PTT Global Chemical Public Company Limited NVDR

PTT Global Chemical Public Company Limited NVDR

52.75
THB
+2.25
(+4.46%)
1.18EPS
21.51P/E
151.05BMarket Cap
Nov 11Next Earn

Q2 FY2026 · Earnings Call TranscriptAugust 7, 2026

สวัสดีค่ะท่านนักลงทุนนะคะ ก็กลับมาพบกับการรายงานผลการดำเนินงานของ PTT Global Chemical จำกัด (มหาชน) ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 นะคะ ก็เดี๋ยววันนี้ก็จะมีเป็น 3 agenda หลักเช่นเดิมนะคะ ก็เป็นเรื่องของการอัปเดตในเรื่องของกลยุทธ์ การดำเนินการตามกลยุทธ์ของ GC ค่ะ Financial Highlight แล้วก็ตัว Market Outlook นะคะ ก็ขออนุญาตเริ่มจากส่วนแรกนะคะในเรื่องของการดำเนินการตามกลยุทธ์ของ GC ค่ะ ก็อันนี้ก็จะเป็นการ wrap up ให้เห็นนะคะ ก็ GC มีการนำส่งรายงานผลการเงินงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนะคะ ก็จะเห็นว่าสำหรับไตรมาสนี้นะคะ ก็ในเรื่องของผลการดำเนินงานของ GCA ปรับตัวดีขึ้นนะคะ ก็หลัก ๆ ก็ทางในเรื่องของตัวรายได้นะคะ ตัว Adjusted EBITDA นะคะ ตัว Operating Profit แล้วก็ตัว Net Profit เองนะคะ ซึ่งโดยหลักนะคะ ก็จะมาจากการที่ตัว GCA มีความสามารถในการแข่งขันในเชิงที่ว่าเราเป็น Integrated Value Chain นะคะ ก็ GC มีทั้งโรงกลั่น โรงอะโรมาติกส์ แล้วก็โรงปิโตเคมีนะคะ ซึ่งอันนี้เองก็ทำให้ในเรื่องของ Product ที่เราได้จากในเรื่องของโรงกลั่น ก็สามารถต่อยอดไปเป็นวัตถุดิบในโรงอะโรมาติกส์ แล้วก็โรงโอเลฟินส์ของ GC ได้นะคะ ตรงนี้เองก็ทำให้ GC ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของในส่วนของ Middle East นะคะ ซึ่งที่ผ่านมาก็จะมีในเรื่องของความท้าทายในเรื่องของ conflict ที่เกิดขึ้นนะคะ ซึ่งอันนี้ก็จะทำให้ในผู้เล่นรายอื่นก็จะมีในเรื่องของ supply ที่อาจจะขาดแคลนในบางช่วงเวลานะคะ อีกทั้งตัว GC เองค่ะ ก็มีความ flexible ในเรื่องของวัตถุดิบของเรา มีทั้งในเรื่องของแก๊ส แล้วก็ในเรื่องของ liquid ซึ่งตรงนี้เองเราก็พยายามที่จะมีการ optimize การใช้วัตถุดิบนะคะ ซึ่งก็ทำให้ในเรื่องของ operating rate ของ GC ในช่วงที่ผ่านมานะคะ ถ้าดูจากกราฟทางด้านซ้าย ก็จะเห็นว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคนะคะ ของ GC ก็จะมี run rate ในแท่งสีน้ำเงินเนี่ย ก็ถ้าในช่วงของก่อน เราก็จะสูงกว่าในเรื่องของคู่แข่งนะคะ ในภูมิภาคเดียวกันเนี่ย ทั้งก่อนในช่วงของการเกิด crisis ใน Middle East conflict นะคะ แล้วก็หลังจากที่เกิดในช่วงปัจจุบันนี้ เราก็สามารถ run rate ได้ระดับที่ดีนะคะ ในส่วนของสิ่งที่ GC ได้ดำเนินการถัดมานะคะ ก็อย่างที่เคยนำเรียนนักลงทุนนะคะ ว่าในเรื่องของ internal เองนะคะ GC ก็มีการที่จะมี initiative ต่าง ๆ เพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องของการเพิ่มรายได้ แล้วก็ลดต้นทุนต่าง ๆ นะคะ ซึ่งในช่วงในปีนี้ค่ะ เราก็มีการตั้งเป้าว่าเราจะ uplift ในเรื่องของ EBITDA ได้ 4,000 ล้านบาทค่ะ ซึ่งในช่วง first half ที่ผ่านมานะคะ ก็ GC ก็สามารถที่จะดำเนินการได้ตามแผนนะคะ ในส่วนของ Onex นะคะ ซึ่งเป็นบริษัทที่ GC ถือหุ้น 100% อันนี้ทำธุรกิจในเรื่องของ Specialty Chemicals ค่ะ ก็จะมีความได้เปรียบในเชิงที่ว่าในเรื่องลักษณะของกำไรต่อหน่วยนะคะ ของ Onex เองเนี่ยก็จะผันผวนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับธุรกิจของ commodities ปิโตเคมีคอลทั่วไปค่ะ ซึ่งตรงนี้เองก็มาช่วยทำให้ portfolio ของ GC เองเนี่ยค่อนข้างที่จะ stable นะคะ ก็อันนี้ก็ในส่วนของในช่วงที่เกิด Middle East conflict นะคะ ก็ทาง Onex เองก็มีการบริหารจัดการ ในการบริหารการต้นทุนเนี่ย ก็ทำให้เขาได้รับผลกระทบในเรื่องของความผันผวนของราคาวัตถุดิบเนี่ยค่อนข้างน้อยนะคะ ในส่วนของถัดมานะคะ ก็จะให้เห็นภาพในเรื่องของ แล้ว GC มองอย่างไรในเรื่องของ second half ของปีนี้นะคะ ก็จริง ๆ ในเรื่องของ geopolitical เอง ก็ยังมีความไม่แน่นอนนะคะ ก็ถ้าทุกท่านตามข่าวอยู่ ก็จะเห็นว่ามันก็ยังมีความผันผวนในเรื่องของไม่ว่าจะเป็นของราคาน้ำมันดิบนะคะ อันนี้เองเนี่ยทางบริษัทก็ต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนะคะ ซึ่งตรงนี้เองก็จะมีผลกระทบในเรื่องของ performance ในเรื่องของค่าการกลั่นนะคะ ซึ่งแต่เราก็ยังมองว่านะคะ ในเรื่องของ spread เนี่ยของโรงกลั่นเองเนี่ยก็อาจจะมีการปรับตัว normalize ลงนะคะ แต่ว่าก็ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าในช่วงก่อนที่จะเกิด conflict ต่าง ๆ นะคะ ในส่วนของ utilization rate นะคะ ก็จริง ๆ ใน second half ของเราก็คงมองว่าก็คงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงของครึ่งปีแรกของปีนี้ค่ะ แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ยังจะต้องมีการดูในเรื่องของนโยบายของภาครัฐนะคะ ในการที่จะมีการผ่อนคลายในการที่จะทำให้เรา export product ได้มากขึ้นหรือเปล่านะคะ อันนี้ก็จะมีผลกระทบที่เราจะต้องมีการติดตามต่อไปนะคะ ในส่วนของธุรกิจปิโตเคมีคอลส์ค่ะ ก็จริง ๆ spread เนี่ยก็ในครึ่งหลังเนี่ยก็อาจจะมีการ soft ตัวลงนะคะ ก็อาจจะไม่ได้พีคเหมือนในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมานะคะ หลัก ๆ ก็เริ่มจากว่า supplier ต่าง ๆ ในภูมิภาคเนี่ยก็อาจจะทยอยเริ่มกลับมาที่จะกลับมาผลิตได้ในระดับที่เพิ่มขึ้นนะคะ ก็อันนี้ก็จะเป็นปัจจัยที่ทาง GC ต้องติดตามนะคะ ในเชิง volume นะคะ ก็ olefins เนี่ยก็คงจะในระดับใกล้เคียงกับครึ่งปีแรกของปีนี้นะคะ แต่ว่าในเชิงของ aromatics ค่ะ ก็เนื่องจากว่าเรามี plan ที่จะ maintenance shutdown ในช่วง Q3 ของปีนี้นะคะ ก็ช่วงหนึ่งนะคะประมาณ 40 วัน ตรงนี้เองก็จะ impact ในเชิงของ volume ของ aromatics นะคะ แล้วก็ตัว ethane ที่เราได้จากปตท. ค่ะ ก็มันจะมีช่วงที่ปตท.

ก็จะมีการ maintenance shutdown ในเรื่องของโรงแยกนะคะ ก็อาจจะใน Q3 ก็อาจจะมีผลกระทบในเรื่องของ volume บ้างนะคะ แต่เราก็คิดว่าในทั้งปีนี้เราก็ยังสามารถที่จะรับ ethane volume จากปตท. ได้ตามแผนนะคะ ตัว Onex เองค่ะ ก็จริง ๆ volume growth เนี่ยค่อนข้างดีนะคะ เพราะว่าก็สามารถที่จะปีนี้เนี่ยก็คาดว่าสามารถที่จะ deliver การ growth ได้ตามที่ได้เคยเรียนนักลงทุนไว้ก็ประมาณ mid-single digit นะคะ อันนี้ก็มีการบริหารจัดการในเรื่องของ task to activity ต่าง ๆ นะคะ ก็ทำให้คาดว่าในเชิงของ performance ของ Onex ก็น่าจะอยู่ในระดับที่ดีนะคะ Initiative อื่น ๆ ก็เดี๋ยว GC ก็ยังมีการดำเนินการอยู่นะคะ ก็คาดว่าจะเป็นไปตาม target นะคะ ทีนี้หน้าถัดมานะคะ นี่เป็นการสรุปภาพรวมนะคะ ว่าจริง ๆ GC มีการดำเนินการตามกลยุทธ์ที่เราได้เคยแจ้งทางนักลงทุนไว้นะคะ ก็จนถึงปัจจุบันนะคะ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเนี่ย ก็จะเห็นว่าจริง ๆ activity หลักที่ GC ทำไปนะคะ ก็ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ portfolio transformation ค่ะ อันนี้เป้าหมายหลักก็คือเราต้องการที่จะปรับพอร์ตของ GC ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นนะคะ โดยที่เราก็จะ exit หรือว่าวิทดรอออกจากธุรกิจที่เรามองว่าไม่ได้มีความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวนะคะ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็มีการดำเนินการไปในทางโลโก้ที่แสดงให้เห็นนะคะ ก็จะเป็นบริษัทที่เราได้มีการตัดสินใจดำเน คิดว่าเป็นไปตามแผนนะคะ แต่ระยะยาวเนี่ยเราก็จะมุ่งเน้นในการนำเอาในเรื่องของดิจิทัลมาใช้นะคะ ซึ่งที่ผ่านมาเนี่ยเราก็มีการใช้ดิจิทัลกับทางด้านของแพลนนะคะไปเรียบร้อยนะคะ แต่ว่าในอนาคตเนี่ยเราก็จะมีการขยายวงนะคะ ให้เป็นในเรื่องของ Company-wide มากขึ้น ในเชิงของ Support Function ก็ต้องมีการนำเอาดิจิทัลเทคโนโลยี AI มาใช้นะคะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแล้วก็ลดต้นทุนนะคะ ซึ่งเราก็ยังคงเป้าหมายระยะยาวนะคะที่จะ achieve ในเรื่องของ EBITDA Uplift ที่ 300 ล้านเหรียญอย่างต่ำนะคะในปี 2030 นะคะ ส่วน ONEX เองนะคะ ก็จริง ๆ ที่ผ่านมาก็ต้องบอกว่าเขาก็สามารถที่จะสร้าง growth ใน key market นะคะ อย่างที่เคยเรียนนักลงทุนว่า เขาก็จะโฟกัสในเรื่องของไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ hub strategy นะคะ มีการมาตั้งในเรื่องของ India hub, China hub ซึ่งก็มี growth ค่อนข้างเยอะนะคะ มีโอกาสในการเติบโตค่อนข้างสูง ตรงนี้เองเนี่ยเขาก็ทำในระดับที่ค่อนข้างดีนะคะ มีการทำในเรื่องของ footprint optimization การบริหารจัดการ plant ที่อาจจะอยู่ใกล้เคียงกัน มีการนำมา consolidate กัน เพื่อให้ในเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนหรือ supply chain ได้ดีขึ้นนะคะ อันนี้ก็ ONEX ก็ดำเนินการตามกลยุทธ์นี้นะคะ ในระยะยาวเนี่ย ONEX คงจะต้องมีการโฟกัสมากขึ้นนะคะ ว่ามีการ revisit ในเรื่องของ product portfolio นะคะ ว่ามุมไหนเนี่ยเป็น area ที่ ONEX มีความสามารถในการแข่งขัน แล้วก็ area นั้นยังมี growth area ของ market นั้นนะคะ ก็จะโฟกัสมากขึ้น ก็เดี๋ยวจะมีการดำเนินการในเรื่องของการกำหนดเป็นกลยุทธ์ต่อไปนะคะ เดี๋ยวจะมีรายละเอียดที่นำเสนอในต่อไปนะคะ ทีนี้ในส่วนระยะยาวค่ะ ก็อย่างที่เคยเรียนว่า จริง ๆ เราตั้งใจที่จะ transform ในเรื่องของมาตะพุตนะคะ ซึ่งเป็น area หลักที่ทาง plant ของ GC ก็มีอยู่นะคะ อันนี้เรามองเห็นศักยภาพของมาตะพุตในการที่จะ transform จาก commodity เนี่ยให้เป็น Specialty นะคะ ซึ่งก็จะ align กับตัวเป้าหมายของ GC ในการที่เราอยากที่จะมีในเรื่องของ Specialty product เนี่ยให้อยู่ใน portfolio ของเราได้ 30% ของ portfolio ในปี 2030 นะคะ ทีนี้ในเรื่องของ portfolio transformation นะคะ หน้าถัดมาก็จะเห็นว่าจริง ๆ key message ก็คือที่ผ่านมานี้เราดำเนินการในหลาย ๆ ด้านนะคะ ก็มีผลสำเร็จไปค่อนข้างชัดเจนนะคะ ซึ่งจริง ๆ ในเชิงของ EBITDA ค่ะ ก็เรามองว่ากราฟด้านขวานะคะ จะเป็นเหมือนเป้าหมายที่เรามองว่าหลังจากที่เรามีการปรับพอร์ตเรียบร้อยนะคะ สิ่งที่จะ positive กลับมาที่ตัว GC เองนะ ก็จะเห็นว่าในเชิงของ earnings นะคะ ก็เราก็จะลดการรับรู้การขาดทุนในบริษัทที่เรามีการลงทุนดังกล่าวนะคะ ซึ่งก็ถ้าปี 2026 เนี่ยก็คาดว่าสามารถ uplift ได้ประมาณ 5 พันล้านบาท อย่างที่เคยนำเรียนทางนักลงทุนไว้นะคะ แล้วก็ 2027 เนี่ยก็อาจจะเพิ่มขึ้นค่ะ ซึ่งอันนี้ก็เทียบกับ baseline ก็คือผลการดำเนินงานของแต่ละบริษัทในปี 2024 ค่ะ อันนี้ก็จะให้เห็นภาพว่า outcome ที่เกิดขึ้นจากการปรับพอร์ตของเรา ก็จะเป็นในเชิงบวกกับ performance ของ GC นะคะ ทางด้าน asset strategy ค่ะ ก็อย่างที่เรียนนะคะ ว่าวันนี้เราในระยะ medium to long term เนี่ย เราจะมาฟокусที่ตัว asset ที่เรามีค่อนข้างเยอะนะคะ ก็มีถึง 45 facility นะคะ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน Aromatics, Olefins, Polymer แล้วก็ Intermediates ค่ะ ซึ่งตรงนี้เองเนี่ยเราจะฟอกัสว่า asset ไหนนะคะ ในเชิงของ technology ในเชิงของ cost competitiveness นะคะ ในเรื่องของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนะคะ อันนี้เราต้องมีการดูว่าการทำอย่างไรให้ asset เนี่ยเกิดประโยชน์สูงสุดนะคะ ในเชิงของการใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต หรือว่า CapEx เนี่ย เราก็ต้องบริหารจัดการให้มั่นใจว่า asset ที่เรามีอยู่เนี่ยก็มีความสามารถในการแข่งขันนะคะ ซึ่งตรงนี้เนี่ยอยู่ระหว่างการจัดทำในรายละเอียดนะคะ ก็ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมก็เดี๋ยวคงมานำเรียนให้นักลงทุนทราบต่อไปนะคะ ในส่วนของอีกส่วนหนึ่งที่ก็อย่างที่นักลงทุนทราบนะคะ ว่าเรามีการประกาศไปในช่วงเดือนเมษานะคะ ว่าเรามีการเข้าไปลงนามในเรื่องของ non-binding MOU นะคะในการศึกษากันร่วมลงทุนในการจัดตั้ง JV ร่วมกับบริษัท SCG Chemicals ค่ะ เป็นลูกของ SCC นะคะ ก็นี้เองเนี่ยปัจจุบันเนี่ยก็อยู่ระหว่าง