CP ALL Public Company Limited

CP ALL Public Company Limited

44.00
THB
+0.25
(+0.57%)
3.81EPS
13.68P/E
416.59BMarket Cap
Nov 06Next Earn

Q3 FY2025 · Earnings Call TranscriptNovember 17, 2025

ศิตาทวัญ สุมิตรเหมาะ

สวัสดีท่านนักลงทุนทุกท่านนะคะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การแถลงบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน สำหรับผลการประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ค่ะ วันนี้นะคะ ดิฉัน ศิตาทวัญ สุมิตรเหมาะ Investor Relations พร้อมกับคุณปัณฑารีย์ นันทนาคม Investor Relations General Manager นะคะ จะมารายงานผลการประกอบการแล้วก็ตอบคำถามท่านนักลงทุนทุกท่านค่ะ แล้วก็เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลานะคะ ก็ขออนุญาตเริ่มต้นการแถลงผลการประกอบการเลยค่ะ สำหรับงบการเงินไตรมาส 3 ของปี 2568 ที่เพิ่งได้มีการประกาศไปเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้วอะนะคะ ก็ถึงแม้ว่าในไตรมาส 3 อะค่ะ จะมีหลากหลายปัจจัยที่เป็นความท้าทายอะนะคะ แต่ว่าถ้าดูผลประกอบการในไตรมาส 3 อะค่ะ ก็จะเห็นว่ามีการปรับตัวดีขึ้นในทุกๆ มิตินะคะ ในส่วนนี้ก็จะยังคงมาจากกลยุทธ์ของบริษัทนะคะ แล้วก็กิจกรรมต่างๆ ที่เราก็ยังคงดำเนินกันมาอย่างต่อเนื่องค่ะ ในส่วนผลประกอบการนะคะ ก็ขออนุญาตเริ่มต้นที่ด้านล่างก่อนนะคะ จะเป็นงบการเงินเฉพาะกิจการ หรือว่าของธุรกิจร้านสะดวกซื้อนะคะ ในไตรมาส 3 ของปีนี้นะคะ รายได้รวมปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 6% นะคะ มาปิดอยู่ที่ 122,700 ล้านบาทค่ะ ในส่วนนี้นะคะ ก็จะยังคงมาจากความสามารถในการที่จะตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้รับสินค้าและบริการอย่างสะดวกสบายนะคะ แล้วก็ทั่วถึงทุกที่ทุกเวลาค่ะ แล้วก็ถัดจากรายได้นะคะ มาดูในส่วนของกำไรขั้นต้น ก็จะเห็นว่ามีการปรับตัวดีขึ้นเช่นเดียวกันจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วนะคะ ก็จะเห็นว่าปรับเพิ่มขึ้นทั้งในแง่เม็ดเงินบาท แล้วก็ในแง่ margin เลย ซึ่งในส่วนนี้ก็ยังคงมาจากกลยุทธ์ด้านสินค้าของบริษัทนะคะ ที่มุ่งเน้นที่จะเพิ่มยอดขายของสินค้าที่มี margin สูงค่ะ โดยในไตรมาส 3 นี้นะคะ อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30 basis points จากไตรมาส 3 ของปีที่แล้วนะคะ มาปิดอยู่ที่ 29.4% ค่ะ แล้วก็ด้วยการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพนะคะ ก็เลยส่งผลให้กำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ หรือว่า EBIT นะคะ ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งในแง่เม็ดเงินบาท แล้วก็เปอร์เซ็นต์ต่อรายได้รวมเช่นเดียวกันค่ะ ทั้งหมดนี้ที่กล่าวไปนะคะ ก็เลยส่งผลให้ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาในงบการเงินเฉพาะกิจการนะคะ ก็สามารถรายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 5,200 ล้านบาทนะคะ เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 16.4% ค่ะ แล้วก็ถ้าเกิดเราขยับมาดูทางด้านบนนะคะ จะเป็นงบการเงินรวมค่ะ ก็จะเห็นเป็นภาพคล้ายๆ กันกับในงบการเงินเฉพาะกิจการนะคะ ในไตรมาส 3 ที่ปิดไปค่ะ รายได้รวมปิดอยู่ที่ประมาณ 250,000 ล้านบาทนะคะ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้วประมาณ 3.9% ค่ะ ในส่วนนี้ก็จะยังคงมาจากทุกๆ กลุ่มธุรกิจของเรานะคะ แล้วก็ด้วยความสามารถในการทำกำไรอะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นกำไรขั้นต้นนะคะ หรือว่า EBIT อะค่ะ ก็เลยส่งผลให้ในไตรมาส 3 ที่ปิดไปนะคะ เราสามารถรายงานกำไรสุทธิในงบการเงินรวมได้อยู่ที่ 6,597 ล้านบาทนะคะ เติบโตขึ้นจากไตรมาส 