Gross Profit Margin ของเรานะคะ ปรับตัวดีขึ้นจาก 7.7% มาอยู่ที่ 8.5% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวดีขึ้นของการดำเนินงานในประเทศโปรตุเกส ซึ่งไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้วนะคะ ทางโปรตุเกสเนี่ยได้รับผลกระทบจากการแบล็กเอาท์นะคะ หรือว่าเหตุไฟฟ้าดับส่งผลทำให้ต้นทุนขายในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารนะคะเพิ่มขึ้นจาก 426.3 ล้านบาท เป็น 470.2 ล้านบาทนะคะ และในส่วนของรายได้อื่นนะคะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.5% มาอยู่ที่ 109 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนมีจำนวน 6. 3 ล้านบาท อัตราเทียบกับผลขาดทุน 5.2 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้วนะคะ ซึ่งหลักๆ เกิดจากรายการทางการค้าที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัท โดยมีแรงสนับสนุนมาจากยอดจำหน่ายของรถยนต์โปรตอนในประเทศมาเลเซียที่เพิ่มสูงขึ้นนะคะ รวมถึงยอดจำหน่ายรถยนต์ MG ในประเทศไทยนะคะ สำหรับกำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.8% นะคะ มาอยู่ที่ 1,243 ล้านบาท และ gross profit margin ของเรานะคะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 8.6% เป็น 9.4% โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจในประเทศโปรตุเกส สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารนะคะ เพิ่มขึ้น 8.4% จาก 825.

3 ล้านบาท เป็น 894.5 ล้านบาทนะคะ ในส่วนของรายได้อื่นลดลงเล็กน้อยนะคะ ในขณะที่ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนมีจำนวน 0.7 ล้านบาทนะคะ เทียบกับผลขาดทุนที่ 3.7 ล้านบาทในครึ่งแรกของปีที่แล้วนะคะ สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้านะคะ อยู่ที่จำนวน 182.2 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจาก 125.5 ล้านบาท จากผลประกอบการที่ดีขึ้นของกิจการร่วมค้าของเรานะคะ ในส่วนของต้นทุนทางการเงินสุทธินะคะ ปรับตัวลดลงจำนวน 21. 2 ล้านบาท โดยลดลงจาก 129.3 ล้านบาท มาอยู่ที่ 108.1 ล้านบาท และในส่วนของกำไรสุทธินะคะ อยู่ที่ 509.7 ล้านบาท เทียบกับ 414.3 ล้านบาทในครึ่งแรกของปีที่แล้วนะคะ และใน profit margin ของเราได้ปรับตัวดีขึ้นจาก 3.1% เป็น 3.

9% นะคะ โดยเป็นผลมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นนะคะ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งต้นทุนทางการเงินสุทธิและประสิทธิภาพที่ดีขึ้นค่ะ สำหรับธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของเรานะคะ จะเห็นได้ว่ารายได้ในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวลดลง 4.7% นะคะ จาก 4,595 ล้านบาท เป็น 4,381 ล้านบาทนะคะ โดยรายได้จากประเทศไทยนะคะปรับตัวลดลงเนื่องจากหลายปัจจัยนะคะ ปัจจัยที่ 1 ก็คือ ราคาวัตถุดิบเหล็กที่ปรับลดลงทำให้ราคาขายเฉลี่ยลดลงนะคะ ในส่วนของปัจจัยที่ 2 นะคะ ก็จะมาจากปริมาณการผลิตที่ลดลงตามยอดผลิตรถยนต์ในประเทศไทยนะคะ และลำดับที่ 3 นะคะ ก็คือการสิ้นสุดคำสั่งผลิตของรถยนต์ไฟฟ้าของโปรตอนค่ะ สำหรับยอดขายจากประเทศจีนนะคะ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยนะคะ ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันทางด้านราคาแล้วก็การแข่งขันที่สูงค่ะ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเนี่ย ยอดขายจากการดำเนินงานในประเทศโปรตุเกสแล้วก็ประเทศมาเลเซียของเรานะคะ มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งนะคะ โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 16.6% และ 71.1% ตามลำดับนะคะ จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงชิ้นส่วนแล้วก็โปรแกรมใหม่ที่ทางบริษัทได้รับนะคะ โดยภาพรวมแล้วนะคะ ก็จะเห็นได้ว่าการกระจายการดำเนินงานที่กระจายตัวในหลายประเทศนะคะ สามารถช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงเฉพาะประเทศได้ โดยจะเห็นได้ว่าการเติบโตในประเทศโปรตุเกสแล้วก็ประเทศมาเลเซียเนี่ยสามารถชดเชยผลกระทบจากการปรับลงของรายได้ในประเทศไทยแล้วก็ประเทศจีนได้บางส่วนนะคะ แล้วก็สำหรับครึ่งแรกของปี 2569 นะคะ ก็จะเห็นได้ว่ารายได้ลดลงที่ 5.2% จาก 9,417 ล้านบาทนะคะ เป็น 8,927 ล้านบาท ในส่วนของความสามารถในการทำกำไรนะคะ จะเห็นได้ว่า EBITDA ในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 198 ล้านบาท คิดเป็น EBITDA margin ที่ 4.5% โดยปรับตัวดีขึ้นจาก 2. 8% ในไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้วนะคะ และสำหรับครึ่งแรกนะคะ EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 455 ล้านบาท หรือ 4.8% เป็น 500 ล้านบาท หรือ 5.6% นะคะ โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากการผลิตในประเทศโปรตุเกส สำหรับธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการของเรานะคะ รายได้ในไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 16.9% นะคะ มาอยู่ที่ 2,243 ล้านบาทนะคะ และสำหรับครึ่งแรกของปีนะคะ เพิ่มขึ้น 4.9% มาอยู่ที่ 4,026 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักนะคะ มาจากยอดขายจากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในประเทศมาเลเซียนะคะ ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากยอดจำหน่ายรถยนต์โปรตอนที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งนะคะ จากความสำเร็จในการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าโปรตอน Emas นะคะ แล้วก็โปรตอนเนี่ยมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องนะคะ โดยสำหรับตลาด EV ในประเทศมาเลเซียนะคะก็ยังขยายตัวอย่างรวดเร็วแล้วก็โปรตอนเนี่ยได้ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของประเทศนะคะ ในขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าที่ประเทศมาเลเซียปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากการแข่งขันที่รุนแรง สำหรับในส่วนของประเทศไทยนะคะ รายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากยอดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ MG นะคะ ที่เติบโตตามความต้องการของรถ EV และ HEV ซึ่งสามารถช่วยชดเชยยอดจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิที่ลดลงได้บางส่วนนะคะ ทางด้านความสามารถในการทำกำไรนะคะ EBITDA ของเราในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาทนะคะ หรือคิดเป็น 0.1% จากการแข่งขันที่รุนแรง รวมถึงมีรายการปรับปรุงประมาณการรายได้จาก incentive ของภาครัฐนะคะ โดยหากไม่รวมรายการพิเศษ ชาย EBITDA ก็จะอยู่ที่ประมาณ 0% และสำหรับ EBITDA ในช่วงครึ่งแรกของปีอยู่ที่ 24 ล้านบาทนะคะ หรือคิดเป็น 0.

6% ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 นะคะ จะเห็นได้ว่าบริษัทมี return on equity อยู่ที่ 7.10% และ return on assets อยู่ที่ 3.6% ในขณะที่ ICI อยู่ที่ 4 เท่า และหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อ EBITDA อยู่ที่ 2.4 เท่าค่ะ ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่ยังคงแข็งแกร่งและผลประกอบการที่ปรากฏขึ้น ในส่วนของสถานะทางการเงินนะคะ บริษัทมีงบทุนที่แข็งแกร่ง โดย ณ เดือนมิถุนายน 2026 นะคะ บริษัทมีหนี้สินที่มีดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 3,700 ล้านบาทนะคะ และมีหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสุทธินะคะอยู่ที่ 3,233 ล้านบาท โดยมี interest bearing debt to equity อยู่ที่ 0.5 เท่า และ total liabilities to equity อยู่ที่ 1 เท่า ซึ่งยังคงอยู่ในเงื่อนไขทางการเงินที่บริษัทมีกับสถาบันการเงินนะคะ และนอกจากนี้อัตราส่วนหนี้ระยะยาวต่อ EBITDAนะคะอยู่ที่ประมาณ 1.2 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการรองรับโอกาสการลงทุนใหม่ในอนาคตค่ะ สำหรับกลยุทธ์และทิศทางของบริษัทค่ะ จะเห็นได้ว่าสำหรับปี 2026 นะคะ สอมอทอได้ปรับลดการประมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยลงจาก 1. 5 ล้านคัน เป็น 1.45 ล้านคันนะคะ โดยโครงการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ 550,000 คัน และลดเป้าการผลิตเพื่อการส่งออกอยู่ที่ 900,000 คันนะคะ จากความไม่แน่นอนของตลาดส่งออก สถานการณ์ในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้า และการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าจีนค่ะ โดยจะเห็นได้ว่าปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยลดลงจากประมาณ 2.4 ล้านคันในปี 2012 ถึง 2013 นะคะ เหลืออยู่ที่ประมาณ 0.5 ล้านคันในช่วง 2-3 ปีนี้นะคะ แต่ในส่วนของบริษัทเองเนี่ยก็ยังคงรักษาระดับยอดขายจากฐานการผลิตในประเทศไทยไว้ได้ในระดับเดิมนะคะ 14.4% อยู่ที่ 28,000 คัน โดยสาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของตลาดสำคัญนะคะ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางนะคะ สำหรับอวกาศครึ่งปีของปีนี้นะคะ จะเห็นได้ว่าปริมาณการผลิตลดลงเล็กน้อยที่ 1% อยู่ที่ 7 แสน 17,000 คันนะคะ โดยสำหรับยอดขายในประเทศนะคะ เติบโตขึ้นที่ 14.6% นะคะ แล้วก็ยอดส่งออกเนี่ยลดลงที่ 8.