ก็มี progress ไปในระดับที่ดีนะคะ ก็หลัก ๆ ก็จะเป็นสิ่งที่เราดำเนินการอยู่ก็จะเป็นในเรื่องของเป็น 4 work stream หลักนะคะ ในเรื่องของการดูในเรื่องของ due diligence แล้วก็ valuation ต่าง ๆ นะคะ การศึกษาในเรื่องของการ approval ต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ อย่างเช่น anti-trust ต่าง ๆ นะคะ หรือว่าการกำหนดในเรื่องของ operating model นะคะ ทำอย่างไรให้เราจะมีการ design การบริหารจัดการ JV เพื่อที่จะให้มีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดนะคะ ทำอย่างไรให้ทั้ง GC แล้วก็ SCC เนี่ยสามารถที่จะมีการจัดตั้ง operating model ที่เหมาะสมนะคะ รวมถึงในเรื่องของ synergy ที่จะเกิดขึ้นจากการมี JV นี้นะคะ ก็เราคาดว่าเราจะสามารถที่จะ finalize ในเรื่องของ valuation หรือว่า structure ต่าง ๆ ได้ภายใน 3 เดือน สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีนี้นะคะ ก็เดี๋ยวคงมีการนำเรียนในรายละเอียดต่อไปนะคะ ทางด้านของ ONEX ค่ะ อันนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ทาง ONEX ก็ยังมีการกำหนดกลยุทธ์นะคะ ก็อย่างที่เรียนว่าที่ผ่านมาเนี่ย ONEX ก็มีส่วนสำคัญนะคะ ในการที่จะเป็น priority ที่ในเรื่องของ drive ให้เราไปสู่ในเรื่องของ Specialty business นะคะ ซึ่งที่ผ่านมาเนี่ยก็ ONEX ก็สามารถที่จะสร้าง volume ได้ในระดับที่ดีนะคะ ก็มีการ growth ได้ 5% เมื่อเทียบกับครึ่งปีของปีที่แล้วนะคะ ซึ่งตรงนี้เองเนี่ยหลัก ๆ ก็มาจากการที่เขามี portfolio ที่มันค่อนข้างกว้างนะคะ ในเรื่องของ product แล้วก็เขาสามารถที่จะบริหารจัดการราคาขายนะคะ แล้วก็บริหารจัดการต้นทุนขายได้อย่างดี แม้ว่าในช่วงที่มีวิกฤตในเรื่องของ Middle East conflict ซึ่งจะกระทบในเรื่องของต้นทุนนะคะ ในเรื่องของการ growth area อย่างที่เรียนนะคะว่าเขาก็มีการโฟกัสที่จะมีการเข้ามาสู่ในส่วนของ region ที่มีโอกาสในการเติบโต มี demand growth ค่อนข้างเยอะนะคะ ไม่ว่าจะเป็นของ India หรือจีนนะคะ ซึ่งทางโปรเจกต์ที่ล่าสุดที่เขาเพิ่งประกาศไปนะคะ ก็ FID ก็คือเป็น Southeast Asia hub นะคะ ก็คือการมาลงทุนในระยองนะคะ ก็คือมาตะพุดเนี่ยมีการ FID ในเรื่องของการนำเอาเทคโนโลยี SCA ของเขานะคะ ก็เข้ามาทำเป็น first plant ที่เอเชียแปซิฟิกค่ะ ซึ่งตรงนี้เองเนี่ยเป็นเทคโนโลยีสำคัญของ ONEX เองนะคะ ที่เป็นในเรื่องของการทำ coating ให้กับรถยนต์นะคะ ซึ่งอันนี้เองเนี่ยเขาจะมีเทคโนโลยีพิเศษที่ทำให้มีการเคลือบแล้วเนี่ยสีเนี่ยก็ไม่มีการย้อยกลับมา อันนี้ก็จะเป็นเทคโนโลยีที่คิดว่ามี demand ค่อนข้างดีนะคะ ก็การที่เขาเข้ามาในระยองเนี่ยก็ทำให้เขา reposition ออกมานะคะ ก็คือ exit ออกมาจากตรง product portfolio ตรงนั้นนะคะ ในระยะยาวค่ะ ก็เขายังต้องสร้าง growth ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ใหม่ ๆ ว่ามีการหา partner เข้ามาเพื่อให้มั่นใจว่าเขาสามารถสร้าง growth ได้ในอนาคตนะคะ ในส่วนสุดท้ายนะคะ ก็จะเป็นในเรื่องของเชิง Material Transformation อย่างที่เรียนนะคะ ว่าจริง ๆ เราก็อยากจะ transform ตัว Material เพราะว่าเนื่องจากว่า Material ก็ค่อนข้างเป็นลิคงอุตสาหกรรมที่มี infrastructure ที่พร้อมนะคะ มี supply chain ต่าง ๆ นะคะ ซึ่งตรงนี้เองเราก็มองเห็นศักยภาพในการที่จะ transform Material เป็น specialty แล้วก็ bio circularity นะคะ ซึ่งก็อาจจะเป็นการที่เราร่วมลงทุนกับ partner นะคะ ก็อย่างที่ผ่านมาเนี่ย เราก็มีการทำ MOU กับ Mitsubishi แล้วก็ Toray นะคะ ซึ่งเป็น partner จากญี่ปุ่นเนี่ย เพื่อที่จะมีการสร้างในเรื่องของ bio-based bio-plastic ต่าง ๆ อันนี้ก็จะเป็น area ที่เรามองไปในอนาคตนะคะ อันนี้ก็จะเป็นแผนที่ GC มองไว้นะคะ หน้าน่าสุดท้ายนี้ก็จะเป็นการ wrap up ในส่วน จริง ๆ GC ก็ยังคงยืนตามกลยุทธ์ของบริษัทนะคะ ในเชิงของ 5 pillars นะคะ อย่างที่เคยนำเรียนนักลงทุน ว่าเราก็อาจจะมีการเพิ่มในส่วนของ transformation