สวัสดีท่านนักลงทุนทุกท่านนะคะ ก็ขออ้อนรับทุกท่านเข้าสู่การแถลง Opportunity Day สำหรับผลประกอบการประจำปีพุทธศักราช 2568 ของบริษัท CP All จำกัด (มหาชน) ค่ะ วันนี้นะคะ ดิชั้น สิตาทวรรณ สุมิตมอ Investor Relations นะคะ พร้อมกับคุณปนทรินทร์ นันทนาโคม Investor Relations General Manager ก็จะมาแถลงผลประกอบการและก็ร่วมตอบคำถามท่านนักลงทุนทุกท่านกันค่ะ ก็อันดับแรกนะคะ ก็ขออนุญาตเริ่มต้นที่การแถลงผลประกอบการค่ะ CP All นะคะก็เพิ่งได้ประกาศผลประกอบการปี 2568 ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เองนะคะ ก็จะเห็นได้ว่าทางด้านซ้ายมือนะคะ ก็จะเป็นในส่วนของธุรกิจร้านสะดวกซื้อในงบการเงินเฉพาะกิจการนะคะ จะเห็นได้ว่าได้รวมในปีที่ผ่านมาค่ะ ก็แตะ 5 แสนล้านบาทไปที่เรียบร้อยนะคะ ถ้าเทียบเป็นการเติบโต year-on-year ค่ะ ก็โตขึ้นประมาณ 5.7% ค่ะ สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นหรือว่า GP Margin นะคะ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 40 basis points จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 29.4% ค่ะ แล้วก็สำหรับอัตรากำไรจากการดำเนินงานหรือว่า EBIT Margin ก็จะเป็นในทิศทางคล้าย ๆ กันนะคะ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 40 basis points เช่นเดียวกันนะคะ มาอยู่ที่ 7.5% ค่ะ ทั้งหมดนี้นะคะ ก็เลยส่งผลให้ในงบการเงินเฉพาะกิจการของธุรกิจร้านสะดวกซื้อของปี 2568 ค่ะ ก็สามารถรายงานกำไรสุทธิได้อยู่ที่ 24,984 ล้านบาทนะคะ ก็ถ้าเทียบกับปีก่อนหน้าก็เติบโตขึ้นประมาณ 16% ค่ะคราวนี้นะคะ ถัดมามาทางด้านขวานะคะ จะเป็นผลประกอบการในงบการเงินรวมนะคะ ที่จะรวมทั้งธุรกิจร้านสะดวกซื้อแล้วก็ธุรกิจในบริษัทย่อยอื่น ๆ ทั้งหมดนะคะ สำหรับรายได้รวมปี 2568 นะคะ ก็แตะ 1 ล้านล้านบาทนะคะ เติบโตขึ้นประมาณ 3.5% จากปีก่อนหน้านะคะ แล้วก็ gross profit margin หรือว่าอัตรากำไรขั้นต้นนะคะ ก็ขยายตัว 10 basis points จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 22.7% ค่ะ ส่วนอัตรากำไรจากการดำเนินงานหรือว่า EBIT margin นะคะ ก็ขยายตัว 10 basis points เช่นเดียวกันนะคะ มาอยู่ที่ 5. 3% นะคะ แล้วก็สุดท้ายในงบการเงินรวมค่ะ เราก็สามารถรายงานกำไรสุทธิได้อยู่ที่ 28,206 ล้านบาทนะคะ เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า 11.3% ค่ะในส่วนถัดมานะคะ ก็จะชี้แจงแล้วก็อธิบายเพิ่มเติมนะคะ เกี่ยวกับธุรกิจร้านสะดวกซื้อในปีที่ผ่านมาเราทำอะไรไปบ้างนะคะ ก็ต้องขอยอมรับนะคะ ว่าจริง ๆ แล้วปี 2568 ค่ะ ก็เราก็เผชิญความท้าทายหลากหลายปัจจัยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสภาพเศรษฐกิจนะคะ หรือว่าความไม่แน่นอนทางการเมือง สภาพอากาศที่เราเจอทั้งฝนตกหนักแล้วก็น้ำท่วมในหลายพื้นที่ในประเทศไทย นอกจากนี้แล้วเนี่ยเราก็ยังมีในเรื่องของความขัดแย้งทางด้านชายแดนนะคะ แล้วก็มาตรการของภาครัฐที่ออกมาค่ะ ในส่วนของค้าปลีกสมัยใหม่หรือว่า Modern Trade อย่างร้าน 7-Eleven ของเราเนี่ย ก็ไม่ได้สามารถเข้าร่วมได้นะคะ แต่ว่า CP All โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจร้านสะดวกซื้อค่ะ ก็ยังสามารถส่งมอบผลประกอบการที่ดีได้ ด้วยปัจจัยที่จะกล่าวต่อไปนี้นะคะ อย่างแรกค่ะ ในส่วนของ same store sales นะคะ หรือว่ายอดขายจากร้านเดิมค่ะของเราก็ยังค่อนข้างทรงตัวจากปีก่อนหน้านะคะ ก็ยังค่อนข้างคงที่อยู่ แล้วนอกจากนี้ก็จะประกอบกับการขยายร้านสาขาของเราในประเทศไทย ที่เราก็ยังคงสามารถเปิดสาขาเพิ่มได้ 700 สาขา ตามเป้าหมายที่เราวางไว้นะคะ ในส่วนนี้ก็เป็นตัวช่วยให้รายได้ของเรายังสามารถเติบโตได้ในปีที่ผ่านมาค่ะ อีกส่วนหนึ่งนะคะ ตามที่เรียนไปว่า ตัวอัตรากำไรขั้นต้นของเรา ก็ขยายตัวขึ้น 40 basis points จากปีก่อนหน้านะคะ ในส่วนนี้ก็จะยังคงมาจากกลยุทธ์ด้านสินค้าของเรานะคะ ที่บริษัทเราก็ยังคงมี initiative เกี่ยวกับสินค้าใหม่ ๆ ออกมาเพื่อตอบรับแล้วก็ตอบโจทย์ความต้องการและก็พฤติกรรมของลูกค้าทุกท่านค่ะ อีกส่วนหนึ่งของรายได้นะคะ ก็จะเป็นในส่วนของรายได้อื่นหรือว่า Other Income นะคะ ในส่วนนี้ เนื่องจากว่าเราก็ยังคงสามารถเลือก presenter ต่าง ๆ ที่เป็นที่ถูกใจ และก็เป็นที่นิยมในหมู่ลูกค้าของเรานะคะ ในส่วน Other Income ของเราเนี่ย ก็เลยยังสามารถเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันค่ะ ในมุมของค่าใช้จ่ายนะคะ ในส่วนนี้เราก็ยังคงควบคุมให้อยู่ในกรอบในแนวที่เราวางเอาไว้นะคะ โดยที่เราก็ควบคุมให้บรรทัดสุดท้ายของเราเนี่ย ก็ยังสามารถโตได้ด้วยค่ะ อีกส่วนหนึ่งนะคะ ก็จะเป็นในเรื่องของต้นทุนทางการเงินนะคะ อย่างที่ท่านนักลงทุนทุกท่านก็น่าจะทราบดีว่าสถานการณ์ดอกเบี้ยในประเทศไทยค่ะก็ไม่ได้สูงมากนะคะ โดยเฉพาะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วค่ะ ทาง กนง.
เองก็เพิ่งมีประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไป นอกจากนี้ทางบริษัทเองค่ะ เราก็พยายามบริหารจัดการแล้วก็วางแผนการ funding จัดหาต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนต่าง ๆ ค่ะ อย่างรอบคอบแล้วก็มีแบบแผนค่ะ ในส่วนนี้ก็เลยทำให้ต้นทุนทางการเงินของเราในปีที่ผ่านมาก็ยังคงรักษาไว้ได้ต่ำกว่า 4% ค่ะ ในส่วนถัดมานะคะ การเติบโตของธุรกิจร้านสะดวกซื้อของเราค่ะ เราก็มุ่งที่จะเติบโตแบบมีเป้าหมายและก็มีทิศทางที่ชัดเจนนะคะ ประการแรกค่ะ ร้านสาขาที่เราเปิดใหม่นะคะ ส่วนมากที่เราเปิดใหม่ค่ะ จะเป็นร้านสาขาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีที่จอดรถอยู่ข้างหน้าตามที่เห็นในภาพทางด้านซ้ายมือตรงนี้นะคะ แล้วก็ในแง่ของสินค้าค่ะ เราก็ยังคงมุ่งเน้นที่จะเป็น Food & Drink Destination นะคะ ดังนั้นเราก็จะเห็นว่าเรามีสินค้า ไม่ว่าจะเป็นอาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มพร้อมดื่ม ที่เราก็พยายามจะเพิ่มความหลากหลายให้ท่านลูกค้าทุกท่านค่ะ แล้วก็ในแง่ของการเล่นโปรโมชั่นค่ะ เราก็จะยังมีโปรโมชั่นดี ๆ หลากหลายออกมาให้ท่านลูกค้าออกมาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสินค้าพรีเมียมนะคะ ที่ให้ท่านลูกค้ามาสามารถมาแลกซื้อแลกแต้มกันได้นะคะ แล้วก็การเลือก presenter ที่ถูกอกถูกใจของลูกค้าค่ะ แล้วก็อีกส่วนที่ขาดไม่ได้นะคะ ก็จะเป็นในแง่ของยอดขายออนไลน์ หรือว่าที่เราเรียกกันว่า O2O นะคะ ก็จะประกอบด้วยทั้ง 7 Delivery แล้วก็ออนไลน์นะคะ ในส่วนนี้ก็จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจของเราก็ยังสามารถดำเนินการได้ดีอย่างต่อเนื่องค่ะ ต่อจากตรงนี้นะคะ ก็จะเป็นรายละเอียดของผลประกอบการนะคะ ที่ก็จะสอดคล้องไปกับที่ได้เรียนนำเสนอไปในช่วงต้นค่ะ ในส่วนนี้นะคะ สำหรับรายได้แบ่งตามกลุ่มธุรกิจก่อนการหักรายการระหว่างกันนะคะ ในปี 2568 ก็จะเห็นได้ว่ารายได้นะคะประมาณ 52% ก็จะมาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อแล้วก็ธุรกิจสนับสนุนอื่น ๆ นะ ทำให้ปิดปีเรามีสาขาในเราทั้งหมด 26 สาขาค่ะ ส่วนในฝั่งของกัมพูชานะคะ ปิดปีก็มีจำนวนสาขาร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทั้งหมด 112 สาขาค่ะ ถัดมานะคะในมุมของ same store sales growth หรือว่าการเติบโตของยอดขายจากร้านเดิมนะคะ ก็ตามที่เรียนไปว่าในปี 2568 เราก็ยังสามารถรายงาน same store sales growth ที่ค่อนข้าง flat ได้นะคะ โดยถ้าดูในองค์ประกอบอะค่ะ ก็จะเห็นว่ายอดขายต่อบิลปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านะคะ มาอยู่ที่ 88 บาทต่อบิลค่ะ โดยยอดขายที่เป็นยอดขาย O2O ค่ะ ก็จะยังคงเติบโตไปพร้อม ๆ กับยอดขายหน้าร้านนะคะ ดังนั้นสัดส่วนของยอดขาย O2O ค่ะ ก็จะยังคงรักษาระดับไว้ได้ที่ 11% ของยอดขายทั้งหมดค่ะ สำหรับจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านต่อร้านต่อวันนะคะ ก็ปี 2568 จะอยู่โดยเฉลี่ยประมาณ 951 คนต่อร้านต่อวันนะคะ สุดท้ายแล้วเนี่ยก็เลยทำให้สำหรับยอดขายโดยเฉลี่ยต่อร้านต่อวันในปีที่ผ่านมานะคะ ก็จะปิดอยู่ที่ประมาณ 83,777 บาทค่ะ ในส่วนถัดมานะคะ ก็เมื่อสักครู่ก็ได้เกริ่นไปบ้างแล้วเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางด้านสินค้าของเรานะคะ หน้านี้ก็เลยจะแสดงให้เห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัดส่วนของยอดขายแบ่งตามกลุ่มสินค้า แล้วก็ margin ของแต่ละกลุ่มสินค้าเลยค่ะ ก็ขอเริ่มต้นทางด้านซ้ายมือก่อนนะคะ สำหรับยอดขายในปี 2568 อะค่ะ สัดส่วนของสินค้าที่เป็นกลุ่ม food หรือว่ากลุ่มอาหารนะคะ ก็ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 76.3% นะคะ ในขณะที่สินค้าที่เป็นกลุ่ม non-food หรือว่าสินค้าอุปโภคอะค่ะ ก็จะมีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 23.7% ค่ะ แล้วก็ถ้าเราขยับมาดูทางด้านขวามือนะคะ ก็จะเป็นในแง่ของ margin ของสินค้าแต่ละกลุ่มนะคะ ก็ขออนุญาตเริ่มที่กลุ่ม food ก่อนนะคะ เส้นสีเขียวค่ะ ก็จะเห็นว่ากลุ่ม food อะค่ะ margin เขาก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 20 basis point ในปีที่ผ่านมานะคะ มาอยู่ที่ 27.4% นะคะ ในส่วนนี้สินค้าที่ยังคงเป็นตัวสนับสนุนหลักอะค่ะ ก็จะยังเป็นกลุ่มเดิมนะคะ ก็คือสินค้าอาหารพร้อมทาน แล้วก็เครื่องดื่มพร้อมดื่มนะคะ อย่างตัวอย่างเช่น ผลไม้ตัดแต่งนะคะ ขนมหวานแช่เย็น อาหารกล่องแช่เย็น ตลอดจนถึงกาแฟ แล้วก็เครื่องดื่มที่อยู่ภายใต้แบรนด์ของเรา ไม่ว่าจะเป็น All Cafe หรือ All Select พวกนี้ก็จะช่วย contribute ให้ margin ของสินค้ากลุ่ม food นี้ดีขึ้นค่ะ คราวนี้ก็ขยับมาดูในกลุ่มที่เป็น non-food เส้นสีส้มนะคะ ในกลุ่มของ non-food เขาก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นเดียวกันนะคะ ขยายตัว 30 basis point มาปิดอยู่ที่ 29. 1% นะคะ ซึ่งสินค้าที่เป็นตัวสนับสนุนหลักก็ยังคงเป็นกลุ่มเดิมเช่นเดียวกันนะคะ กลุ่มแรกก็จะเป็นกลุ่มพวก personal care นะคะ ไม่ว่าจะเป็นครีมทาหน้า ทาตัว คโลนน้ำหอม ยาสีฟันอะไรพวกนี้นะคะ ตลอดจนถึงกลุ่มที่เป็น health care นะคะ ไม่ว่าจะเป็นยาสามัญประจำบ้าน หรือว่าอาหารเสริมต่าง ๆ นะคะ พวกนี้ก็จะเป็นตัวหลักของในกลุ่ม non-food ค่ะ ก็จากที่ได้เกาะไปนะคะ ก็เลยส่งผลให้ margin ของสินค้าโดยรวมนะคะ ในปี 2568 อะค่ะ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20 basis point นะคะ มาปิดอยู่ที่ 27.8% ค่ะ สำหรับค่าใช้จ่ายนะคะ ตามที่ได้เรียนไปเลยค่ะ เราก็จะยังคงพยายามควบคุมนะคะ ให้โตไปกับยอดขาย แล้วก็การขยายร้านสาขาของเรานะคะ ซึ่งเราก็จะยังควบคุมให้อยู่ในกรอบที่วางเอาไว้ค่ะ จากที่ได้เรียนมาทั้งหมดนะคะ ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย แล้วก็ความสามารถในการทำกำไรต่าง ๆ นะคะ ก็จะเห็นว่าในแง่ของอัตราส่วนความสามารถในการทำกำไรทั้งหมดอะค่ะ ก็จะอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นในทุก ๆ มิตินะคะ ทั้งในงบการเงินเฉพาะกิจการของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ตลอดจนถึงงบการเงินรวมเลยค่ะ ในส่วนสุดท้ายนะคะ ก็จะข้ามมาดูเป็นฝั่ง balance sheet กันบ้างนะคะ ปิดปี 2568 นะคะ เรามีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยในงบการเงินรวมนะคะ ทั้งหมดประมาณ 320,620 ล้านบาทนะคะ ซึ่งถ้าเกิดเราขยับมาดูเป็นเฉพาะในงบการเงินเฉพาะกิจการของธุรกิจร้านสะดวกซื้อทางด้านล่างซ้ายอะค่ะ ก็จะมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยประมาณ 201,300 ล้านบาทนะคะ โดยเกือบทั้งหมดนี้เลยค่ะ ก็จะเป็นหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ค่ะ โดยในภาพรวมนะคะ เราก็ยังคงรักษาอัตราหนี้สินต่อทุนให้อยู่ได้ประมาณ 0.8 เท่านะคะ ซึ่งก็ยังคงต่ำกว่าตัว bond covenant ที่ระบุไว้ที่ 2 เท่า สำหรับต้นทุนทางการเงินนะคะ เราก็ยังคงรักษาได้ต่ำกว่าระดับ 4% นะคะ โดยอายุเฉลี่ยของหุ้นกู้ของเราก็ยังคงอยู่ต่ำกว่า 5 ปีค่ะ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นการแถลงผลประกอบการของ CPALL ในปี 2568 นะคะ ต่อไปก็ขอเข้าช่วงถามตอบได้เลยนะคะ ถ้านักลงทุนท่านไหนมีคำถามก็สามารถพิมพ์เข้ามาได้เลยค่ะ ค่ะ ก็มีนักลงทุนสอบถามเข้ามาแล้วนะคะ ก็ขอจะสอบถามปัจจัยบวกแล้วก็ปัจจัยลบในปี 2026 นี้นะคะ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จริง ๆ ก็เหมือนที่น้องเรียนแจ้งไปเบื้องต้นอะนะคะ สิ่งที่เราจะทำก็คืออันดับแรกเนี่ยเรายังคงขยายร้านสาขานะคะ ในประเทศเนี่ย 700 สาขานะคะ เราก็ยังทำต่อเนื่องนะคะ ซึ่ง format ที่เรามุ่งเน้นไปปัจจุบันอะค่ะ อาจจะเป็น format ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนะคะ จริง ๆ หลาย ๆ ท่านอาจจะ เวลาแวะผ่านร้านเราเนี่ย ตอนนี้ก็จะเห็นว่าทุกร้านเลย เกือบทุกร้านเนี่ยมีที่จอดรถหมดแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นก็มากกว่า 80% ของ 700 สาขาเนี่ยค่ะ เราตั้งเป้าที่จะเปิดเป็นร้านสาขาใหญ่นะคะ เนื่องจากว่าเราต้องการดึงความหลากหลายนะคะ ของสินค้าให้กับลูกค้านะคะที่เข้าชมร้านเรานะคะ ลูกค้าเข้ามาเนี่ยจะได้รู้สึกว่ามีสินค้าให้เลือกมากขึ้น มีความตื่นเต้นทุกครั้งที่เข้าร้านเรา แล้วก็ร้านเราเนี่ยมีความสนุกให้กับลูกค้าตลอดนะคะ เพราะฉะนั้นอีก area หนึ่งที่เราเน้นย้ำก็ยังคงเป็นเรื่องของการเปิดสาขาอยู่นะคะ ถัดมาเนี่ยก็หนีไม่พ้นเรื่องของสินค้านะคะ ก็อย่างที่น้องเรียนแจ้งไป สินค้ากลุ่มที่ทำได้ดีสำหรับเราเนี่ย ยังคงเป็นกลุ่มของ ready to eat แล้วก็ ready to drink นะคะ ก็คือสินค้าที่พร้อมทาน แล้วก็สินค้าที่พร้อมดื่มนะคะ ที่ยังทำได้ดี ซึ่งปีนี้เองเนี่ยเราก็ยังคงเน้นกลุ่มสินค้ากลุ่มนี้เป็นหลักนะคะ แต่ว่าสิ่งที่เราพยายามจะทำเนี่ย