3% นะคะ หลัก ๆ มาจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเส้นทางการส่งนะคะ แล้วก็การแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนค่ะ สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศไทยนะคะ สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ จะเห็นได้ว่าเพิ่มขึ้นที่ 14.6% โดยจะเห็นได้ว่าสำหรับครึ่งแรกของปีนี้นะคะ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ BEV และรถยนต์ไฮบริด HEV นะคะ ยังคงมีการเติบโตอย่างแข็งแรง โดยรถยนต์ BEV ยังคงมีการเติบโตด้วยยอดขายสูงสุดที่จำนวนกว่า 600 คัน หรือเติบโตที่ 92.8% ตามมาด้วย HEV นะคะ ที่ประมาณ 70,400 คัน คิดเป็นการเติบโตที่ 21.8% ส่วนรถยนต์ที่มียอดขายลดลงหลัก ๆ นะคะ ก็จะเป็นเครื่องยนต์สันดาปค่ะ สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศมาเลเซียเติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 3.1% ที่ประมาณ 380,353 คัน โดยการเติบโตส่วนใหญ่มาจากกลุ่มรถยนต์นั่งนะคะ โดยสำหรับในปีนี้นะคะ สมาคมยานยนต์มาเลเซียคาดการณ์ว่ายอดขายก็จะอยู่ที่ประมาณ 8 แสนคัน สำหรับกลยุทธ์และทิศทางของบริษัทนะคะ จะเห็นได้ว่าเรามีเป้าหมายในการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลก จะเห็นได้ว่าปัจจุบันเรามีฐานการดำเนินงานในประเทศไทย มาเลเซีย จีน โปรตุเกส และสหรัฐอเมริกา โดยเรายังคงมองหาโอกาสในการเติบโตที่แข็งแรงมากขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานลูกค้าหลักบริษัทค่ะ สำหรับโอกาสในตลาดยานยนต์โลกนะคะ พลยุทธ์ของเรานะคะ เราไม่ได้มองเพียงแค่โอกาสในการเติบโตในประเทศไทยเท่านั้นนะคะ แต่เรายังคงมองหาโอกาสในการเติบโตในตลาดโลกด้วยนะคะ จากข้อมูลการผลิตรถยนต์ทั่วโลก ก็จะเห็นได้ว่าประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นนะคะ ยังคงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ในขณะที่ประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในท็อปเทนนะคะ แต่ว่าด้วยปริมาณการผลิตเนี่ย ก็ยังคิดเป็นสัดส่วนร้อยอยู่นะคะ ก็จะอยู่ที่ประมาณ 1.6% ของยอดการผลิตทั่วโลก ซึ่งจากกราฟทางด้านขวา ก็จะเห็นได้ว่าในปี 2025 เนี่ย ปริมาณการผลิตรถยนต์ทั่วโลกเนี่ยอยู่ที่ประมาณ 93 ล้านคัน แล้วก็คาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 100 ล้านคันในปี 2033 นะคะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นโอกาสในการขยายตัวในตลาดโลก และก็การเติบโตของธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ในระยะยาวค่ะ สำหรับ key milestone ของเรานะคะ ทางบริษัทได้เข้าสู่ทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และธุรกิจของเราได้มีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญและก็ต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการเข้าซื้อกิจการบูมงานนะคะ รวมถึงเรามีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน และขยายการดำเนินงานไปต่างประเทศนะคะ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน มาเลเซีย โปรตุเกส และสหรัฐอเมริกา และสำหรับปี 2025 จนถึงปัจจุบัน มีสองเหตุการณ์ที่สำคัญนะคะ ได้แก่ลำดับแรกจะเป็นการเข้าถือหุ้น 40% ในบริษัท Amchar ประเทศมาเลเซีย รวมถึงเรามีการจัดตั้งบริษัท Amchar ประเทศไทยนะคะ ซึ่งถือหุ้นรวม 68. 99% เพื่อขยายธุรกิจสู่ธุรกิจพลังงานใหม่ ลำดับที่สองนะคะจะเป็นการขยายฐานการดำเนินงานเข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยการจัดตั้ง joint venture นะคะ ภายใต้ชื่อ Solesia Abico โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 50% นะคะ และในปี 2025 ด้าน ESG เราได้รับ CG Rating ที่ระดับ 4 ดาว แล้วก็เราอยู่ใน GSC 100 อย่างต่อเนื่องค่ะ สำหรับลูกค้าของบริษัทนะคะ เราผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำเกือบทุกรายในอุตสาหกรรมค่ะ เช่น อีซูซุ ฟอร์ด นิสสัน โตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ รวมถึงแบรนด์จีนนะคะ อย่างเช่น MG BYD Great Wall และชั้นอื่นค่ะ อายุเฉลี่ยของรถยนต์นั่งทั่วไปนะคะจะอยู่ที่ 5 ปี แต่ว่าถ้าเป็นรถกระบะ ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของเรานะคะ อายุเฉลี่ยก็จะอยู่ที่ประมาณ 10-12 ปี ซึ่งโดยปกติชิ้นส่วนที่ผลิตในรถยนต์แต่ละรุ่นก็จะมีผู้ผลิตเพียงแค่รายเดียว ดังนั้นเมื่อบริษัทได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์รุ่นนั้นแล้ว บริษัทก็จะได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดอายุของรถยนต์รุ่นนั้น ๆ ค่ะ สำหรับยานยนต์ไฟฟ้านะคะ จะเห็นได้ว่าผลกระทบจากยานยนต์ไฟฟ้าค่ะ แทบไม่ได้มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาวนะคะ เนื่องจากชิ้นส่วน 95% ของเราเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนพลาสติก และชิ้นส่วนโลหะตีอัดขึ้นรูปนะคะ จะยังคงอยู่ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วนะคะ ชิ้นส่วนที่จะหายไปก็จะเป็นชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอจิ้งพาร์ts แล้วก็ถังน้ำมันสำหรับกรณีที่เป็นดีเซลค่ะ ซึ่งก็จะมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 5% ของรายได้รวมของกลุ่มค่ะ สำหรับกราฟทางด้านขวานะคะ จะเห็นได้ว่าปัจจุบันเนี่ยคาดการว่าจะมีสัดส่วนการผลิตของรถ ICE HEV แล้วก็ BEV อยู่ในสัดส่วน 33%, 29% และ 38% ตามลำดับค่ะ สำหรับ EV parts นะคะ และ HEV parts ที่ทางบริษัทผลิตนะคะ ก็จะมีดังต่อไปนี้นะคะ สำหรับ EV parts ที่เราผลิตในประเทศไทยนะคะ ก็จะเป็นชิ้นส่วนประเภทโลหะขึ้นรูป และการประกอบชิ้นส่วนโลหะตีอัดขึ้นรูป หรือ CMP นะคะ โดยลูกค้าหลักก็จะได้แก่ BYD ชั้นอื่น แล้วก็อีซูซุนะคะ แล้วก็สำหรับ HEV parts นะคะ ที่เราผลิตในประเทศไทย ก็จะเป็นชิ้นส่วนกลุ่มเดียวกันแต่จะมีเพิ่มพลาสติก parts ขึ้นมา โดยลูกค้าหลักก็จะได้แก่ Great Wall Motors โตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ นิสสัน แล้วก็อาจิต สำหรับ EV และ HEV parts ที่เราผลิตในประเทศโปรตุเกสนะคะ ก็จะเป็นชิ้นส่วนประเภทเหล็กขึ้นรูปโลหะ โดยสำหรับกลุ่มลูกค้าหลักนะคะ ก็จะมี BMW, Volkswagen, Nissan, Ford, Mercedes-Benz เป็นต้นนะคะ สำหรับ closing remark ในวันนี้นะคะ สำหรับไตรมาสที่ 2 ของปีนี้นะคะ จะเห็นได้ว่าแม้ว่าตลาดยานยนต์ในประเทศไทยยังคงอยู่ในภาวะที่ท้าทาย แต่ว่าด้วยผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทเนี่ยจะเห็นได้ว่ายังคงมีความแข็งแกร่งนะคะ ด้วยการเติบโตของธุรกิจในประเทศโปรตุเกสและประเทศมาเลเซียสามารถช่วยชดเชยยอดขายที่อ่อนตัวลงในประเทศไทยและประเทศจีน ส่งผลทำให้รายได้รวมของกลุ่มเพิ่มขึ้น 1.7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นประโยชน์ของการมีฐานธุรกิจที่กระจายตัวในหลากหลายประเทศนะคะ ที่สามารถช่วยลดผลกระทบจากความผัน แนวโน้มในปีนี้นะคะ คาดการณ์ว่าระดับรายได้จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาค่ะ โดยด้วยงานในประเทศที่มีความมั่นคง บริษัทมีความเชื่อมั่นในการเติบโตในระยะกลางถึงในระยะยาว รวมถึงการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายค่ะ สำหรับ net profit margin ของเราคาดว่าจะดีกว่าปี 2025 ที่ผ่านมาค่ะ สำหรับการเติบโตเชิงกลยุทธ์ บริษัทมีการขยายการดำเนินงานในระดับโลกนะคะ เราจะเห็นได้จากซอวินเชอร์ในประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ รวมถึงการขับเคลื่อนการเติบโตผ่านชิ้นส่วน EV คำสั่งซื้อใหม่ และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และแม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกนะคะ ทางบริษัทได้มีการติดตามและระมัดระวังต่อความไม่แน่นอนเหล่านี้ค่ะ พร้อมรักษาความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และยังคงเดินหน้าในการสร้างโอกาสการเติบโตโดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนค่ะ สำหรับถัดไปนะคะ จะเป็นส่วนของคำถามค่ะ คำถามแรกนะคะ อัตราการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยที่ชะลอตัว ส่งผลต่ออัตราการใช้กำลังการผลิตและต้นทุนของคาดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 อย่างไร จริง ๆ ปกติ Q2 จะเป็น Q ที่ค่อนข้างวิกค่ะ แต่โดยปกติก็จะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนะคะ utilization เราตอนนี้ก็คือยังเป็น 2 กะอยู่ค่ะ แล้วก็มี O บางวัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับลงกับยี่ห้อแบรนด์ที่เราผลิตให้ค่ะ ค่ะ ขอเพิ่มเติมนะคะ ในส่วนของที่ถามมานะคะ ก็จะเห็นได้ว่า จริง ๆ ไตรมาสที่ 2 ค่ะ gross profit margin ของเราอ่ะค่ะ ก็หลัก ๆ จะมาจากการดำเนินงานในโปรตุเกสที่ผลประกอบการดีขึ้น แล้วก็เรามีการควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น gross profit margin ของเราก็เลยเพิ่มสูงขึ้น คำถามข้อถัดไปนะคะ ในส่วนของสงครามราคาของค่ายรถยนต์ EV ส่งผลกระทบต่อกำไรของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยและมาเลเซียอย่างไร ค่ะ มันจะมีสองค่ะ ถ้าหนึ่งเป็นโรงงานเองค่ะ ชิ้นงานที่เราส่งให้ในค่ายรถ EV นะคะ แต่ว่าถ้าเป็นของ dealer ค่ะ ตัว จริง ๆ แล้วตัว Proton EV ที่เราขายอยู่ตอนนี้ มันขายดีมากนะคะ ก็เลยตัวนั้น margin ค่อนข้างที่จะดี แต่ตัวของทางเองอะ ยังมี price margin ที่ผู้จำหน่ายที่แบรนด์ค่ายมาก็ยังใกล้เคียงกันค่ะ สำหรับข้อถัดไปนะคะ ปัญหาการปฏิเสธให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินสร้างอุปสรรคต่อยอดขายและส่งมอบจริงของบริษัทมากน้อยแค่ไหน อันนี้เชื่อว่ามันน่าจะเป็นปัญหาที่มาสักพักหนึ่งแล้วนะคะ ที่ financial institution เขาค่อนข้างที่จะเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อนะคะ จะเห็นว่าตอน domestic market ของไทยก็จะชะลอนิดหนึ่งนะคะ คำถามถัดไปนะคะ ความเสี่ยงจากการความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบเช่นเหล็กและอัตราแลกเปลี่ยนสามารถส่งผลกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไตรมาสนี้มากน้อยแค่ไหน