ที่เราทำไปนะคะ ก็วันนี้ก็มาเน้นในเรื่องของ asset strategy เพิ่มมากขึ้นนะคะ holistic ก็คงยังทำอยู่ แต่อย่างที่เรียนว่าเราก็จะขยายวงกว้างจากที่เคยทำที่โรงงาน ก็จะต้องกลับมาเป็น company-wide มากขึ้นนะคะ ตัว Onex เองก็มีกลยุทธ์ที่ค่อนข้างชัดเจนนะคะ แล้วก็ตัว sustainable core กับ plastic transformation อันนี้ก็จะเป็นจุดที่เราให้ความสำคัญในระยะยาวค่ะ ก็อันนี้ก็น่าจะเป็นภาพรวมสรุปกลยุทธ์ของ GC นะคะ อันนี้ถัดมาก็จะเป็นในเรื่องของ financial highlight ค่ะ ก็เดี๋ยวเชิญคุณปวิตค่ะ ถัดมาก็ขอเข้าในส่วนของผลประกอบการนะครับ ในไตรมาส 2 ที่เราได้มีการเรียนแจ้งไปแล้วนะครับ ก็จะเห็นได้ว่าผลประกอบการนะครับ ถ้าเราเริ่มต้นดูที่ตัว adjusted EBITDA นะครับ ก็จะเห็นได้ว่าปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนนะครับ เป็นมากก็คือในไตรมาสที่ 2 เรารายงานอยู่ที่ประมาณ 26,900 ล้านบาทนะครับ ก็คือเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนประมาณ 81% นะครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นผลจากทั้งเรื่องของสถานการณ์ปัจจัยทางตลาดภายนอกนะครับ แล้วก็จาก initiative ต่าง ๆ ที่ GC ได้มีการทำมาสองเดือนเองด้วย ตั้งแต่ช่วงต้นปีมาจนถึงไตรมาส 2 ที่ผ่านมานะครับ ซึ่งเรื่องของความไม่แน่นอนในสถานการณ์ตลาดเนี่ย ก็จะเห็นได้ว่าทำให้ตัวทั้งราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่ 2 แล้วก็เรื่องของราคาแล้วก็ส่วนต่างหรือกำไรต่าง ๆ ก็ปรับตามขึ้นมาด้วยนะครับ ซึ่งการที่ GC เนี่ย เรามีโครงสร้างของหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ที่บูรณาการกันนะครับ ก็คือเป็น integrated value chain นะครับ ทั้งโรงกลั่น แล้วก็ตัวของฝั่งปิโตรเคมีนะครับ ก็จะทำให้เราสามารถเดินเครื่องมาผลิตได้ต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าที่จะเห็นได้ว่าผู้เล่นอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้อาจจะได้รับผลกระทบกันบ้างในเรื่องของการลดการผลิต หรือว่าต้องมีการหยุดเดินเครื่องเลยนะครับ แต่ว่าการที่ GC สามารถจัดหาวัตถุดิบได้ต่อเนื่องนะครับ แล้วก็เดินเครื่องได้ปกติ ทำให้เราสามารถรับรู้ตรงนี้เข้ามา ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าทั้งในแง่ของปริมาณการขายนะครับ แล้วก็อัตราการเดินเครื่องของ GC เนี่ย เขาอยู่ในระดับที่ปกติในช่วงไตรมาสที่ 2 นะครับ ทีนี้ถ้าเราดูในส่วนของผลกำไรที่เรารายงานนะครับ ก็อยู่ที่ 12,200 ล้านบาทนะครับ ซึ่งก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วเนี่ยก็จะเห็นได้ว่าเรามีตัวค่าใช้จ่ายที่เป็นรายการพิเศษอยู่นะครับ เยอะ ๆ เนี่ยก็คือสองสามรายการด้วยกันนะครับ อย่างอันแรกก็คือเป็นตัวของ stock gain loss net NRV นะครับ ซึ่งโดยรวมมันอยู่ที่ประมาณ 1,900 ล้านบาทนะครับ นอกจากนั้นก็จะมีอีกรายการหนึ่งนะครับ ก็คือตัวการตั้งค่าสำรองค่าใช้จ่ายนะครับ หรือว่าตัว provision สำหรับการดำเนินการ shutdown ตัวโรงงานของ GC Polymers อยู่ที่ 1,700 ล้านบาทนะครับ ซึ่งถ้าไม่นับพวกรายการที่เป็นรายการพิเศษต่าง ๆ เราเนี่ย ก็จะเห็นได้ว่าเรามีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้านบาทนะครับ ทีนี้ถ้ามาดูในส่วนของ EBITDA ของแต่ละ segment นะครับ ก็อาจจะขอเข้าในส่วนของหน้าถัดไปเลยนะครับ ตัว portfolio contribution ของเรานะครับ จริง ๆ ก็ในไตรมาสนี้เห็นได้ค่อนข้างมี contribution ที่ค่อนข้างดีจากในทุก ๆ segment เลยนะครับ อย่างเช่นธุรกิจโรงกลั่นเนี่ย ก็ contribute ประมาณ 29% นะครับ ซึ่งจริง ๆ ถึงแม้ว่าในไตรมาสนี้ SCIM จะอ่อนตัวลงเล็กน้อยนะครับ แล้วก็เราอาจจะได้รับผลกระทบในเรื่องของปริมาณการขายที่ปรับลดลงเล็กน้อยนะครับ เนื่องจากว่ายังคงมีผลของข้อบังคับในเรื่องของการห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์ refinery products ต่าง ๆ นะครับ เราก็เลยอาจจะต้องมีการปรับลดตัวอัตราการผลิตลงเล็กน้อยนะครับ แต่ว่าโดยรวมใน EBITDA ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับในไตรมาสที่ 1 นะครับ ในส่วนของทางปิโตรเคมีนะครับ ก็จะปรับตัวดีขึ้นในทุก ๆ segment นะครับ ไม่ว่าจะเป็น aromatic ที่ก็ปรับตัวดีขึ้นตาม spread ของสเปรดตัว condensate residue ที่ปรับตัวดีขึ้นนะครับ ส่วน olefin ก็จะเป็นไตรมาสที่ contribution ปรับตัวดีขึ้นตามราคาผลิตภัณฑ์ของเรานะครับ ก็คือตัว polyethylene แล้วก็ตัว spread ของ polyethylene เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ก็ดีขึ้นด้วยนะครับ จากประมาณ 331 ขึ้นมาอยู่ที่ 526 เหรียญต่อตันนะครับ แล้วก็อีก segment หนึ่งก็คือตัว performance chemical นะครับ หรือตัวที่เห็นในสีส้มเนี่ยนะครับ ก็คือจะเป็นมาจากธุรกิจ Outnets นะครับ ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมานี้ ผลดำเนินการของ Outnets ก็ปรับตัวดีขึ้นมาเช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งก็เป็นผลมาจากการที่เขาสามารถปรับตัวราคาในการขายได้อย่างต่อเนื่องนะครับ แม้ว่าจะมีภาวะของต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นนะครับ ก็ทำให้ EBITDA ของ Outnets เนี่ยปรับตัวสูงขึ้นมาตามไปด้วยนะครับ ก็โดยรวมก็จะเห็นได้ว่า EBITDA ทั้งหมดก็จะอยู่ที่ประมาณ 27,000 ล้านบาทนะครับ ซึ่งถ้าเทียบกับไตรมาสก่อนเนี่ย ก็คือปรับตัวขึ้นมาประมาณ 80% เลยนะครับ ถัดมานะครับ ก็จะเป็นภาพของกำไรขาดทุนนะครับ จริง ๆ ในภาพนี้ก็คงอาจจะแค่เรียนนะครับ ในส่วนของ initiative ที่ GC ได้ทำนะครับ ในเรื่องของการควบคุมค่าใช้จ่าย พวก cost control ต่าง ๆ นะครับ ซึ่งถ้าดูตามงบการเงินเนี่ย อาจจะเห็นได้ว่ามีต้นทุนพวก fixed overhead หรือว่า variable cost แล้วก็ SG&A ที่ปรับสูงขึ้นนะครับ แต่ตรงนี้เนี่ยก็เป็นผลมาจากส่วนหนึ่งก็คือว่าค่าใช้จ่ายที่อาจจะสูงขึ้นตามต้นทุนราคาน้ำมันดิบนะครับ ก็เลยอาจจะทำให้พวกต้นทุนที่เกี่ยวกับเรื่องพวก utility ต่าง ๆ เนี่ยปรับเติมขึ้นมานะครับ นอกจากนี้ก็คือในไตรมาสนี้เนี่ย เรามีการรับรู้รายได้ที่เกี่ยวกับเรื่องของรายได้ที่เป็นการบริการให้เกี่ยวกับเรื่องของวิศวกรรมนะครับ ซึ่งอันนี้เนี่ยก็พอมี เรายังดำเนินการต่อเนื่องตามแผนที่เราได้เรียนแจ้งไว้นะครับ ส่วนอีกรายการหนึ่งที่ได้เรียนไปก็คือว่าเราอาจจะมีการบันทึกตัว stock, gain loss แล้วก็ NRV นะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นไปตามทิศทางของราคาน้ำมันดิบเลยนะครับ ส่วนถัดไปนะครับ ก็จะขอเข้าสู่เรื่องของฐานะการเงินของ GC นะครับ ซึ่งตรงนี้ประเด็นที่อยากจะไฮไลต์เห็นก็คือแนวโน้มในเรื่องของการลดภาระหนี้สินของบริษัทนะครับ ซึ่งถ้าเราดูที่ตัวของอัตราส่วนตัว debt-to-EBITDA นะครับ จะเห็นว่าปรับลดลงมาล่าสุดในไตรมาส 2 นะ อยู่ที่ 2.3 เท่านะครับ ซึ่งก็ปรับลดลงอย่างมากนะครับ อย่างเช่นถ้าเทียบกับในไตรมาสที่แล้วเนี่ย ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 4 เท่านะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นผลมาจาก EBITDA ที่ดีขึ้นนะครับ แต่ว่านอกจากนั้นเนี่ย ก็คือเรายังคงได้มีการดำเนินการในเรื่องของการลดหนี้สินอยู่นะครับ ซึ่งล่าสุดเนี่ยก็จะเห็นได้ว่าตัวหนี้สินที่มีภาระเบี้ยวหรือว่าตัว IBD นะครับ ก็จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 150,000 ล้านบาทนะครับ ซึ่งในหน้าถัดไปเนี่ย เราก็จะได้มีการเทียบให้เห็นนะครับ ว่าถ้าเทียบกับในอดีตนะครับ เราจะเห็นได้ว่าตัว IBD ของเราเนี่ยก็ลดลงมาต่อเนื่องเลยนะครับ ตอนนี้ก็ลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในถ้ามองแล้วหลังไป 5 ปีนะครับ อย่าง 5 ปีที่แล้วเนี่ย ยังอยู่ที่ประมาณ 260,000 ล้านบาทนะครับ ก็เห็นว่าลดลงมามากกว่า 100,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานะครับ ก็มาจากผลของกิจกรรมที่เราทำมาต่อเนื่องนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับซัพพอร์ตจาก ปตท.