3 ของปีที่แล้วประมาณ 17.6% ค่ะ เมื่อสักครู่ก็จะเป็นภาพของไตรมาส 3 นะคะ คราวนี้ถ้าเกิดเราขยับมาดูเป็น 9 เดือนแรกของปีนี้นะคะ โดยรวมก็จะยังเห็นเป็นภาพที่คล้ายกัน ก็คือมีการปรับตัวดีขึ้นในทุกๆ มิติเช่นเดียวกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นด้วยกลยุทธ์ด้านสินค้า หรือว่าความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ได้เรียนไปเมื่อสักครู่อะนะคะ ก็เลยทำให้ใน 9 เดือนแรกของปีนี้ในงบการเงินรวมนะคะ รายได้รวมของเราเติบโต 4.1% จาก 9 เดือนแรกของปีที่แล้วนะคะ ส่วนกำไรสุทธินะคะ ก็เพิ่มขึ้น 15.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วค่ะ ในส่วนถัดมานะคะ ก็จะแสดงให้เห็นถึงรายได้และกำไรก่อนหักรายการระหว่างกันนะคะ แบ่งตามกลุ่มธุรกิจ ก็ถ้าเริ่มจากพายชาร์ตด้านบนนะคะ ก็จะแสดงถึงรายได้ก่อนหักรายการระหว่างกันค่ะ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ค่ะ ปีนี้นะคะ ประมาณ 53% อะค่ะ ก็จะมาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อแล้วก็ธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ ซึ่งสัดส่วนนี้อะค่ะ ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้วเล็กน้อย อะค่ะ ก็เป็นผลมาจากความสามารถของธุรกิจกลุ่มดังกล่าวที่จะทำให้รายได้เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องนะคะ ส่วนอีก 47% นะคะ ก็จะมาจากธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้าที่อยู่ภายใต้ CP Axtra ค่ะ ส่วนพายชาร์ตด้านล่างนะคะ ก็จะแสดงถึงสัดส่วนของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้นะคะ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ค่ะ ประมาณ 73% อะค่ะ ก็จะมาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อแล้วก็ธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ ค่ะ ส่วนอีก 27% ที่เหลือเนี่ย ก็จะเป็นจาก CP Axtra ค่ะ ถัดมานะคะ ก็มาดูในแง่ของการขยายร้านสาขา แล้วก็การจัดแบ่งสัดส่วนของประเภทร้านสาขากันนะคะ ก็ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมานะคะ ในประเทศไทย 7-Eleven ก็ได้มีการเปิดร้านสาขาใหม่เพิ่มขึ้นทั้งหมด 169 สาขาด้วยกันนะคะ ทำให้ตอนที่ปิดไตรมาส 3 เรามีจำนวนร้านสาขา 7-Eleven ทั้งหมด 15,764 สาขาด้วยกันค่ะ ซึ่งถ้าเรามองในภาพ 9 เดือนแรกของปีนี้นะคะ ก็ได้มีการเปิดสาขาใหม่ไปแล้วทั้งหมด 519 สาขาด้วยกันค่ะ ซึ่งก็เลยคาดว่าเราก็จะสามารถปิดปีตามเป้า 700 สาขาได้เช่นเคยค่ะ ซึ่งถัดมาถ้าเราดูกันในมุมของสัดส่วนของประเภทร้านสาขานะคะ จริงๆ สัดส่วนก็ยังค่อนข้างคงที่จากที่ได้เคยมีการรายงานไปในไตรมาสก่อนหน้านี้นะคะ ถ้าดูกันด้านซ้ายบนนะคะ ก็จะเห็นว่าร้านที่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็จะยังคงมีสัดส่วนอยู่ที่ 42% นะคะ ส่วนร้านที่เป็นต่างจังหวัดเนี่ย ก็จะอยู่ที่ประมาณ 58% ค่ะ ส่วนด้านขวาบนนะคะ ร้านบริษัทก็จะยังคงสัดส่วนไว้ที่ 51% ส่วนอีก 49% ที่เหลือ ก็จะเป็นร้าน SBP แล้วก็ sub-area ค่ะ แล้วก็ทางด้านล่างซ้ายนะคะ ร้านที่อยู่ในปั๊มน้ำมัน ปตท. ก็จะยังคงสัดส่วนไว้ที่ 14% ของร้านสาขาในประเทศไทยทั้งหมดค่ะ ถัดจากประเทศไทย ก็มาดูในมุมต่างประเทศกันบ้างนะคะ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ก็ได้มีการเปิดสาขาเพิ่มในกัมพูชาทั้งหมด 13 สาขานะคะ ปิดไตรมาส 3 มีจำนวนสาขาทั้งหมด 125 สาขาในกัมพูชาค่ะ ส่วนใน สปป.ลาว นะคะ ก็ 9 เดือนแรกเปิดสาขาใหม่ไปทั้งหมด 10 สาขา ปิดไตรมาส 3 ก็มีจำนวนสาขาทั้งหมด 20 สาขาค่ะ สำหรับยอดขาย O2O ของเราที่ประกอบด้วย 7-Delivery แล้วก็ ALL ONLINE นะคะ ในส่วนนี้ก็ยังคงสามารถเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กับยอดขายหน้าร้านนะคะ ทำให้ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้เนี่ย ก็ยังคงสัดส่วนไว้ได้ที่ 21% ของยอดขายรวมทั้งหมดค่ะ ในหน้าถัดมานะคะ ส่วนนี้ก็ต้องขอเรียนว่าโดยปกติแล้วอะค่ะ ไตรมาส 3 ก็จะเป็น low season ของธุรกิจร้านสะดวกซื้ออยู่แล้วนะคะ แล้วก็ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเนี่ย ก็มีทั้งเรื่องของสภาพเศรษฐกิจ สภาพอากาศ แล้วก็การท่องเที่ยวที่ท้าทายตามที่ได้เรียนไปอะนะคะ แต่ว่าบริษัทเราอะค่ะ ก็ยังคงมีการจัดโปรโมชันแล้วก็ปรับกลยุทธ์สินค้าให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าทั้งหลายนะคะ แล้วก็เชื่อว่าท่านนักลงทุนทุกท่านน่าจะได้เห็นแล้วว่าในไตรมาส 3 ของเราอะค่ะ ก็ได้มีการทำสแตมป์แคมเปญ ซึ่งปีนี้นะคะ เราก็ได้มีการจับมือร่วมกันกับน้องหมีเนยนะคะ แล้วก็ Hello Kitty ซึ่งในส่วนสแตมป์ปีนี้อะค่ะ เราก็เห็นการตอบรับที่ดีมากๆ จากลูกค้านะคะ มีการนำสแตมป์เข้ามาแลกเป็นของพรีเมียมอย่างคับคั่งเลยทีเดียวค่ะ แล้วก็นอกจากสแตมป์อะค่ะ เราก็ยังมีการทำโปรโมชันอื่นๆ นะคะ อาจจะมีการจับมือร่วมกับศิลปิน หรือว่า influencer ท่านอื่นนะคะ เพื่อโปรโมตสินค้าของเรา โดยเฉพาะสินค้าอาหารพร้อมทาน แล้วก็เครื่องดื่มพร้อมดื่มที่เราก็ผลักดันกันมาอย่างเสมอนะคะ แล้วก็นอกเหนือจากนั้นเนี่ย ยอดขาย O2O ที่ได้เรียนไปเมื่อหน้าสักครู่ ก็ยังเติบโตได้ดีเช่นกันค่ะ ส่งผลให้ในไตรมาส 3 นะคะ การเติบโตของยอดขายจากร้านเดิม หรือว่า same-store sales growth ของเราอะค่ะ ก็ลบบางๆ เท่านั้นนะคะ ค่อนข้าง flat ก็คือ -0.5% ค่ะ แล้วก็ถ้าเกิดดูในองค์ประกอบอะนะคะ ตัวยอดขายต่อบิลก็ยังทำได้ดีนะคะ อยู่ที่ 86 บาทต่อบิล ซึ่งอาจจะดูว่าลดลงจากไตรมาสที่แล้ว แต่ว่าเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วค่ะ ส่วนจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านต่อร้านต่อวันนะคะ ก็อยู่ที่ 943 คน โดยเฉลี่ยนะคะ ทำให้ไตรมาส 3 อะค่ะ มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันอยู่ที่ 81,300 บาทค่ะ ในส่วนถัดมา ก็จะเจาะลึกลงไปให้เห็นถึงรายละเอียดของยอดขายแล้วก็ margin ของเราแบ่งตามกลุ่มสินค้านะคะ ในไตรมาส 3 ค่ะ ยอดขายจากสินค้ากลุ่มอาหาร หรือว่า food นะคะ ก็สัดส่วนเนี่ยปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 76.5% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากทั้งไตรมาสที่แล้ว แล้วก็ไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วเลยนะคะ อันนี้ก็จะสอดคล้องกับกลยุทธ์ของเรา ที่มุ่งเน้นที่จะเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารและเครื่องดื่มของลูกค้านะคะ ส่วนสัดส่วนของยอดขายสินค้ากลุ่มอุปโภค หรือว่า non-food อะค่ะ ก็ปรับตัวมาอยู่ที่ 23.5% ค่ะ ทางด้านล่างนะคะ ก็จะแสดงให้เห็นถึง margin ของสินค้าของเรานะคะ ถ้าดูที่เส้นสีฟ้าเป็นภาพรวมก่อนนะคะ ก็จะเห็นว่ามีการปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วนะคะ ส่วนเส้นสีเขียวนะคะ ก็จะเป็น margin ของสินค้ากลุ่ม food ก็จะเห็นว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30 basis points จากไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว มาปิดอยู่ที่ 27.5% ค่ะ ซึ่งส่วนนี้นะคะ ตัวที่เป็นสนับสนุนหลักเนี่ย ก็จะยังเป็นกลุ่มเดิมตามที่ได้เคยมีการรายงานท่านนักลงทุนไปนะคะ จะเป็นกลุ่มสินค้าอาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มพร้อมดื่มนะคะ หรือว่าที่เราเรียกกันว่า ready-to-eat แล้วก็ ready-to-drink นะคะ ถ้ายกตัวอย่างสินค้า ก็จะเป็นสินค้าอย่างเช่นขนมหวานแช่เย็นนะคะ หรือว่าอาหารกล่องนะคะ หรือว่าแม้กระทั่งเครื่องดื่มนะคะ กาแฟ หรือว่าเครื่องดื่มอื่นๆ นะคะ ส่วนนี้ก็จะยังคงขายได้ดี แล้วก็ช่วยผลักดัน margin ของสินค้ากลุ่ม food ได้ดีค่ะ ในส่วนเส้นสีส้มด้านบนนะคะ ก็จะเป็น margin ของสินค้ากลุ่ม non-food ก็จะยังคงยืนได้อยู่ที่ประมาณ 29% นะคะ ส่วนนี้สินค้าที่เป็นตัวสนับสนุนนะคะ ก็จะยังเป็นกลุ่ม personal care นะคะ อย่างเช่นยาสีฟันนะคะ สินค้า skin care หรือว่าผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ตลอดจนถึงสินค้ากลุ่ม household แล้วก็ healthcare ด้วยค่ะ ในส่วนถัดมานะคะ ในมุมของค่าใช้จ่ายค่ะ ก็จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายนะคะ ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งในงบการเงินรวม แล้วก็งบการเงินเฉพาะกิจการนะคะ ซึ่งส่วนนี้ก็เป็นไปตามการขยายร้านสาขาของเรานะคะ แต่ว่าโดยรวมอะค่ะ ทางบริษัทก็ยังมีนโยบายที่จะควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ แล้วก็เช่นเคยนะคะ ทางบริษัทก็ยังคงสามารถทำกำไรได้ดี ที่เติบโตดีนะคะ ทั้งในมุมเม็ดเงินบาท แล้วก็ในมุมเปอร์เซ็นต์ หรือว่า margin นะคะ ก็จะเห็นภาพเดียวคล้ายๆ กันนะคะ ทั้งในงบการเงินเฉพาะกิจการของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ตลอดจนถึงงบการเงินรวมของบริษัทค่ะ คราวนี้เราข้ามมาดูในฝั่งของ balance sheet หรือว่าฐานะทางการเงินกันบ้างนะคะ ปิดไตรมาส 3 ในงบการเงินรวมนะคะ เรามีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด 321,000 ล้านบาทนะคะ โดย 87% ของยอดนี้อะค่ะ ก็จะเป็นหุ้นกู้นะคะ ส่วนอีก 13% ที่เหลือ จะเป็นเงินกู้ค่ะ ส่วนในงบการเงินเฉพาะกิจการนะคะ ปิดไตรมาส 3 เรามีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด 212,000 ล้านบาทนะคะ ซึ่งจำนวนนี้ก็ค่อนข้างใกล้เคียงกับตอนที่ปิดไตรมาส 2 นะคะ ซึ่งทั้งหมด 100% ของก้อนนี้นะคะ ก็จะเป็นหุ้นกู้สกุลเงินบาทที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ค่ะ สำหรับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนนะคะ ไตรมาสนี้ก็จะยังระดับเดียวกับไตรมาสที่แล้วนะคะ อยู่ที่ 0.83 เท่า ซึ่งเราก็ยังรักษาให้ต่ำกว่าตัว bond covenant ได้นะคะ ที่ระบุไว้ที่ 2 เท่าค่ะ ส่วนต้นทุนทางการเงินโดยเฉลี่ยนะคะ ก็อยู่ที่ต่ำกว่า 4% เช่นเคยนะคะ แล้วก็อายุโดยเฉลี่ยของหุ้นกู้ก็อยู่ที่ 5 ปีค่ะ ในส่วนสุดท้ายนะคะ สำหรับวงจรเงินสดของเราค่ะ ในส่วนนี้ก็จะยังค่อนข้างเป็นภาพคล้ายๆ กับที่เคยได้มีการรายงานท่านนักลงทุนไปอะนะคะ เราก็ยังสามารถรายงานเป็น negative cash cycle days ได้ ทั้งในงบการเงินรวมและก็งบการเงินเฉพาะกิจการเช่นเคยค่ะ ก็ขออนุญาตจบการนำเสนอผลประกอบการเพียงเท่านี้นะคะ ตอนนี้ก็เริ่มมีคำถามเข้ามาบ้างแล้ว ถ้าเกิดท่านนักลงทุนท่านอื่นมีคำถาม ก็สามารถเขียนเข้ามาได้เลยค่ะ

ปัณฑารีย์ นันทนาคม

ค่ะ ก็สำหรับคำถามนะคะ คำถามแรกแน่นอนก็ต่อจากสิ่งที่น้องได้รายงานไปนะคะ เราปิดไตรมาส 3 เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เราก็เข้าสู่ไตรมาส 4 นะคะ นักลงทุนเองก็ถามว่า แล้วแนวโน้มของไตรมาส 4 เนี่ย เรามองยังไงบ้างนะคะ ก็อย่างที่น้องเรียนแจ้งไปตอนต้นแล้วค่ะ ในมุมของภาคการบริโภคเนี่ย อาจจะยังคงค่อนข้างซอฟต์อยู่นะคะ ทีนี้ ช่วงปลายเดือนตุลาคมเองเนี่ย เราก็มีในเรื่องของตัว คนละครึ่งพลัส นะคะ ที่ออกมาจากทางรัฐบาลเองนะคะ ซึ่งส่วนใหญ่เนี่ย ก็จะเน้นไปในเรื่องของ traditional trade นะคะ เป็นสนับสนุนในเรื่องของ traditional trade เป็นหลัก ทีนี้ ในมุมของบริษัทเองอะค่ะ เราก็มองว่า ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนทางภาคส่วนไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วเนี่ย ถ้าสามารถเพิ่มกำลังการซื้อนะคะ เพิ่ม spending power เพิ่มการจับจ่ายใช้สอยในตลาด เพิ่มบรรยากาศให้มันดีขึ้น เพิ่ม sentiment ที่มันไปในทิศทางบวกนะคะ สำหรับการบริโภคภายในประเทศนะคะ ถ้ามันดีขึ้นเนี่ย สุดท้ายแล้วเนี่ย เราก็มีความหวังว่ามันจะวนกลับมาให้กับ modern trade เช่นกันนะคะ เพราะฉะนั้นในภาพใหญ่เองเนี่ย เราก็คิดว่าก็เป็นมุมมองเชิงบวกนะค่ะ แต่ว่าถ้าถามว่าในฝั่งเราเองเนี่ย ถ้าภาพใหญ่เนี่ยในการบริโภคเนี่ยที่อาจจะยังซอฟต์อยู่ นะคะ แล้วก็เรื่องของฝนเองเนี่ย เราเจอพายุ เราเจอน้ำท่วมนะคะ ถึงแม้ว่าปกติในไตรมาส 4 ค่อนข้างเป็น high season แล้วนะคะ จริงๆ เราต้องเข้าสู่หน้าหนาวกันแล้ว แต่ว่าที่ผ่านมาเองเนี่ย เราก็เจอกับฝนตกค่อนข้างหนักนะคะ แล้วยังคงเจอพายุเกินอยู่ ซึ่งเรื่องของฝนตก เรื่องของน้ำท่วมเองเนี่ย ต้องบอกตามตรงว่า อาจจะไม่ถูกกับธุรกิจร้านสะดวกซื้อเท่าไหร่อะนะคะ เพราะฉะนั้นเองเนี่ย ก็อาจจะยังคงมีผลกระทบในเรื่องของตัวลูกค้าที่เข้าร้านต่อร้านต่อวันบ้างนะคะ เพราะฉะนั้นเองเนี่ย ก็คิดว่าภาพเนี่ยก็อาจจะยังคงใกล้เคียงกับไตรมาส 3 อยู่นะคะ ณ ปัจจุบัน แต่ว่าสุดท้ายแล้วเนี่ย เราก็มีความหวังว่า ถ้าตัวคนละครึ่ง เนี่ยสามารถบูสต์ในเรื่องของกำลังการจับจ่ายใช้สอยในเรื่องของเศรษฐกิจได้ดีในอีกสักเดือนครึ่งข้างหน้าที่เกิดขึ้นนะคะ แล้วก็ถ้าในมุมของนักท่องเที่ยวเองเนี่ย เรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเนี่ยที่สามารถกลับเข้ามาซัพพอร์ตในช่วง 1-2 เดือนที่จะปิดปีนี้ได้เพิ่มขึ้นนะคะ เราก็คิดว่าอาจจะเห็น sign ที่ดีนะคะ ในไตรมาส 4 ได้นะคะ อันนี้ก็จะเป็นภาพโดยรวมของไตรมาส 4 ที่เราเห็นตอนนี้นะคะ ทีนี้ก็มีคนถามว่าแล้วไตรมาส 4 นะคะ เราจะเปิดอีกกี่สาขา ปีหน้าจะเปิดอีกกี่สาขานะคะ ก็อย่างที่น้องเรียนแจ้งไปนะคะ 3 ไตรมาส นะคะ 9 เดือนเราเปิดไปแล้วประมาณ 519 สาขานะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ยปัจจุบันเนี่ยเราตั้งเป้าไว้ที่ 700 สาขานะคะ เราก็คิดว่าปิดปีนี้เนี่ย ก็คงทำได้ตามที่เราวางเป้าไว้นะคะ แล้วก็สำหรับประเทศไทยเองนะคะ เราก็ยังตั้งเป้าเท่าเดิมนะคะ ที่จะเปิดประมาณ 700 สาขานะคะ ก็ยังคงเป็นเป้านี้ อาจจะเป็นอย่างน้อยอีก 3 ปีข้างหน้านะคะ ก็ยังคงเป็นเลขประมาณ 700 สาขานี้อยู่นะคะ แล้วก็มีคนถามเพิ่มเติมนะคะ ว่าแล้วในมุมของคนละครึ่งเองเนี่ยเนื่องจากว่า ไม่ได้ให้ modern trade เข้าร่วมด้วย อย่างนี้มีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เราปรับแผนในการที่เราจะรับมือยังไงนะคะ ก็ต้องเรียนแจ้งว่า อย่างที่น้องแจ้งไปอะค่ะ เรายังคงต้องการที่จะเป็น food and drink destination ให้กับลูกค้านะคะ ถ้าลูกค้าเนี่ย เข้าร้านเรา มั่นใจว่านักลงทุนทุกท่านเนี่ย ต้องเคยเข้า 7-Eleven อยู่แล้ว ต้องเคยใช้บริการ 7-Delivery อยู่แล้วนะคะ สินค้าที่ขายดีหลักๆ ของเราเนี่ยยังคงเป็นของกลุ่มอาหารนะคะ เพราะฉะนั้นเองอะ ในมุมของกลยุทธ์ที่เรามี เราก็ยังคงเน้นในเรื่องของกลุ่มของ ready-to-eat เป็นหลักนะคะ สิ่งที่เราทำก็คือเราพยายามจับ นะคะ เทรนด์ของลูกค้าในแต่ละช่วงนะคะ แล้วเราก็พยายามที่จะนำเสนอสินค้าที่จะตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละช่วงนะคะ ลูกค้าที่เข้าร้านเราเนี่ย จะต้องรู้สึก อุ้ย มีของใหม่ๆ มีของให้ว้าวตลอดเวลานะคะ อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของเรานะคะ ที่เราคิดว่า เราสามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในร้านของเราได้นะคะ ยกตัวอย่างถ้าเป็นสีสันให้กับท่านนักลงทุนนะคะ อย่างเช่น นะคะ ปัจจุบันเนี่ยเราก็รู้ว่า อุ้ย เรา เนี่ยเริ่มเข้าสู่ aging society นะคะ ในประเทศไทย เนี่ยอาจจะเป็นวัยของผู้สูงอายุมากขึ้นแล้ว