เราก็เน้นในเรื่องของความแตกต่าง ความหลากหลายมากขึ้นนะคะ อาจจะเห็นเมนูที่แปลกใหม่มากขึ้น หรืออาจจะเห็นเราไป collaborate กับ partner ต่าง ๆ ร้านอาหารต่าง ๆ หรือว่าร้านขนมที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อที่เราจะนำเมนูพ นะคะ ก็ไม่ได้เป็นตลาดที่แพงมากนะคะนะคะ เรื่องของการควบคุมของดอกเบี้ยเอง เรื่องของการทำ funding matching เองอะค่ะ เราก็คิดว่าในปีนี้เนี่ย เราก็น่าจะยังทำได้ดีต่อเนื่อง แล้วก็กระทรวงเดียวก็ประกาศลดตัว policy rate ไปนะคะ เราก็คิดว่าเราก็น่าจะมี benefit ในเรื่องของ cost saving ในส่วนนี้ได้อย่างต่อเนื่องในปีนี้นะคะ อันนี้ก็จะเป็นแผนทั้งหมดที่เราพยายามทำนะคะ แล้วก็อีกตัวหนึ่งเองเนี่ยที่บอกไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คงเป็นตัวออนไลน์ของเรานะคะที่ทำได้ดีตัว 7 delivery เองเนี่ย เราพยายามข้ามประสบการณ์ให้กับลูกค้านะคะ ผ่านการขายในช่องทางของ 7 delivery นะคะ ก็คือข้อแรกเลยเนี่ย เรายังมีการส่งสินค้าที่เหมือนกับสินค้าที่อยู่ในร้านนะคะ แต่ว่าหลาย ๆ คนเนี่ย หลาย ๆ ท่านถ้าเปิดผ่านแอปพลิเคชันของเราเนี่ยจะเห็นนะคะว่าเรามีส่งตามรอบให้เลือกแล้วนะคะ เรามีรับที่ร้านนะคะ ก็เราพยายามเพิ่มความสะดวกสบาย เพิ่ม option ให้กับลูกค้ามากขึ้นนะคะที่ใช้บริการผ่านแอปของเรานะคะ นอกจากนี้เองเนี่ย ในแอปของเราเองเนี่ย ถ้าลูกค้ากด ลองกดเล่นดูนะคะ เราจะมีหลาย ๆ ไอคอนเลยนะคะ ให้เลือกสั่งนะคะ ในไอคอนในแอปเนี่ยมีในเรื่องของการซื้อพระบอรถยนต์ได้ด้วยนะคะ ก็จะมีในเรื่องของโปรโมชั่นต่าง ๆ ที่สามารถกดเข้าไปดูได้นะคะ เราก็พยายามทำให้แอปของเราเนี่ยตอบโจทย์ลูกค้าในหลาย ๆ มุมมองนะคะ แล้วก็เพิ่มประสบการณ์ให้กับลูกค้ามากขึ้นนะคะ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เราจะทำในปีนี้นะคะ แต่ทีนี้ถามว่าแล้วปัจจัยลบล่ะ ในมุมของบริษัทเองเนี่ย เราขอมองเป็นเรื่องของความท้าทายละกันนะคะ เนื่องจากว่าปีที่แล้วเองเนี่ย ปี 2025 เองเนี่ย เราก็ผ่านความท้าทายมาค่อนข้างมากนะคะ ไม่ว่าจะเป็นที่น้องเรียนแจ้งไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพอากาศ สภาพเศรษฐกิจ การเมืองที่ยังไม่นิ่งนะคะ หรือว่าในเรื่องของสถานการณ์ชายแดนต่าง ๆ เนี่ย ก็เป็นความท้าทายที่บริษัทได้เจอมานะคะ เราก็ยังสามารถผ่านพ้นมาได้ เรายังสามารถรายงานทั้งยอดขายที่ยังเติบโตอยู่นะคะ ตัวยอดขายเองก็ทะลุ 1 ล้านล้านบาทไปเรียบร้อยแล้วในปีที่ผ่านมานะคะ แล้วก็ในเรื่องของการควบคุมค่าใช้จ่ายเนี่ย เราก็พยายามทำอย่างเต็มที่นะคะ เรื่องของสุดท้ายเนี่ย เราก็สามารถนำส่งการเติบโตของกำไรนะคะ ให้กับท่านนักลงทุนหรือผู้ถือหุ้นทุกท่านได้นะคะ เพราะฉะนั้นในปีนี้เองเนี่ย เราก็มองว่าตั้งแต่ต้นปีมาเนี่ย ก็อย่างที่ทุกท่านทราบข่าวกันนะคะ ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายนะคะที่เราจะต้องคอยมอนิเตอร์อย่างตลอดนะคะ บริษัทเองเนี่ยก็ทำการศึกษานะคะ ประเมินผลกระทบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องนะคะ เราก็คิดว่าเราก็จะทำให้ดีที่สุดนะคะในส่วนของความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ค่ะ วันนี้ก็จริง ๆ มีคำถามเดียวนะคะ งั้นก็ขออนุญาตอัปเดตเทรนด์ของเซมสโตร์ของต้นปีที่ผ่านมาละกันนะคะ ของธุรกิจซีพีเอสนะคะ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ จริง ๆ ต้องบอกว่าปีที่แล้วอะค่ะ จริง ๆ ร้านสะดวกซื้อเราจะคอยพูดตลอดเลยว่าร้านสะดวกซื้อเนี่ยไม่ถูกกับหน้าฝน ไม่ถูกกับน้ำท่วมต่าง ๆ นะคะ ซึ่งปีนี้เองเนี่ย ถ้าตามที่การฟาดการกันไว้ในเรื่องของสภาพอากาศว่าเราจะพบกับหน้าร้อนมากขึ้นนะคะ เราก็มองว่าอันเนี้ยเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยบวกต่อร้านธุรกิจร้านสะดวกซื้อนะคะ เนื่องจากว่าทุกครั้งที่เราเห็นอากาศร้อนเนี่ย เราจะเห็นยอดขายที่เติบโตดีนะคะ เพราะฉะนั้นเองเนี่ย เราก็ในสองเดือนแรกที่ผ่านมานี่เราก็ต้องบอกว่าตัว same store เนี่ยก็กลับมาเป็นบวกอ่อน ๆ นะคะ สำหรับตัวธุรกิจร้านสะดวกซื้อนะคะ ก็ได้รับปัจจัยทั้งในเรื่องของสภาพอากาศที่ปรับตัวดีขึ้นนะคะ การเมืองที่เราแนะดูมั่นคงมากขึ้นนะคะ แล้วก็เรื่องของนักท่องเที่ยวเองเนี่ย เราเห็นนักท่องเที่ยวจีนเนี่ยกลับมา number ของนักท่องเที่ยวจีนเนี่ยกลับมาสูงขึ้นนะคะ ส่วนนี้เองก็เป็นอีกส่วนซัพพอร์ตนะคะ แล้วก็สองเดือนแรกเนี่ยเรายังมีเรื่องของวันหยุดนะคะ ช่วงเดือนมกราคมเนี่ย วีกแรกก็ยังเห็นวันหยุดยาวอยู่นะคะ แล้วก็ช่วงเดือนกุมภาพันธ์เองเนี่ย ก็จะมีเทศกาลต่าง ๆ นะคะ ส่วนนี้ก็ช่วยสนับสนุนนะคะในเรื่องของตัวยอดขายนะคะ ของ 7-Eleven ได้ดีนะคะในสองเดือนที่ผ่านมานะคะ ทีนี้เราก็ต้องมาดูต่อนะคะ ว่าปีนี้เองเนี่ย เราก็พยายามเน้นในเรื่องของสินค้าที่เราจะนำเสนอให้กับลูกค้านะคะ เน้นในเรื่องของการเปิดร้านสาขาที่ยังทำต่อเนื่องนะคะ เพื่อสุดท้ายแล้วเนี่ย เราจะสามารถรายงานผลกำไรที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่องให้กับท่านนักลงทุนและผู้ถือหุ้นทุกท่านนะคะ ก็จริง ๆ แล้วสำหรับวันนี้เนี่ย ถ้าไม่มีคำถามเพิ่มเติมนะคะ หากท่านนักลงทุนท่านไหนนะคะ มีคำถามเพิ่มเติมเนี่ย สามารถส่งอีเมลมาที่ [email protected] ได้เลยนะคะ แล้วก็เดี๋ยวทางทีมจะตอบคำถามกลับไปนะคะ ก็ยังไงสำหรับวันนี้ก็ขอบคุณมากนะคะ แล้วก็พบกันใหม่ใครมาน่านะคะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ
Already premium?