Operator
ค่ะ ยินดีต้อนรับทุกท่านกลับเข้าสู่การแถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2568 นะคะ สำหรับการแถลงผลประกอบการในวันนี้นะคะ จะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ประกอบด้วย 1 แผนกลยุทธ์องค์กร 2 ผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2568 3 แนวโน้มตลาดปี 2569 และหลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงถามตอบค่ะ ลำดับถัดไป ดิฉันขอแนะนำท่านผู้บริหารค่ะ คุณณรงค์ศักดิ์ ชิวากานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คุณทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี และคุณศิริเดช คุ้มวงค์ดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและพาณิชยกิจ ขอเรียนเชิญท่านผู้บริหารเริ่มการแถลงผลประกอบการค่ะ
ณรงค์ศักดิ์ ชิวากานนท์
ครับ สวัสดีนักวิเคราะห์ทุกท่านนะครับ ก็เมื่อกี้เราใช้เวลาพอสมควรกับเรื่อง allnex นะครับ เข้าใจว่าเวลาอาจจะกระชั้นไปนิดหนึ่ง อาจจะมีคำถามมากกว่านี้ นะครับ ก็เดี๋ยวทางทีม IR จะรวบรวมคำถามจากท่านนักวิเคราะห์นะครับ แล้วก็เดี๋ยวเราจะให้ความชัดเจนนะครับ ตอบคำถามเพิ่มเติมไปได้นะครับ ก็ดีครับ เป็นการพูดคุยใช้เวลากับเรื่องพวกนี้ เพราะมันอาจจะไม่ได้มีโอกาสใช้เวลากันก่อนหน้านี้มากเท่าไรนะครับ แนวทางเราก็พยายามจะจัด session อย่างนี้อะนะครับ ก่อนการแถลงผลประกอบการนะครับ เพราะผมเชื่อว่าผลประกอบการข้อมูลนักวิเคราะห์น่าจะมี ความถนัดแล้วก็มีความชัดเจนในเรื่องการประเมินอยู่แล้วนะครับ ก็ครั้งต่อๆ ไป ให้ feedback มาได้นะครับว่าอยากจะทราบเรื่องไหนอย่างไรนะครับ ก็วันนี้ 3 section นะครับ เดี๋ยวผมเริ่มก่อนนะครับ ใช้เวลาไม่ได้เยอะนะครับ เพราะว่า ข้อมูลได้แถลงออกไปแล้วนะครับ ก่อนหน้านี้ แล้วก็อยากจะเนื่องจากเป็นปลายปีนะ คิดว่าทุกท่านคงอยากจะมองว่า แล้วปีหน้าจะเป็นอย่างไรนะครับ คงอาจจะใช้เวลาตรงนั้นมากกว่าส่วนที่ ผ่านไปแล้วนะครับ ถัดไปครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้ก็เป็นภาพเดิมนะครับ ความชัดเจนก็ยังไม่ได้มีมากในแง่ของ macro นะฮะ ถึงแม้ว่าเรื่อง tariff จะดูเหมือนจะ มีการชะลอในการตั้งกำแพงภาษีนะครับ แต่ในระยะยาวก็ยังมีความไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่ ในอเมริกาจะตัดสินว่า tariff ที่ออกไปแล้วเนี่ย จะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายหรือเปล่า ถ้าไม่มี เกิดอะไรขึ้น ก็ยังไม่มีความชัดเจนนะครับ เรื่อง tension ต่างๆ ก็ยังคล้ายๆ เดิม ถึงแม้จะมีแนวโน้มจะดีขึ้น แต่ก็ยังต้องติดตามต่อ เรื่องราคาที่ผันผวน ก็ยังเหมือนเดิมนะครับ อย่างตัวอย่างเช่นเมื่อคืนนี้ พอมีข่าวออกมาว่า demand supply ของน้ำมันนะฮะ สัดส่วน demand เนี่ย supply จะ surplus มากกว่าที่คาดไว้ ก็ราคาก็ตก ราคาน้ำมันเมื่อคืนนี้ นะครับ ก็ยังผันผวนอยู่ นะครับ trend ที่ทุกคนจับตามองก็คือ ไอ้เรื่อง rationalization ที่มีการประกาศแล้วในประเทศจีนนะครับ ในการควบคุม capacity ในประเทศเกาหลีใต้ นะครับ แล้วในญี่ปุ่น ที่ประกาศทิศทางมาแล้ว แต่ว่า execution จริงๆ เนี่ยจะเกิดเมื่อไร แต่ระหว่างช่วงที่รอ execution จริง ทุกโรงงานก็พยายามจะเดินกันเต็มที่ ก็เลยเป็นผลทำให้ เราก็เห็นว่า margin ในช่วงไตรมาส 3 เนี่ย อ่อนตัวลงพอสมควร นะครับ กราฟที่อยากจะให้นักวิเคราะห์ลองดูนะครับ ก็ทีมงานก็ไปรวบรวมข้อมูลนะครับ ซึ่งผมว่าก็เป็น illustration ที่น่าจะ อธิบายหลายๆ อย่างได้นะครับ กราฟเส้นนี่ก็เป็น margin ของ product นะครับ ก็คือ spread ของ high-den นะฮะ ของ PX แล้วก็ benzene ก็เป็น proxy ของ petrochemical ตัวใหญ่ๆ นะฮะ ก็เห็นว่า trend มันลงนะครับ downward ในช่วงที่ผ่านมา นะฮะ แต่ถามว่ามันจะเป็นงี้นานไหม อันนี้คงไม่มีใครสามารถตอบได้ แต่ถามว่ามัน bottom หรือยัง เรายังเชื่อว่ามัน bottom แล้วนะครับ แต่คำถามที่ไม่มีใครตอบ ได้ชัดเจนว่ามันจะยาวแค่ไหนนะครับ ส่วนกราฟแท่งตัวเลขเนี่ยนะครับ ก็คือไปดูผลประกอบการนะครับ เอา absolute EBITDA ของผู้ประกอบการ ทั่วโลกนะครับ ที่เทียบเคียงกันได้นะครับ ในกลุ่มต่างๆ แล้วก็ ดูว่า แล้ว normalize ว่าถ้าปี 2021 เนี่ย ถือว่าเป็น 100% เป็น 1 แล้วเอากลุ่มบริษัทเดียวกันมานั่งดู ผลประกอบการ EBITDA ในปีถัดๆ ไป แล้วเทียบเคียง 2021 เป็นอย่างไรบ้างนะครับ ก็จะเห็นชัดเจนว่ามันลงนะครับ แล้วลงต่อ ใน 2025 นะครับ ก็สอดคล้องกับทิศทางที่เราเห็นนะครับ ไปครับ strategy ยังเหมือนเดิมนะครับ 3 เรื่องแรก portfolio เรื่อง holistic optimization เรื่อง high-value business ซึ่งเมื่อกี้ คุณภัทรดิยา ได้อธิบายไปนะครับ ก็จะเป็นเรื่องที่เราเร่งทำในระยะ 1-3 ปี ข้างหน้า ส่วนข้อ 4 ข้อ 5 นะครับ เรื่อง sustainability กับเรื่องการ transform มาบตาพุด asset ให้ไปสู่เรื่อง specialty มากขึ้น ก็จะเป็นระยะ 5 ปี ถึง 10 ปี ถัดไปนะครับ highlight ก็จะเป็นเรื่อง foundation เช่นกันนะครับ ซึ่งจะมี สิ่งที่เรา deliver โดยเฉพาะเรื่อง การลดหนี้ deleverage นะครับ ในช่วงที่ผ่านมานะครับ ถัดไปครับ ภาพนี้คงไม่ได้มีข้อมูลอะไรที่ไม่ได้เคยเปิดเผยนะครับ แต่เป็นการ ที่ มาสรุปนะครับ ให้นักวิเคราะห์ รับข้อมูล อีกครั้งหนึ่งนะครับ ว่า ในปีที่ผ่านมาถึงแม้มันมีความท้าทายแล้วก็ความผันผวนมาก แต่เราก็ deliver ในสิ่งที่เราวางแผนแล้วก็ทำไว้ นะครับ ไม่ว่าเรื่อง portfolio transformation นะครับ ซึ่ง Vencorex การขาย asset นะครับ ของ Vencorex ในอเมริกาและไทย น่าจะเสร็จ นะครับ น่าจะ close ได้ ภายในปลายปีนี้นะครับ แต่มันอาจจะ ค่อนข้างปริ่ม นะครับ เป็นช่วงปลายปี มีช่วงวันหยุดอะไรเยอะนะครับ ถ้า spill ออกไปเนี่ย อาจจะเป็นแค่ ช่วงต้นปีนะครับ แนวโน้มไม่ได้มี อะไรน่าเป็นห่วงนะครับ เรื่อง KGC, Kuraray JV ที่เราลดสัดส่วนการถือหุ้นนะครับ Asset-light strategy นะครับ 2 asset ซึ่งอยู่ใน ข่าวแล้ว แล้วก็จะเข้า ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ในวันอังคารหน้านะครับ เรื่องการลดต้นทุนนะครับ เรื่องการเอา feedstock จากอเมริกา นะครับ เรื่องลดต้นทุน performance enhancement เรายืนยันว่าเป้า 5,500 ซึ่งปรับ จากตอนแรกต้นปี 4,500 ล้านบาท มาเป็น 5,500 ล้านบาท ในปีนี้เรา deliver ได้แน่ๆ นะครับ เพราะตอนนี้ก็มา เกือบ 11 เดือนแล้ว นะครับ เรามั่นใจว่าทำได้แน่ๆ นะครับ แล้วโครงการที่เพิ่ม performance โดยเฉพาะ เรื่อง olefin co-energy ใช้พลังงานความเย็นจากทางท่าเรือ LNG มาเสริม gas cracker ที่เป็น ethane cracker ตัวที่แข็งแรงเรา เพิ่ม efficiency ในอีก 2 ปีข้างหน้า ก็เดินหน้าตามแผนนะครับ ส่วนเรื่อง high-value business เนี่ย ก็คงไม่พูดเพิ่มนะครับ เพราะกุ้งพูดไปแล้วนะครับ ส่วน highlight ของเรื่อง sustainable portfolio ถึงแม้ว่า scale ยังไม่ได้ใหญ่มากนะครับ แต่มันเป็น opportunity ที่เราดูแล้วมัน promising ก็คือเรื่อง การใช้เรื่อง มาตรฐาน mass balance นะครับ แล้วใช้ asset ที่มีอยู่ แล้วก็ใส่ ไอ้เรื่อง UCO เข้าไปนะครับ ก็ผลิตมาเป็น SAF แต่จริงๆ เราผลิตได้มากกว่านั้น ก็คือเป็น biopolymer จะเป็น PP ไรก็แล้วแต่ เป็น ไปในทิศทางที่ดี แล้วเป็นตัวที่ทำกำไร ทำ margin ได้ เรากำลังดูอยู่เรื่องของการ ความพร้อมของ supply chain และการที่จะ ขยายในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อไรมี mandate ของ SAF ในประเทศไทยนะครับ หน้าถัดไปครับ ครับ อันนี้คงไม่ใช้เวลามากนะครับ ก็คือเรื่อง bond ของอเมริกา $1.1 billion แล้วก็ปลายปีนี้นะครับ เป็นบาท ของ hybrid ตัว perpetual bond นะครับ ที่กำลังจะ launch ในปลายปีนี้นะครับ หน้าถัดไปครับ ส่วน asset monetization 2 asset ก็เป็นเรื่อง ท่าเรือ ถัง นะครับ ที่เราได้มีการประกาศว่า จะนำข้อเสนอ ต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นนะครับ ในวันอังคารหน้า ก็คือขายหุ้นในบริษัท Thai Tank Terminal นะครับ แล้วแต่ยังถืออยู่ 1 1% เพื่อ สอดคล้องกับ ใบอนุญาต ของทางการนิคมนะครับ ซึ่งเข้าใจว่าได้รับ การเห็นชอบจากการนิคมแล้วนะครับ อีกอันหนึ่งก็เป็นท่าเรือที่ GC ถืออยู่ 100% นะครับ ก็ขาย asset นะครับ แล้วเรื่องท่าเรือแล้วเรากลับมาเป็น เช่าแล้วก็เป็นผู้ใช้ รับบริการต่อ แต่ในกรณีของท่าเรือที่ขายออกไป อันนั้นน่ะ GC ก็จะเป็นคนทำ O&M นะครับ เพื่อให้ มาตรฐานในการ บริหาร ในการ ปฏิบัติการอย่าง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงใน interim นี้ นะครับ เม็ดเงินโดยรวมนะครับ 9,000 กว่าล้านนะครับ หักภาษีมาแล้วก็คง net เข้ามาแล้วประมาณสัก 7,000 กว่าล้านบาทนะครับ แต่จะมี one-time gain 2,000 กว่าล้านบาท ซึ่งจะเห็น realize ในบัญชี หลัง closing ตอนที่ closing ในต้นปีหน้านะครับ ไปครับ ก็ภาพนี้น่าจะเป็นภาพที่ทุกท่านอาจจะให้ความสำคัญ มากที่สุดในการคุยวันนี้นะครับ outlook ในปีหน้าน่าจะเป็นอย่างไรนะครับ ด้านบน ก็จะเป็น โชว์เป็น indication ของเรื่องแรก ก็คือเรื่อง volume นะครับ เนื่องจากปีนี้ ปัจจุบันตอนนี้ ไตรมาส 4 เรามีการ turnaround โรงกลั่นน้ำมันนะครับ ซึ่งเป็นโรงใหญ่ นะครับ ปีหน้า เราไม่ได้มีการ turnaround โรงงานใหญ่ๆ แล้วนะครับ งั้น utilization ของโรงกลั่นก็จะเยอะขึ้น นะครับ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับ petrochemical เหมือนกัน มีแต่โรงที่ไม่ได้ใหญ่มาก มี aromatic โรงเดียว ที่เหลือก็เป็นการเดินเครื่องปกติ งั้นจะเห็นว่า volume ทั้งเรื่องโรงกลั่น แล้วก็ปิโตรเคมีก็จะสูงขึ้น นะครับ ก็จะเป็นตัวช่วย ตัวที่ทำเสริมให้ผลประกอบการปีหน้าเนี่ย ดีขึ้น ethane นะครับ ก็เป็นสิ่งที่เรา รายงานนักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ว่าเรา ทำงานกับทาง ปตท. ใกล้ชิด เพื่อที่จะหาวิธีในการที่จะเพิ่ม volume ของ ethane นะครับ ซึ่ง ณ วัน ปีนี้เราคาดว่าจะจบ ได้ประมาณ 1.8 ล้านตัน นะครับ ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วพอสมควร 10-15% แต่เป้าหมายเราน่าจะเป็นที่ 1.9 ล้านตันนะครับ run rate ณ ปัจจุบัน ถ้า รักษามาตรฐานได้ยังงี้ ก็ปีหน้าน่าจะทำได้ 1.9 ล้านตัน ไม่มีปัญหา นะครับ ส่วนด้านขวานะครับ ที่ตัวเลขที่ผมรายงานก่อนหน้านี้แล้ว 5,000 การลดต้นทุน นะครับ แล้วก็เพิ่ม productivity นะครับ เพิ่มรายรับต่างๆ ที่ทำให้เราเห็นผล แล้วเป็น recurring 5,500 ล้านบาท ในปี 2025 เนี่ยนะครับ เนื่องจากเป็น recurring ก็จะเป็นตัวที่ ไปส่งผลกระทบในทางบวกต่อในปีหน้า คราวนี้เราก็มองกันว่าเราทำอะไรได้เพิ่มเติมได้ไหมนะครับ จะมี 1,200 ซึ่งอยู่ในแผนเดิมอยู่แล้ว holistic optimization ที่เราจะเพิ่ม productivity เพิ่ม EBITDA เนี่ย $300 million ในปี 2030 ถ้าทอนมาเป็นเป้ารายปีของปี 2026 ก็จะเป็น 1,200 ล้านบาท ส่วน 1,000 ล้านบาท ที่ on-top นะครับ เราก็ตั้งเป้ากันในบริษัทนะครับ วางแผน ตอนวางงบประมาณว่า 1,000 ล้านบาท เนี่ยก็คือ โดยคร่าวๆ เรามองเรื่อง fixed cost ต่างๆ ที่มีแนวโน้มจะมี inflation โดยธรรมชาติอยู่แล้ว เราก็ตั้งเป้าว่า เราต้องหาวิธี ในการ offset inflation ที่เกิดขึ้นใน fixed cost โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ margin เนี่ยอาจจะยังมีความไม่ชัดเจนว่าจะ recover เมื่อไร งั้นโดยรวมๆ ก็จะมีอีก 2,200 ล้านบาท on-top ของ 5,500 ล้านบาท ที่เราทำไว้แล้ว แล้วก็จะ recur ไปเรื่อยๆ นะครับ ถ้ามองในภาพข้างล่างนะครับ พยายามดู เป็น waterfall นะครับ ตอนนี้เราประกาศผล 9 ถึง 9 เดือน ใน 2025 ไปแล้ว ตัวเลขซึ่งเดี๋ยวทางคุณทิติพงษ์คงเล่าในรายละเอียดมากขึ้น ในปีหน้านะครับ ใน volume ส่วนที่เพิ่มจาก utilization ที่ไม่มีการ turnaround โรงงานใหญ่ๆ เนี่ยนะครับ ก็อยู่ประมาณ 3,000-4,000 ล้าน ก็ แน่นอนขึ้นอยู่กับ assumption ของ margin ปีหน้า แล้ว 2,200 ล้าน ก็คือตัวเลขที่มาจากด้านขวาบนนะครับ ที่เราจะทำ on-top ของ 5,500 นะฮะ อีกส่วนหนึ่งก็คือ Vencorex นะครับ ซึ่ง ปีเนี้ยนะครับ ถึงแม้ว่าเราทำทุกอย่างได้เกือบเสร็จหมดเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่ก็ยังมี cost บางอย่าง นะครับ ในกระบวนการ ทำให้ยังมี fixed cost ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับ Vencorex ในปีนี้ ซึ่งปีหน้าไม่มีแล้ว มันก็จะดีขึ้น 2,400 ล้านบาท allnex เมื่อกี้ กุ้ง คุณภัทรดิยา พูดถึงไปแล้วนะครับ มีทั้งเรื่องการ strategic initiative นะครับ แล้วก็ cost action ก็จะเป็นส่วนที่ uplift ตรงนี้ให้ แต่ question mark ที่ทุกคนก็ถามถึง เราก็ประเมินแล้วก็มี view นะครับ แต่ว่ามันมีความไม่แน่นอน พอสมควร ก็ต้องติดตามกันต่อ แต่เราเชื่อว่ามันน่าจะ bottom แล้ว ถ้ามีก็จะเป็น upside นะครับ ในปีหน้า นะครับ แล้วสุดท้ายก็คือ ก็จะมี one-time gain นะครับ จาก transaction ที่จะ non-core asset monetization ที่จะ close ปีหน้า ประมาณ 2,300 ล้าน ครับ ตัวนี้ก็จะเป็นตัวช่วยใน uplift นะครับ ที่เรา บริหารจัดการได้นะครับ control ได้ แต่สิ่งที่อยู่ใน question mark ก็คือ เป็นสิ่งที่ทุกคนพยายามมองอยู่นะครับ หวังว่ามันจะดีขึ้นนะครับ ต้อง monitor อยู่ แต่ว่า เราก็ไม่ได้ rely on ไอ้ตัว question mark นั้นอย่างเดียว ครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้เป็นภาพรวมของ allnex นะครับ ผมคงไม่ได้พูดซ้ำนะครับ เพราะเหมือนกับที่ คุณภัทรดิยา present นะครับ China hub, India, Southeast Asia อเมริกา ที่โรงงานที่เรา modify กำลังจะเริ่มเดินเครื่อง นะครับ เรื่อง growth platform ซึ่งเมื่อกี้คุณภัทรดิยาพูดถึงนะครับ ก็จะเป็น target ที่เราจะ drive เรื่องพวกนี้นะครับ เพราะว่าอยู่ในวิสัยที่เราทำได้แล้วมันไม่ได้เป็นการเข้าไป take market share จากคู่แข่ง แต่มันเป็นการสร้างตลาดใหม่ มีการ substitute product เดิม โดยใช้ product ที่ allnex มีและมีศักยภาพทำได้ แล้วต้นทุนสู้ได้นะครับ ส่วน M&A ต่างๆ เนี่ยก็จะเป็นระยะถัดไปนะครับ เนื่องจากพอนัยหนึ่งอย่างเช่นในยุโรป นะครับ พอไม่มี growth หลายบริษัทก็คงมองถึงโอกาสในการที่จะ divest หรือว่า consolidate เราก็จะดูนั้นเป็น opportunity นะครับ แต่ว่า scale ไม่น่าจะใหญ่มาก นะครับ อันนั้นก็ดูเป็น project project ไป ครับ ภาพรวม ก็จะมีอีกอันหนึ่ง ข้างล่างนะฮะ RY ก็คือ ระยอง นะครับ เป็นโครงการที่ได้เล่าให้นักลงทุน มาพอสมควรแล้วนะครับ ก็ใกล้ที่จะ FID แล้วนะครับ ที่ใช้เวลามากกว่าที่เราคาดไว้ ก็เพราะว่าเราไป optimize ต้นทุน capex เราสามารถลด capex based on configuration ที่เรามีอยู่ แล้วในโรงงานที่มาบตาพุด ของ allnex ทำให้ต้นทุนในการลงทุนเนี่ย น้อยลง เพราะจะเป็นการ ดีปน ในอีกส่วนหนึ่ง นะครับ อันนั้นก็จะสามารถตัดสินใจได้ในต้นปีหน้า แล้วก็จะเดินเครื่องใน 2027-2028 นะครับ ก็จะเป็น growth อีกตัวหนึ่ง ก็ตาม concept ของ hub ต่างๆ นะครับ งั้นผมขอสรุป การรายงานผมแค่นี้ เดี๋ยวเชิญคุณทิติพงษ์ต่อฮะ
ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี
ครับ ขอบคุณครับ CEO หน้าถัดไปเลยครับ ก็ก่อนเข้าในรายละเอียด ผม recap ให้เห็นภาพรวมนะครับ ก็จริงๆ ในภาพรวมเนี่ย ตัวรายได้ลดลงนะครับ จาก 470,000 สำหรับ 9 เดือน นะเป็น 390,000 ก็ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบนะครับ แล้วก็ถ้าดูกราฟ ซ้ายล่างนะครับ ก็จะเห็นว่าไตรมาส 3 เนี่ย เรารายงานตัวกำไรนะครับ ก็อยู่ที่ประมาณ -2,900 ล้านนะครับ ซึ่งก็ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 แต่ถ้าดู operating profit ที่เป็นสีเทานะครับ ก็ -3,300 เทียบกับ -3,400 ในไตรมาส 2 ก็จะเห็นว่า ภาพรวมดีขึ้นนิดหน่อยนะครับ แล้วก็ถ้าดู 9 เดือน เนี่ยก็คือในภาพรวม เรา ติดลบอยู่ประมาณ 9,000 จริงๆ ถ้าเอา 9,000 ตรงนี้ไปประกบกับหน้า waterfall ที่ CEO ได้เรียนนะครับ ก็จะเห็น ภาพรวมนะครับ ของปีหน้า ถ้า สภาพตลาดนะครับ เป็นเหมือนปีนี้นะครับ แล้วก็มองในมุม EBITDA บนกราฟ ขวาบน ที่เป็นสีฟ้าๆ ก่อนนะครับ ก็ในภาพรวมปีนี้นะ 9 เดือน เนี่ย ตัว EBITDA ก็เรียกว่าปรับลดลงนะครับ พอสมควรเลย เมื่อเทียบกับ 9 เดือน ปีที่แล้วนะครับ จากประมาณ 29,000 ล้าน เหลือประมาณเกือบ 17,000 ล้าน นะครับ ซึ่งถ้าดูตัวสัดส่วน EBITDA contribution เนี่ย ในไตรมาส 3 นะครับ ก็ ตัวใหญ่สุดก็จะเป็นตัว สีแดงนะครับ กับสีเหลือง สีแดงก็คือมุมโรงกลั่น สีเหลืองก็คือ allnex นะครับ งั้นตัวที่ปรับลดลงค่อนข้างเยอะก็คือตัว olefin สีฟ้าๆ นะครับ olefin chain แล้วก็ aromatic chain ด้วยนะครับ ที่ปรับลดลงนะครับ อย่างมีนัยสำคัญนะครับ หน้าถัดไปครับ ก็ ก่อนเข้าไปดูรายละเอียด ก็ recap ให้เห็นภาพรวมนิดหนึ่งนะครับ ทางด้านขวามือนะ ถ้าจะเห็น ตัว refinery's margin เนี่ย ก็ดีขึ้นนะครับ จาก 5.3 เป็น 5.6 นะครับ แต่ไม่ได้ดีขึ้นมากนะครับ ตัว aromatic ในภาพรวมเนี่ย PX ดีขึ้น benzene แย่ลงนะครับ phenol ปรับลดลงพอสมควรเลยนะครับ PTA ก็ลดลงนะครับ เพราะงั้น ถ้าดู aromatic โดยที่ไม่นับ downstream เนี่ย ในภาพรวมก็ดูดีขึ้นนิดหน่อยนะครับ แต่ว่าถ้ารวมพวก downstream ด้วย เนี่ย ก็ปรับ ลดลงนะครับ ในส่วนของตัว olefin chain นะครับ ตัวที่ปรับลดลงก็คือราคา นะครับ ซึ่งอันนี้ก็สอดคล้องกับตัวภาพรวมของตัวราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยด้วยนะครับ โดยเฉพาะในช่วงต้นๆ แล้วก็ ในแง่ของ spread นะครับ ที่ปรับลดลงพอสมควรนะครับ จาก 361 เหรียญ เป็น 332 เหรียญ นะครับ อย่างที่พวกเราทราบกันว่าไตรมาส 3 เนี่ย มีโรงงานที่ก่อนหน้านี้เขา commercial shutdown ไปนะครับ ทั้งใน มาเลเซีย อินโดนีเซีย แล้วก็ในเวียดนามนะครับ แต่ตัวที่ดีขึ้นก็คือ MEG นะครับ แล้วก็ประกอบกับ GC เนี่ย เราก็ทำการ หยุดซ่อมบำรุงตัว MEG เรียบร้อยแล้วนะครับ reactor ทั้งหมดก็กลับมารันได้เต็มที่ นะ ไตรมาส 3 margin ดีขึ้นด้วย operating rate ดีขึ้นด้วย สำหรับ MEG นะครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้ก็ให้เห็น waterfall นะครับ ของตัว adjusted EBITDA นะครับ เทียบไตรมาส 2 กับไตรมาส 3 นะครับ ก็ในภาพรวมจะเห็นว่า ตัว refinery เนี่ย ตัว EBITDA ปรับลดลงนะครับ แต่จริงๆ ถ้าดูหน้าก่อนหน้านี้ เนี่ย GRM ดีขึ้นนิดหน่อยนะครับ แต่เหตุที่ปรับลดลงเนี่ย ก็ มีเรื่องของตัวเรื่องของ saving นะครับ เพราะ saving เนี่ย จากการ co-procure ไอ้ตัว crude oil นะครับ ก็มีเรื่องของการ booking นะครับ มี adjustment นิดหน่อยครับ แต่ว่าถ้าหักส่วนนั้นออกไปจริงๆ ในภาพรวม EBITDA มันก็สอดคล้องกับตัว GRM นะครับ ถัดมา aromatic นะครับ อย่างที่เรียนว่า ในภาพรวมเนี่ย จริงๆ ถ้าดู aromatic ล้วนๆ เนี่ย ก็จริงๆ ภาพรวม ควรจะดีขึ้นนิดหน่อยนะครับ แต่ว่ามีตัว downstream ด้วยนะครับ ประกอบกับเรื่องของไอ้ตัว feedstock procurement ที่เรียนไปคล้ายๆ กับ refinery นะครับ พอดี margin มันแทบจะไม่ต่างกันนะครับ พอมีตรงนั้นก็เลยอาจจะทำให้เหมือนกับทิศทางมันกลับทางนิดหนึ่งนะครับ ตัวที่สำคัญสุดคือ olefin นะครับ olefin เนี่ย อย่างที่เรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่า พอราคาตัว PE ลง เนื่องจากว่า วัตถุดิบ อีเทนของเราเนี่ยนะครับ มันก็จะล้อตาม ตัวราคา แต่ว่า margin ในภาพรวมก็จะปรับลดลง นะครับ แล้วก็ประกอบกับ ตัวปริมาณอีเทนด้วยนะครับ ที่ อาจจะลดลงนิดหน่อยนะครับ ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 นะครับ แต่ว่าจริงๆ ถ้าดูในภาพรวม อย่างที่เคยเรียนก่อนหน้านี้ว่า second half เนี่ย ในภาพรวมเนี่ย จะดีกว่า first half นะครับ เพราะอย่างตอนนี้เนี่ย ปริมาณอีเทนที่เราได้รับเนี่ย จริงๆ ก็เรียกว่าดีมากๆ นะครับ เมื่อเทียบกับ ตัว actual ในไตรมาส 3 นะครับ ก็คาดว่าในไตรมาส 4 เนี่ย ปริมาณอีเทนน่าจะ กลับเข้ามา ตามที่เราตั้งเป้าไว้นะครับ ทั้งไตรมาสเนี่ย ไม่น่าจะต่ำกว่า 500,000 ตัน นะครับ เทียบกับไตรมาส 9 เดือน ที่ผ่านมา อยู่ประมาณ 400,000 กว่า 400,000 4 450,000 นะครับ ก็จะเห็นการเพิ่มขึ้นของอีเทนอย่างมีนัยสำคัญนะครับ ก็ในส่วนของตัว อีกตัวหนึ่ง bio นะครับ bio เนี่ย ดีจากกลุ่มที่เป็น surfactant นะครับ พวก fatty alcohol margin ดีขึ้นนะครับ performance chemical นะครับ ก็คือ allnex เป็นหลักนะครับ ก็อย่างที่เมื่อกี้เรามี KM session ในภาพรวมเนี่ย ตอนต้นปีเราเคยคาดว่า volume ของ allnex เนี่ย น่าจะโตสักประมาณ แถว 5% นะครับ เทียบกับปีที่แล้วนะครับ แต่จากสถานการณ์ที่คุยกันไปแล้ว 9 เดือน เนี่ย volume น่าจะลดลงไปสักประมาณเกือบ 5% นะครับ เทียบกับปีที่แล้ว ในแง่ margin ก็ค่อนข้างทรงตัวนะครับ แต่ว่ามีเรื่อง volume ที่มี impact นะครับ หน้าถัดไปครับ หน้านี้ผมจะเน้นอยู่ 2 จุดนะครับ อันแรกก็คือบรรทัดที่ 5 กับบรรทัดที่ 9 นะครับ ถ้าดูในไตรมาส 3 เนี่ย ก็จะเห็นว่าเทียบกับไตรมาส 2 เนี่ย โดยเฉพาะ fixed overhead เหมือนกับเพิ่มขึ้นนิดหน่อย อันนั้นเป็นเรื่องของธุรกิจ service นะครับ GCME นะครับ พอเขามีโครงการเพิ่มขึ้น ก็มีตัวค่าใช้จ่ายตรงนี้เพิ่มขึ้นตาม รายได้รับนะครับ แต่ รายได้รับของตัว service มันก็จะอยู่ใน others revenues นะครับ แต่ว่าถ้าดูในภาพรวมปีนี้เทียบกับปีที่แล้วเนี่ย อย่าง บรรทัดที่ 5 กับบรรทัดที่ 9 รวมกันเนี่ยนะครับ ก็ลดลงไปนะครับ เนี่ยครับ ที่เคยเรียนไว้ 1,300-1,400 นะครับ ถ้าดู 9 เดือน นะครับ 9 เดือน รวมกันเนี่ย ลดไป น่าจะ เกือบ 5,000 กว่าล้าน นะครับ ก็จริงๆ 5,600 โดยประมาณ แล้วก็อันนี้ก็เป็นไปตามที่เราตั้งเป้าไว้ และอย่างที่เรียนว่า 3 ไตรมาส ถ้าเทียบเป้า 5,500 เนี่ย ตอนนี้เราได้มาประมาณสัก 4 4,000 นะครับ แล้วไตรมาส 4 ตั้งเป้าจะมี saving against budget อีกประมาณ 1,600 นะครับ ก็น่าจะเป็นไปตามเป้า อีกอันหนึ่งที่อยากจะ highlight ก็คือบรรทัดที่ 13 นะครับ net financial expense นะครับ ถ้าดูไตรมาส 3 ปีนี้เทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว เนี่ย ก็ลดลงไป 8,000 ล้าน 800 กว่าล้านบาทนะครับ ต่อไตรมาส นะครับ แล้วถ้าดู 9 เดือน นะครับ 9 เดือน