เราก็พยายามนำเสนอสินค้าที่มันดีต่อสุขภาพนะคะ เราอาจจะ เข้าไปในร้านเนี่ย อาจจะเจออาหารคลีนมากขึ้นนะคะ อาจจะเจอข้าวโพดนะคะ หรือว่าถั่ว 5 สีต่างๆ เนี่ย ที่เป็นสินค้าสุขภาพนะคะ มีฟักทอง มีมัน อะไรต่างๆ พวกนี้อะค่ะ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดนะคะ ที่เราพยายามจะจับกลุ่มลูกค้า ฐานลูกค้าใหม่เพิ่มด้วยนะคะ แล้วก็พยายามนำเสนอสินค้าที่มันค่อนข้างแตกต่างนะคะ หรือว่าผลไม้เอง เนี่ยที่ขายดีในร้านเรา เนี่ยเราก็พยายามนำเสนอผลไม้ใหม่ๆ ตลอดเวลานะคะ ทุกๆ ไตรมาส อาจจะเข้าไปเนี่ย อุ้ย ปัจจุบันเนี่ยไม่ได้เห็นแค่สับปะรดแล้ว อาจจะมีบางท่านเห็นแตงโม แคนตาลูป นะคะ ที่เป็นตัดแต่งนะคะ เป็นชิ้นอยู่ในกล่องเนี่ย ก็นำเสนอให้กับลูกค้านะคะ หรือว่าปัจจุบันเนี่ย คนดูแลสุขภาพกันมากขึ้นนะคะ เราก็มี แต่ก่อนเนี่ยเราอาจจะมีแค่อกไก่ขาย ใช่ไหมคะ ปัจจุบันเนี่ยเราก็มีเป็นโปรตีนเชค นะคะ ขายด้วย ซึ่งส่วนนี้อะค่ะ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไฮไลต์ แล้วก็เป็นจุดดึงดูดที่เราคิดว่าเราจะพยายามดึงลูกค้าให้เข้ามาซื้อของในร้านเรา เนื่องจากว่าเราพยายามสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้าตลอดเวลาแล้วค่ะ แล้วก็อีกประเด็นนึงที่น้องเรียนแจ้งไปก่อนหน้านี้ เราก็มีเรื่องในการที่เรามีโปรโมชันนะคะ promotional campaign นะคะ ที่เราทำ อย่างล่าสุด เนี่ยอย่างแสตมป์ที่เราทำนะคะ ก็จริงๆ ทุกท่านมีเวลาสะสมแสตมป์อีกจนถึง เนี่ยค่ะช่วงๆ กลางเดือนนะคะ แล้วเราก็สามารถแลกได้จนถึงกลางเดือนธันวาคมนะคะ ก็สำหรับท่านไหนที่ยังไม่ได้แลกนะคะ พรีเมียมกิฟต์ก็เรียนเชิญได้เลยนะคะ น้องหมีเนยกับน้อง Hello Kitty นะคะ ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีนะคะ จากลูกค้า ลูกค้าก็ค่อนข้างชอบเลยนะคะ อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์นะคะ ที่ร้านของเราทำนะคะ อย่างน้อยเราก็คิดว่า เราอย่างที่เรียนแจ้งอะค่ะ เราพยายามเป็นจุดที่ให้ลูกค้านึกถึงตลอดเวลา หิวเมื่อไหร่ก็แวะมานะคะ ก็ยังคงเป็นแบบนี้อยู่ นะคะ สำหรับทุกท่านนะคะ แล้วก็เราก็มีธีมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น grab and go นะคะ ที่เราคิดว่า อุ้ย ลูกค้าเนี่ยเวลาจะมาออฟฟิศ หรือว่านักเรียนจะไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาทำอาหารให้ตอนเช้าเนี่ย แค่แวะหน้าร้านเราซื้อแซนด์วิชสัก 1 ชิ้น ซื้อนมสัก 1 ขวด แล้วก็ไปโรงเรียนกันได้แล้ว อะไรแบบนี้อะค่ะ ก็ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักนะคะ ที่เราจะนำเสนอให้กับท่านลูกค้าต่อไปนะคะ ทีนี้ก็มีท่านนักลงทุนถามว่า แล้วรายได้อื่นนะคะ ที่เติบโตขึ้นนะคะ จริงๆ ก็ลิงก์กับที่รายงานไปเบื้องต้นเมื่อกี้นะคะ ก็คือจริงๆ แล้วตัวรายได้อื่นอะค่ะ เขาก็เติบโตตามกับยอดขาย แล้วก็การขยายสาขาของเราล่ะค่ะ เรามีการทำในเรื่องของตัวโฆษณา เรื่องของ promotional campaign นะคะ ซึ่งส่วนนี้เอง เนี่ยในไตรมาสนี้เอง เนี่ยเรามีเรื่องทำเรื่องของแสตมป์ด้วยนะคะ เราก็เลยเห็นการเติบโตของ other income ที่มันปรับตัวสูงขึ้นนะคะ ถัดมานะคะ แนวโน้มของปีหน้า วางเป้าเติบโตอย่างไร แล้วก็มีแผนการขยายสาขาหรือไม่ แล้วก็ใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ นะคะ ก็อย่างที่เรียนแจ้งไปค่ะ สำหรับในไทยเองนะคะ เราก็ยังตั้งเป้าการเปิดสาขา เนี่ย 700 สาขาอยู่ นะคะ ก็ยังคงเป็นเป้านี้ นะคะ แล้วก็เม็ดเงินลงทุนนะคะ ปัจจุบัน เนี่ยเราใช้ประมาณ 13,000-14,000 ล้านบาทต่อปี เฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อนะคะ ครึ่งนึง เนี่ยจะเป็นเรื่องการขยายสาขานะคะ แล้วก็เรื่องของการรีโนเวตร้านสาขานะคะ แล้วก็อีกครึ่งนึงเนี่ย จะเป็นเรื่องของการลงทุนไม่ว่าจะเป็น DC หรือ IT ที่เราทำ in-house กันเองนะคะ ก็ยังคงเป็นแผนการลงทุนที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักนะคะ ก็ยังคงเป็นเลขประมาณนี้อะค่ะ ถัดมานะคะ มองว่าปีหน้า เนี่ยจะเติบโตประมาณเท่าไหร่ นะคะ ก็ต้องขออนุญาตเรียนแจ้งแบบนี้นะคะ สำหรับธุรกิจร้านสะดวกซื้อเองนะคะ เราก็พยายามเทียบตัวเราเองกับการเติบโตของ GDP ของประเทศนะคะ ทีนี้ เราก็ต้องมาดูกันอีกทีนึงว่า แล้วการประมาณการ GDP ของปีหน้า นะคะ 2026 เอง เนี่ยเรามีการประมาณการ GDP กันไว้ที่ประมาณเท่าไหร่ นะคะ ซึ่งโดยปกติแล้ว เนี่ยเราก็ต้องมาดูอีกว่าแล้ว component ของการเติบโตของ GDP เนี่ย มันเติบโตมาจากอะไร นะคะ ถ้าเติบโตมาจากภาคการบริโภคนะคะ เราก็อาจจะมีส่วนที่ add-on บน same-store ของเราได้เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย นะคะ แต่ว่าก็ต้องมาดูค่ะ ว่าสุดท้ายแล้ว เนี่ยเติบโตอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ นะคะ แล้วก็เราก็ยังคง benchmark กับ Thai GDP อยู่นะคะ สำหรับการเติบโตในปีหน้านะคะ ถัดมาก็มีคนถามเรื่องของสินค้าที่เป็น high margin นะคะ ว่ามีอะไรบ้างนะคะ ก็อย่างที่น้องเรียนแจ้งไปเลยค่ะ แล้วก็เป็นกลยุทธ์หลักของเราด้วยนะคะ สินค้าที่เป็นกลุ่ม high margin ก็จะเป็นกลุ่มของ ready-to-eat นะคะ ready-to-drink นะคะ กลุ่มนี้ก็จะเป็นสินค้าที่มี margin ที่ค่อนข้างดี นะคะ แต่จริงๆ แล้วเนี่ย เราพยายามบริหารจัดการในหลายๆ มุมมองแหละค่ะ เราพยายามเน้นในเรื่องของการนำเสนอสินค้าให้ตรงจุดตรงใจกับลูกค้านะคะ ซึ่งสุดท้ายแล้วเนี่ย ถ้าเราสามารถนำเสนอสินค้าที่ถูกอกถูกใจลูกค้า และลูกค้านี่นึกถึงเซเว่นตลอดเวลาเนี่ย ภาพรวมยังไงก็ส่งเสริมการเติบโต ทั้งในมุมของยอดขาย กำไร แล้วก็กำไรสุทธิแน่นอนค่ะ ถัดมานะคะ ก็มีการถามในเรื่องของสาขาในต่างประเทศนะคะ ก็สำหรับลาวเองนะคะ ก็อย่างที่เคยเรียนแจ้งไปค่ะ ลาวเป็นประเทศที่ค่อนข้างเล็กนะคะ มีประชากรที่ไม่เยอะมากนะคะ เพราะฉะนั้นในมุมของลาวเองอะค่ะ เราก็จะค่อยเป็นค่อยไป ต่อ 1 ไตรมาส เนี่ยอาจจะเปิดเป็นหลักหน่วยนะคะ ทั้งปี เนี่ยก็อาจจะอยู่ประมาณซะ เนี่ยค่ะ 10 สาขา ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้นะคะ สำหรับลาวนะคะ ทีนี้ในมุมของกัมพูชาเองนะคะ จริงๆ ก็ขออนุญาตเรียนอย่างที่ทุกท่านน่าจะติดตามข่าวสารกันอยู่แล้วนะคะ จริงๆ บริษัทเองเนี่ย ก็มีการมอนิเตอร์อยู่ตลอดเวลานะคะ เรามีการติดตามผลอยู่ตลอดเวลานะคะ ถ้ามีการอัปเดตยังไงเพิ่มเติม เนี่ยเดี๋ยวทางบริษัทจะออกมาอัปเดตอีกทีนึงนะคะ แต่ว่าเรามีการประเมินตลอดเวลาค่ะ ถึงเรื่องของความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นนะคะ ถัดมานะคะ มีนักลงทุนถามว่า หากไม่นับร้านสาขาในกัมพูชา same-store ของเซเว่นจะอยู่ประมาณที่เท่าไหร่ นะคะ จริงๆ แล้วก็ต้องเรียนแจ้งอย่างนี้ค่ะ คือของกัมพูชาเองอะค่ะ ถ้าในมุมของจำนวนร้านสาขาทั้งหมดที่มีอะค่ะ ก็อยู่ที่ประมาณ 125 สาขานะคะ ซึ่งถ้าเทียบกับไทยเอง จริงๆ 1 ในไทยเนี่ยมีประมาณเกือบๆ 1,000 16,000 สาขานะคะ ซึ่งถ้าเทียบเป็นจำนวน store เนี่ยก็น้อยกว่า 1% นะคะ เพราะฉะนั้นในมุมของยอดขายที่เขา contribute มาเนี่ย ก็น้อยมากๆ นะคะ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตตอบว่าในมุมของ same-store ที่ทุกท่านเห็นอะค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น same-store ที่ได้มาจากร้านสาขาในไทยเป็นหลักนี่แหละค่ะ สำหรับรายได้ธุรกิจสนับสนุนอื่นนะคะ ในพายชาร์ตที่ประมาณ 6-7% นะคะ มีท่านนักลงทุนถามว่า อันนี้มาจากอะไรนะคะ ก็จริงๆ แล้วบริษัทของเราอะค่ะ มีบริษัทย่อยนะคะ ที่เราถือเนี่ย 