ในรูปแบบของ extended trade credit นะครับ หรือว่าจะเป็นตัวเรื่องของการขายสินทรัพย์ที่เป็น non-core asset ของเราออกไปนะครับ ซึ่งในต้นปีที่ผ่านมานี้ เราก็ได้มีการขายตัวสินทรัพย์ที่เป็นท่าเทียบเรือ แล้วก็ถังผลิตภัณฑ์เสร็จไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ก็จะเห็นได้ว่าเมื่อหนี้สินของเราลดลงมาอยู่ระดับที่ค่อนข้างดีขึ้นแล้วนะครับ ในลำดับถัดไปเนี่ย ตอนนี้เราก็จะไปเน้นในเรื่องของการบริหารตัว repayment schedule หรือว่าในเรื่องของการกำหนดการในการจ่ายคืนนี้ของเรานะครับ เพื่อที่จะได้ให้มีความสอดคล้องกับความสามารถในการทำกำไรของเรามากขึ้นนะครับ ก็เห็นได้ว่าตอนนี้เรามีแผนในเรื่องของการออกหุ้นกู้ชุดใหม่อยู่นะครับ ซึ่งโดยรวมแล้วนี้ก็อาจจะเป็นหุ้นกู้ที่เราเหมือนออกมาเพื่อให้มีระยะเวลาในการชำระหนี้สูงขึ้นนะครับ ก็ถัดไปขอเข้าในส่วนของภาวะตลาด market outlook เลยนะครับ คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบนะคะ บริษัทคาดการณ์ว่าเนี่ย ราคาน้ำมันดิบโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 77 ถึง 90 เหรียญต่อบาร์เรล ก็จะแบ่งออกเป็น 2 case ค่ะ คือในกรณีที่เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อต่อเนื่อง ประกอบกับการที่รัสเซียไม่สามารถส่งน้ำมันดิบออกมาได้ เนื่องจากตัว US waiver รัสเซีย sanction ได้หมดอายุไปตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยที่ผ่านมาจะทำให้ราคาอยู่ในระดับสูงแถว ๆ ประมาณ 90 เหรียญต่อบาร์เรลค่ะ แต่ถ้าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย คาดว่าราคาจะค่อย ๆ ปรับตัวลงมาอยู่แถว ๆ 75 เหรียญต่อบาร์เรล นอกจากนี้ความต้องการใช้น้ำมันดิบชะลอตัวชั่วคราวจากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป การอุปทานเข้าสู่ภาวะตึงตัวชั่วคราว โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันดีเซลและน้ำมันเษก เนื่องจากแรงผลิตบางส่วนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบทั้งในประเทศรัสเซียและแถบตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถส่งออกมาได้ อีกทั้งความต้องการใช้น้ำมันแก๊สโซลินปรับตัวสูงขึ้นจากการเข้าสู่ฤดูร้อน บริษัทจึงคาดการณ์ว่า price spread over Dubai ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปโดยรวมจะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยกลุ่มน้ำมัน gas oil ยังอยู่ในระดับสูงที่ 46 ถึง 50 เหรียญต่อบาร์เรล กลุ่มน้ำมัน gasoline อยู่ที่ 18 ถึง 22 เหรียญต่อบาร์เรล และกลุ่มน้ำมัน low sulfur fuel oil จะอยู่ที่ 12 ถึง 15 เหรียญต่อบาร์เรลโดยเฉลี่ยสำหรับปี 2569 ค่ะ ถัดมาจะเป็นกลุ่ม aromatics ราคา PX และราคา benzene ได้รับอานิสงส์จากการปิดซ่อมบำรุงโรงงานในประเทศจีนในช่วงไตรมาส 2 ประกอบกับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ benzene นำไปเป็นพวกผลิตน้ำมันแก๊สโซลินที่มีความต้องการสูงเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ได้ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม spread ของ PX และ benzene ถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยยะ จากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยบริษัทคาดการณ์ว่า PX spread over naphtha จะทรงตัวอยู่ที่ 270 ถึง 280 เหรียญต่อตัน ในขณะที่ benzene spread over naphtha จะอยู่ที่ 130 ถึง 140 เหรียญต่อตันสำหรับปี 2569 ค่ะ ต่อมาผลิตภัณฑ์ PTA ประสบภาวะอุปทานตึงตัวชั่วคราว เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ความต้องการผลิตขวดน้ำดื่ม PET เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน ทำให้ spread ของทั้ง PTA และ PET ปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ทั้งนี้อุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปลายทางอย่างเท็กไทล์ในประเทศจีนยังคงไม่ฟื้นตัว บริษัทจึงคาดการณ์ว่า PTA spread โดยเฉลี่ยสำหรับปี 2569 จะทรงตัวอยู่ที่ 70 ถึง 80 เหรียญต่อตัน ในขณะที่ PET spread จะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 130 ถึง 140 เหรียญต่อตันค่ะ สำหรับผลิตภัณฑ์ phenol และ BPA มีปัจจัยหนุนจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานในประเทศจีนตั้งแต่ไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 ส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัวชั่วคราว ในขณะที่โรงงานในประเทศอินเดียประสบภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ ทั้งนี้การเพิ่มกำลังการผลิต phenol ในประเทศอินเดียในช่วงเดือนกันยายนอาจเป็นปัจจัยกดดันราคาต่อไปค่ะ บริษัทคาดการณ์ว่าในปี 2569 phenol spread จะปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 200 ถึง 210 เหรียญต่อตัน ในขณะที่ BPA spread จะทรงตัวอยู่แถว ๆ 290 ถึง 300 เหรียญต่อตันค่ะ สำหรับกลุ่มสุดท้าย กลุ่มผลิตภัณฑ์ olefin บริษัทคาดว่าราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติก HDPE จะปรับสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 1,120 ถึง 1,150 