ที่เคยอธิบายไปนะคะ ของเหล็กเรา เราเรียกว่า centralized purchasing ค่ะ ราคาก็คือจะได้ pass through ลูกค้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นราคาเหล็กถ้ามันขึ้น เราก็จะปรับราคาขายขึ้นได้ ถ้าราคาเหล็กลง เราก็จะปรับราคาเหล็กลงได้ค่ะ แล้วเราจะซื้อในเงินบาทนะคะ ถ้าอย่างนั้นการแลกเปลี่ยนอาจจะไม่มีผล แล้วเราขายให้ลูกค้าเรา เป็น indirect export ค่ะ ใช่ค่ะ ก็จะเป็นเงินบาทที่ exchange rate เราก็จะผลไม่เยอะ มีชิ้นส่วนที่เราซื้อตรงจากต่างประเทศค่ะ แนวโน้มผลประกอบการในการถามของปีนี้เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของยอดขายก็จะอยู่ใกล้เคียงกันนะคะ แล้วก็ถ้าเทียบไตรมาสกับไตรมาสที่ 2 ใช่ไหมคะ เทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ค่ะ ก็อาจจะซอฟต์กว่าเล็กน้อย เพราะว่าในส่วนของประเทศไทยค่ะ จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ในประเทศโปรตุเกสค่ะ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ค่ะ มีวันหยุดอยู่ประมาณ 3 สัปดาห์ค่ะ เพราะฉะนั้นยอดขายจากโปรตุเกสในช่วงไตรมาสที่ 3 ก็จะเป็นช่วงที่ slow สำหรับโปรตุเกสค่ะ คำถามถัดไปนะคะ บริษัทได้รับชิ้นส่วนไปใหม่บ้างหรือไม่ในช่วงครึ่งหลังของปีหรือปีหน้า ของธุรกิจเรา เราจะรับชิ้นงาน เราก็จะรับประมาณ 2 ปีก่อนที่เขาจะ mass production นะคะ ถ้าอย่างนั้นครึ่งปีหลังเนี่ย อาจจะมีพาร์ตใหม่ที่กำลังจะเข้า mass production แต่งานชิ้นนี้เป็นงานที่เรารับมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ช่วงนี้ก็ยังบิดพาร์ตใหม่ ๆ อยู่นะคะ เพราะว่าจะมีค่ายจีนค่ายญี่ปุ่นที่เราก็ยังบิดกันอยู่ งานเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ ค่ะ สำหรับยอดขาย EV ของบริษัทที่อยู่ที่ 10% เหมือน อันนี้น่าจะหมายความว่ามีได้งานจากจีนเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่คะ เหมือนสัดส่วนที่ประมาณ 5% นะคะ ก็คือสัดส่วนของเราที่อยู่ประมาณ 5% นะคะ ยอดผลิตของ EV ปัจจุบันก็อาจจะไม่ได้เยอะมากนะคะ แต่สิ่งที่บริษัทอยากแจ้งคือชิ้นงานของเรามันใช้ในรถ EV แล้วก็ใช้ได้ทั้ง ICE นะคะ ถ้าอย่างนั้นคือมันจะเป็น ICE hybrid แล้วนี้ก็ใช้ชิ้นงานของเราได้ค่ะ ขอทราบผลกระทบของวัตถุดิบที่กระทบกับบริษัทไหนรายมาก ที่เมื่อพี่แจ้งไปก็คือมันก็จะมีราคาเหล็กนะคะที่มันผันผวนเนาะ แต่ว่าราคาเหล็กเนี่ย เราก็จะ pass through ให้ลูกค้านะคะ เราจะปรับราคาขายขึ้นลงตามวัตถุดิบเนาะ ที่เห็นขึ้นเยอะช่วงมีสงครามน่าจะเป็นพลาสติกนะคะ ก็คือราคาขาย แต่ราคาซื้อเราก็ขึ้นมาแล้ว แล้วลูกค้าก็เถยยอยปรับให้เราแล้วค่ะ แต่อันนั้นอาจจะไม่ได้เยอะ ทางบริษัทมีการลงทุนหุ่นหุ่นเพื่อช่วยลดต้นทุนรับผลิตมากน้อยแค่ไหนในแต่ละปีค่ะ อ๋อค่ะ ทุกครั้งที่เราได้โปรเจกต์ใหม่ เราก็จะศึกษาว่าเราจะลงทุนด้วยหุ่นหรือ Sammy Auto นะคะ ถ้าอย่างนั้นอย่างปีนี้เราก็ซื้อหุ่นเพิ่มโปรเจกต์ไปปีก็ประมาณเกือบ 200 ตัวอะไรอย่างเงี้ยค่ะ คือเราก็จะศึกษาก่อนว่าในเนี่ย ที่ผลิตที่ถูกที่สุดมันยังไง เท่าไหร่ แต่ว่าถ้าโปรเจกต์เรา launch ปีหน้าก็มีอยู่ 200 ตัว แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้า product ปัจจุบันที่อาจจะใช้ manual อยู่ แล้วเราเห็นมี solution ที่มันหุ่นที่ทำการผลิตถูกกว่าได้ เราก็อาจจะเถยยอยศึกษาเปลี่ยนค่ะ เพราะฉะนั้นในเครื่องของเราเอง ตอนนี้ก็มีหุ่น ถ้ารวมที่ซื้อมาก็เกือบ 400 กว่าตัวแล้ว อยากทราบว่าไลน์ของการผลิตจะเริ่มผลิตในช่วงไหน ปลายปี 2028 ก็จะอยู่ช่วงปลายปี 2028 ค่ะ ตอนนี้ก็ยังเป็น pre-operating ช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงที่ส่งพวก prototype อะไรอย่างเงี้ยค่ะ โรงงานกำลังสร้างอยู่ รายละเอียดโดนประเภทไหนค่ะ ก็แพลน ปี 28 เราจะอยู่ช่วงฝ่ายปี 2022 ค่ะ ตอนนี้ก็ยังเป็น pre-operating ช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงที่ส่งพวก prototype อะไรอย่างเงี้ยค่ะ โรงงานกำลังสร้างอยู่ รายละเอียดโดยประเภทไหน ค่ะ มันก็ plan capex อยู่ที่ประมาณ ของ Abico เอง ปกติ maintenance capex ก็จะอยู่ประมาณ 400 ถึง 600 ล้านทุกปีค่ะ นอกจากว่ามีโปรเจกต์ใหม่ใหญ่ ๆ ที่มันจะมีมากกว่าเดิม แนวโน้มส่วนประกอบการครึ่งหลังของปีเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก ใกล้เคียงกัน แล้วก็อาจจะซอฟต์นิดหนึ่ง แต่ว่าต่างกันน่าจะไม่เยอะนะคะ เพราะปกติของไทยเองครึ่งปีหลังก็จะ QC ก็มีวันหยุดเยอะ มันก็จะซอฟต์กว่านิดหนึ่งค่ะ ทราบแนวทางที่จะใช้ในการเพิ่มยอดขายของบริษัท Abico Maya ที่ประเทศโปรตุเกส ถ้าดูเทรนด์กลับมาหันไปสองปีที่ผ่านมาจะเห็นเทรนด์เซลส์ของ Abico Maya ค่อย ๆ ที่จะเยอะขึ้นนะคะ อาจจะมีมาจากหลายปัจจัยนะคะ มันก็จะมีตัว auto part เอง เขาก็จะได้ลูกค้าใหม่ ๆ บ้างค่ะ แล้วอีกอันที่สองก็คือ เขาก็ diversify ไป non-auto มันก็เลยเป็นเหตุผลที่เซลส์เขาค่อย ๆ ที่จะเติบโตขึ้นมา ขอทราบความคืบหน้าในการทำ joint venture กับค่ายรถจีน ถ้ากับค่ายรถจีนตอนนี้มีหลายเจ้าที่จะเข้ามาคุยกับเราเนอะ แล้วก็มีหลายโปรดักต์ค่ะ มันก็อยู่ใน process ที่ยังคุยกันอยู่อะค่ะ ถ้ามีอะไรที่เราจะเซ็น เราจะเริ่มผลิต ก็จะต้องแจ้งค่ะ แต่ตอนนี้ค่ายรถจีนก็คุยกับเรามาหลายเจ้า บริษัทมีแผนงานในอนาคตหรือไม่ที่จะตั้งบริษัทผลิตชิ้นส่วนที่สหรัฐอเมริกา อันนี้มีแจ้งไปแล้วนะคะว่ามี ก็คือเราได้โปรเจกต์มาตอนนี้ ก็กำลังสร้างโรงงานอยู่ที่อเมริกา แต่ว่ามี partner นะคะ ถ่างการรายได้อยู่ที่ประมาณปีละเท่าไหร่ อันนี้ก็คือตั้งแต่ปีนี้ยันซึ่งปลายปี 2028 ค่ะ เริ่มจะมีรายได้จริง ๆ อะค่ะ จะเป็น 2029 ค่ะ บริษัทมีแผนที่จะไปตั้งโรงงานที่อินเดียหรือไม่ อาจจะมีโปรเจกต์ที่คุยกันอยู่ แต่ก็ยัง ก็คือถาม...

ขอทราบแผนงานในอนาคตของบริษัท Abico RV ค่ะ Abico RV ก็เป็นบริษัทที่เราจอยกับ Proton เองที่มาเลเซียค่ะ ช่วงนี้เขาก็จะได้งานเยอะมากจาก Proton ค่ะ จะเห็นได้ด้วยยอดขายที่เขาเพิ่มขึ้นนะคะ แต่ก่อนโรงงานนี้เขาผลิต เขาเรียกว่า hot press stamping ค่ะ ก็คือผลิต stamping แบบร้อนนะคะ มันจะเป็นลายเดียวใน South East Asia ที่ใช้วิธีผลิตอันนี้นะคะ แล้วช่วงหลัง ๆ ลูกค้าเราเอง Proton เองก็ให้เราผลิต stamping ปกติด้วยค่ะ เราก็ลงทุนเครื่อง stamping ไป 2 ไลน์ แล้วก็มี assembly ด้วยค่ะ ฉะนั้นตอนนี้ที่นู่นก็จะมี hot press stamping stamping กับ assembly ค่ะ เซลส์เขาก็จะเติบโตค่อนข้างดีในมาเลเซียในปีหน้าค่ะ ขอทราบความคืบหน้าของบริษัท Abico Giga ค่ะ อันนี้ก็ยังคุยกันอยู่ค่ะ คือพอดี เราก็หาพาร์ตเนอร์ที่จะมาคุย แต่เราต้องคุยกับลูกค้าก่อนเรื่อง