100% นะคะ ซึ่งถ้ายกตัวอย่างหลักๆ ก็จะเป็นโรงงานที่ผลิตอาหาร แล้วก็เบเกอรี่ที่ขายในร้านเรานะคะ แล้วก็อาจจะมีบริษัทที่เป็นภายใน ที่ดูแลในเรื่องของระบบไอที หรือว่า maintenance ร้านต่างๆ นะคะ อันนี้ก็จะเป็นบริษัทย่อยอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้ของ CP ALL ค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นถามในเรื่องของปีหน้านะคะ ก็จะเป็นแผนในการเติบโตนะคะ ก็อย่างที่เรียนแจ้งค่ะ ถ้าในมุมของ same-store นะคะ เราก็ยัง benchmark กับ Thai GDP อยู่นะคะ ในปีหน้า แล้วก็ในมุมของกลยุทธ์ด้านสินค้านะคะ เราก็ยังคงเน้นเป็นกลุ่มของอาหาร แล้วก็เป็นกลุ่มของเครื่องดื่มนะคะ ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่ขายดีนะคะ อาทิเช่นอย่างกลุ่มของกาแฟ อย่างเงี้ยค่ะ ก็ขายดี ถ้าอย่างทุกท่านเนี่ยไปเยี่ยมชมร้านเรา ก็อาจจะเห็นว่าแต่ก่อนเนี่ย เราเคยมีแต่ All Café ใช่ไหมคะ ปัจจุบันเนี่ยเราก็มี All Select นะคะ มี All Supreme ใน All Select เองเนี่ยถ้าเป็นร้านใหญ่ๆ เนี่ย อาจจะเห็นว่าตั้งเคาน์เตอร์คู่กันกับ All Café เลยนะคะ ส่วนนี้เอง เนี่ยก็เป็นอีกหนึ่ง area ที่เรานำเสนอให้กับลูกค้าที่อยากทานกาแฟที่อาจจะมีความพรีเมียมขึ้นมานิดนึงนะคะ อาจจะมีเมล็ดกาแฟที่มาจากดอยต่างๆ เราก็สนับสนุนชาวไร่ที่ปลูกกาแฟด้วยนะคะ ก็มีเม็ดกาแฟจากดอยลงมาให้ทุกท่านได้ลองชิมกันนะคะ อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ขายดีเช่นกันนะคะ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เราเน้นย้ำล่ะค่ะ ในปีหน้าเนี่ย เราก็ยังคงเน้นในเรื่องของกลยุทธ์เรื่องของสินค้า เรื่องของการจับเทรนด์ของลูกค้านะคะ ก็ยังคงเป็นภาพนี้ต่อเนื่องไปอยู่นะคะ สำหรับปีหน้า แล้วก็อีกประเด็นนึงเราก็ยังคงควบคุมในเรื่องของค่าใช้จ่ายนะคะ เราก็จะดูหลักๆ นะคะ การเติบโตของค่าใช้จ่ายเนี่ย เราก็พยายามจะกดดูในมุมของเปอร์เซ็นต์ต่อรายได้รวมนะคะ เราก็พยายามจะ maintain ในระดับนี้นะคะ ซึ่งทุกกลุ่มธุรกิจภายใต้ CP ALL ล่ะค่ะ เราก็พยายามจะดูในเรื่องของการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย การใช้ค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนะคะ เราก็สุดท้ายแล้วเนี่ย เราก็ยังพยายามที่จะส่งมอบนะคะ ผลกำไรที่ยังเติบโตให้กับนักลงทุนทุกท่านอยู่นะคะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราพยายามในปีนี้แล้วก็ปีหน้านะคะ ก็จะยังเป็นภาพประมาณนี้นะคะ ส่วนใหญ่ท่านนักลงทุนก็จะมีคำถามประมาณนี้นะคะ แล้วก็อาจจะมีคำถามสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องของตัวโลตัสเองนะคะ สำหรับในมุมของโลตัสนะคะ ทางโลตัสเนี่ย จะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท CP Axtra นะคะ ซึ่งทาง ซีพี แอ็ก เนี่ยได้มีการรายงานผ่าน Opportunity Day ไปแล้วเมื่อวานนี้นะคะ ก็ท่านนักลงทุนเนี่ย อาจจะไปติดตามได้นะคะ น่าจะมีรายละเอียดที่ครบถ้วนนะคะ สำหรับในมุมของตัวโลตัสนะคะ เข้าใจว่าไม่มีคำถามเพิ่มเติมแล้วนะคะ ค่ะ ก็ถ้าไม่มีคำถามเพิ่มเติมแล้วนะคะ ถ้าหากท่านนักลงทุนท่านไหนนะคะ มีคำถามหลังจากนี้นะคะ สามารถติดต่อได้มาทางที่ IR team ของ CP ALL ได้เลยนะคะ ผ่านทางอีเมลได้นะคะ ที่ [email protected] นะคะ แล้วก็ยังไงสำหรับวันนี้ก็ขอบพระคุณท่านนักลงทุนทุกท่านมากๆ นะคะ ที่มาร่วมประชุมแล้วก็ร่วมตอบคำถามกัน ยังไงก็พบกันใหม่ไตรมาสหน้านะคะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ ขอบคุณค่ะ

ศิตาทวัญ สุมิตรเหมาะ

สวัสดีค่ะ ขอบคุณค่ะ

Operator

Thank you. Ladies and gentlemen, that concludes today's conference call.

Thank you for participating. You may now disconnect.