เหรียญต่อตันจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ปริมาณเม็ดพลาสติกเม็ดของผู้ผลิตต้นทุนต่ำในประเทศจีนยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ความสามารถในการส่งออกเม็ดพลาสติกมีจำกัด อย่างไรก็ตามอุปสงค์ปลายทางยังคงอ่อนแอตามสภาวะเศรษฐกิจ บริษัทจึงคาดการณ์ว่า HDPE spread over naphtha จะเฉลี่ยอยู่ที่ 375 ถึง 405 เหรียญต่อตัน สำหรับปี 2569 สำหรับผลิตภัณฑ์ MEG คาดการการฟื้นตัวของอุปสงค์ยังเป็นไปอย่างจำกัด อีกทั้งผู้ผลิตในประเทศจีนมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาส 4 แม้จะมีแรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัวจากการที่ผู้ผลิตในตะวันออก คณะกรรมการของเราก็จะพิจารณาในเรื่องของเงินปันผลระหว่างกาล ในส่วนของแนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 แล้วก็ครึ่งปีหลังนะครับ ว่าจะเป็นยังไงนะครับ อันนี้ก็จริง ๆ ตามที่ในพรีเซนเตชันเราได้มีการเรียนไปแล้วนะครับ ก็คือว่าเรามองว่าในช่วงสถานการณ์ในไตรมาส 3 ที่เราเห็นมาแล้วหนึ่งเดือนครึ่ง ก็เห็นได้ว่าตัวธุรกิจลงกรดก็ยังมีตัวของส่วนต่างราคาธุรกิจก็ยังอยู่ในระดับที่สูงอยู่ หลังจากที่ได้เริ่มมีการความไม่แน่นอนในเรื่องของสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ประสวกับที่ในช่วงเดือน 7 เดือน 8 เนี่ยก็จะเป็นช่วงของฤดูร้อน ที่อาจจะทำให้มีดีมานด์ในประเทศทางด้านของสหรัฐแล้วก็ยุโรปที่สูงขึ้นด้วยในช่วงนี้ ก็อาจจะยังเป็นส่วนที่ซัพพอร์ตอยู่ แต่ว่าถ้าดูในส่วนของธุรกิจปิโตเคมี ก็คิดว่าสถานการณ์เรื่องของการตึงตัวของวัตถุดิบ แล้วก็การผลิตที่อาจจะได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ตอนที่มีความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ในช่วงไตรมาส 3 ก็น่าจะมีความคลี่คลายไปแล้วบางส่วน ก็คือว่าเริ่มมีผู้ผลิตบางรายที่เริ่มกลับมาผลิตได้บ้างแล้วตรงนั้นก็เลยทำให้สถานการณ์การตึงตัวของการผลิตลดน้อยลง แต่ว่ายังไงก็ตาม เราก็ยังมองว่าเป็นสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนมาก ๆ อยู่ เพราะฉะนั้นเราก็เลยยังต้องมีการติดตามสถานการณ์อยู่ต่อเวลา แล้วก็มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการวางแผนการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในตลาด แต่ว่ายังไงก็ตาม อันนี้เราก็คิดว่าด้วยความได้เปรียบของ GC ในแง่ของโครงสร้างแล้วก็ในเรื่องของการจัดหาวัตถุดิบที่เรามีแผนในการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบทางฝั่งของน้ำมันดิบ ซึ่งเราก็สามารถจัดหาได้จากหลากหลายแหล่ง โดยที่ที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้มีความจำเป็นในเรื่องของการพึ่งพาส่วนน้ำมันดิบจากตัวตะวันออกกลาง เพราะว่าเราสามารถใช้น้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือว่าแอฟริกา แล้วก็ทางด้านของอเมริกาใต้เองด้วย ก็ทำให้เรามีวัตถุดิบทั้งในฝั่งของน้ำมันดิบ แล้วก็วัตถุดิบทางด้านแก๊ส ที่เรามีการจัดหาแก๊สในประเทศเอง แล้วก็นำเข้าด้วยบางส่วน โดยรวมเราก็ถือว่าทำให้มีความหลากหลาย แล้วก็ทำให้เราสามารถเดินเครื่องการผลิตได้ต่อเนื่อง ก็คิดว่าน่าจะทำให้เป็นปัจจัยที่ซัพพอร์ตตัวประกอบการของเราในช่วงครึ่งปีหลังได้อยู่ ในเรื่องของคำถามที่ถามกันเรื่องของตัวพวกพรีเมียม หรือว่าพวกค่าประกัน ค่าเดินเรืออะไรต่าง ๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น จริง ๆ ก็ต้องบอกว่าในตอนนี้เนี่ย อย่างที่เรียนให้รู้ว่ายังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงมาก ๆ เพราะว่าสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเวลาที่มีความไม่แน่นอนตรงไหน ก็ยังส่งผลกระทบทำให้พวกต้นทุนตรงนี้อาจจะยังสูงอยู่ ก็อาจจะไม่ได้สูงมากเท่ากับตอนช่วงที่เกิดสงครามหรือเกิดความไม่แน่นอนใหม่ ๆ แต่ว่าก็ยังถือว่าเป็นระดับที่สูงกว่าช่วงที่ก่อนเกิดความไม่สงบในตะวันออกกลางขึ้นมาค่ะ คำถามเรื่องแผนศึกษาจัดตั้งร่วมทุนกับ SCG นะคะ จริง ๆ ก็อย่างที่เรียนนะคะ ว่าปัจจุบันก็ยังมีความคืบหน้าระดับหนึ่ง ก็อยู่ระหว่างการคอนเฟิร์มในเรื่องของดีลิเจนซ์ ค่ะ ในเรื่องของซินเนอร์จี ซึ่งหลัก ๆ ค่ะ ก็จริง ๆ เป้าหมายค่ะ ก็คือเหมือนเป็นการรวมเอาความแข็งแกร่ง จุดแข็งของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกันนะคะ อย่างที่เคยเรียนว่า อย่างตัว GC เองเนี่ยมีความยืดหยุ่นในเรื่องของวัตถุดิบนะคะ อันนี้เองเนี่ยก็จะเป็นจุดที่จะช่วยทำให้ JV สามารถที่จะสร้างซินเนอร์จีกันได้นะคะ ในขณะที่ตัว SCG เองค่ะ ก็อาจจะมองในเรื่องของดาวน์สตรีมโปรดักต์ ซึ่งมีความหลากหลาย แล้วก็มีความเป็นสเปเชียลตี้ระดับหนึ่งค่ะ อันนี้ก็จะช่วยทำให้เรา optimize ในเรื่องของการดำเนินธุรกิจร่วมกัน ในเรื่องของ operation synergy ต่าง ๆ อันนี้ก็คิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับทั้งตัว GC, SCG เคมนะคะ แล้วก็รวมถึงตัวประเทศไทยเองด้วยนะคะ อันนี้ก็คิดว่าถ้าเกิดว่าผลการศึกษาออกมานะคะ ก็เดี๋ยวคงจะมีการนำเรียนต่อไปนะคะ ประมาณค่ะ แล้วถ้าไม่มีก็ขอขอบคุณทุกท่านนะคะ ก็เดี๋ยวพบกันใหม่ในไตรมาสหน้านะคะ วันนี้สวัสดีค่ะ