localize อะไรอย่างเงี้ยก่อนที่จะสร้างโรงงาน ก็อยู่ใน process ที่ใน pipeline ที่เป็นหนึ่งโปรเจกต์ที่อยู่ใน pipeline นะคะถาม เดี๋ยวแป๊บนึงนะคะ เอ๊ะ นิดนึงนะคะ พอดีคำถามมันหายไปค่ะ เดี๋ยวแป๊บนึงนะคะ พอดีคำถามมันหายไปจากจอนะคะ ก็ถ้าจะสรุปก็คิดว่ายอดขายปีนี้ก็ใกล้ ๆ ดีกว่าปีที่แล้วนิดนึง แต่ว่า net profit margin ก็จะดีขึ้น โดยที่ bangbo ของเราก็มีการ turn around เส้นโปรตุเกสอะไรอย่างเงี้ยค่ะ แล้วก็ในเวลาเดียวกันในไทยเองมาเลย์เองก็จะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นนะคะ อย่างของไทยเองเราก็พยายามที่จะ control และ cut cost นะคะ จะเห็นว่าโดยยอดขายที่ใกล้ ๆ กันค่ะ ความสามารถที่ทำกำไรของ Abico ในปีนี้ก็จะดีขึ้นค่ะ ทางบริษัทได้เป็นตัวแทนรถ EV ของค่ายไหนบ้างหรือไม่คะ ตอนนี้ที่ของเรา เราก็ที่มาเลเซีย เราก็จะเป็น Proton eMAS นะคะ อันนี้ก็คือทำ EV เนาะ แล้วก็ของจีนเอง ตอนนี้เรามี MG ในประเทศไทย เป็นดีลเลอร์ MG ค่ะ ถ้าส่วนประกอบการของโรงเรียน Abico ในช่วงครึ่งหลังของปีจะเป็นอย่างไร ก็คิดว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันนะคะ จากคำถามถัดไปนะคะ จากแนวคิดการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ EV ของทางภาครัฐ หากบริษัทเองเรามองเป็นผลบวกนะคะ ว่าการที่ขึ้นภาษีนำเข้า เขาก็ต้อง localize เพิ่มเยอะขึ้นใช่ไหมคะ การผลิตในประเทศไทยก็จะเยอะขึ้น แล้วก็พาร์ตที่ค่ายต่าง ๆ จะซอนในประเทศไทยเองก็จะเยอะขึ้นค่ะ ช่วงนี้เราก็เห็นนะคะ เห็นลูกค้ามาคุยกับเราพาร์ตใหม่ ๆ ค่ะ บริษัทมองว่ากีโกรทไดรเวอร์ที่สำคัญในช่วง 4 ถัดไปอะค่ะ ตั้งแต่ 2020-2029 คืออะไร? key growth driver ของเรา ที่เมื่อกี้แจ้งไปคือในประเทศไทยเองตอนนี้ volume ก็อยู่ประมาณ 1.45 ล้านคันเนาะ จากช่วงพีคปลายปีที่แล้วที่อยู่ 3.4 ล้านคัน แล้วถ้าดูเซลส์ของ Abico เองอะ มันจะไม่ได้ดรอปตามใน industry นะคะ คือเราพยายามจะทำชิ้นงานใหม่ ๆ ค่ะ เราก็เริ่ม win order กับลูกค้าใหม่ ๆ แล้วก็ลูกค้าจีนเองที่เข้ามา เราก็ได้ product ใหม่จากเขา ฉะนั้นก็เลยเป็น key ของเราในประเทศไทยนะวันนี้ที่คิดเซลส์ละกันใน volume ที่ดรอป แล้วในเวลาเดียวกันจะเห็นเซลส์ proportion ของต่าง Abico ก็เริ่มเยอะขึ้น ตอนนี้ประเทศไทยก็จะอยู่ประมาณ 50% เราก็จะไป growth ที่จีน มาเล โปรตุเกส ฉะนั้นเราก็จะมีส่วนนั้น แล้วก็โรงงานใหม่เราจะสร้างที่ USA ก็จะเข้ามามี contribution ตอนปลายปี 28 แล้วก็น่าจะเริ่มเห็นตัวเลขจริงจัง 2029 ค่ะ ฉะนั้นก็คือเรามีสอง strategy growth ในไทยกับต่างประเทศค่ะ ทางบริษัทมองการเติบโตในปี 2024 อย่างไร ก็จริง ๆ เราก็ growth ตาม industry นะคะ ทางประเทศไทย บวกกับชิ้นงานใหม่ที่เราได้มาเนาะ ที่เคยแจ้งไปตัว Excel ที่กำลังจะเข้าสู่การ mass production ปีนี้นะคะ แต่ volume ที่เราจะเห็นได้ชัดขึ้น มันจะ add ขึ้นมาอีกประมาณ 200 ล้านปีหน้านะคะ แล้วก็มีต่างประเทศที่มาเลย์ปีหน้าที่บอกว่า เพราะเขาได้งานใหม่ ๆ จากลูกค้า เช่นงานใหญ่ ๆ ก็โปรดักต์ใหม่ ๆ อย่างเงี้ย ที่มาเลย์ก็จะเห็นค่อนข้างเยอะค่ะ ไม่มีคำถามแล้วนะคะ ค่ะ บริษัทอปิโกไฮเทคจำกัดมหาชนนะคะ ขอบคุณคุณพัฒนนะคะที่เข้าร่วมรับชมการแถลงผลประกอบการในวันนี้นะคะ พบกันไปมาส่านหน้านะคะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