ของปีนี้ก็อยู่ที่ 6,500 เทียบกับ 8,000 ต้นๆ นะครับ ก็ลดลงไป 2 พันกว่าล้านนะครับ นะครับ ก็ลดไปค่อนข้างเยอะนะครับ งั้นถ้าเกิดดูภาพทั้งปีเนี่ย ผมลองคำนวณคร่าวๆ แบบ เทียบกับก่อนที่เราจะทำเรื่อง deleverage นะครับ จนถึงเราทำ มาจนถึงเดือนกันยายนที่มีออก dollar perp ไปเนี่ย ก็ annualize เนี่ย ตัว interest expense น่าจะลดไปต่อปี น่าจะอย่างน้อย 4,000 ล้าน นะครับ หน้าถัดไปครับ อันนี้เป็น ซ้ายบนสุดนะครับ เป็นตัว balance sheet นะครับ ก็อยากจะ highlight ตัว interest-bearing debt นะครับ จริงๆ ถ้าดูตอนสิ้นปีเนี่ย interest-bearing debt อยู่ที่ 229,000 ล้าน นะครับ แต่ว่าตอนปลายปีที่แล้วถ้าจำได้ เนี่ย เราออกตัว Thai baht perp นะครับ 17,000 ล้าน นะครับ แล้วเอาไปคืนหนี้นะครับ ก็จริงๆ ก่อนหน้านี้น่าจะอยู่สักประมาณเกือบ 250,000 ล้าน นะครับ ก็ปัจจุบัน เนี่ย ตัว interest-bearing debt นะครับ ก็อยู่แถวประมาณ 150,000 ล้าน นะครับ ก็จริงๆ แล้วเนี่ย ตรงนี้เรามีการลดหนี้ในภาพรวมของกลุ่มเนี่ย ไปประมาณสัก 90,000 ล้าน นะครับ แล้วก็ ซึ่งระดับหนี้ตรงนี้ถ้ากลับไปดู เนี่ย ก็ น่าจะก่อนโควิด นะครับ ช่วงก่อนปี 21 เนี่ย หนี้ก็อยู่แถวนี้ นะครับ เพราะงั้นจริงๆ หนี้ก็ลดลงมา พอสมควร นะครับ แล้วก็ หนี้ธนาคารที่เป็นหนี้ระยะยาวเนี่ย เราก็ ได้คืนไปทั้งหมดแล้วนะครับ ที่เหลือก็จะเป็นพวกหุ้นกู้นะครับ ทั้ง สกุลบาท แล้วก็ US dollar นะครับ เพราะงั้น ระดับหนี้ก็ถ้าดู D/E ratio นะครับ ก็อยู่ที่ประมาณ 0.5 เท่า ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เรียกว่า เหมาะสม นะครับ กับสถานการณ์ปัจจุบัน นะครับ ซึ่งถ้าดูในแง่ของตัว cost of debt นะครับ ก็ จริงๆ เนี่ย เรามีการทำ CCS ด้วยนะครับ อย่างที่เคยเรียนไปก่อนหน้านี้ว่าตัว US dollar perp เนี่ย คูปอง 5 ปี มัน 6.5 แต่ swap เป็นไทยบาทเนี่ย ก็จะอยู่แค่ประมาณ 4.2 นะ หรือ 10 ปี ก็ swap ก็อยู่แค่ 4.5 ไม่เกินนะครับ ก็ในภาพรวม เนี่ย หลัง swap cost of debt ก็อยู่ที่ประมาณ 3.3% นะครับ ก็จริงๆ อันนี้ก็จะ link กับภาพของ asset monetization นะ ซึ่งก่อนหน้านี้เราพูดกันว่า เราจะเอา proceed มาส่วนหนึ่ง เนี่ยมาลดหนี้นะครับ จริงๆ เดี๋ยวเราได้เงินเพิ่มจากตัว asset monetization รอบนี้ที่จะเข้าผู้ถือหุ้น เนี่ย 9,000 กว่าล้าน เนี่ย ตอนนี้ก็ต้องไปดูว่าในแง่ของ proceed ที่ได้มา เนี่ย ก็ส่วนหนึ่งคงเรียกว่าเป็น pre-funding สำหรับการชำระหนี้ในปีหน้านะครับ เพราะงั้นพอดูภาพนี้ก็จะเห็นว่า GC ตอนนี้ก็เรื่องของ liquidity เนี่ยเราค่อนข้าง แข็งแรง แล้วก็ในแง่ของตัวภาระหนี้ที่มีก็อยู่ในระดับที่เรียกว่า ถือว่าค่อนข้างเหมาะสมนะครับ กับสถานการณ์แล้วนะครับ เพราะงั้นอนาคตในเรื่องของไอ้ตัว ภาระการชำระหนี้เนี่ย เราคิดว่าความเสี่ยงเนี่ยก็ค่อนข้างต่ำนะครับ เพราะว่าเราสามารถจะ refinance ตัวหนี้นี่ ได้นะครับ แล้วก็ capital structure เนี่ยก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำนะครับ ก็อันนั้นเป็นภาพรวมทั้งหมดทางการเงินนะครับ
ศิริเดช คุ้มวงค์ดี
ครับ สวัสดีครับ ก็ขอนำเสนอต่อด้วยสถานการณ์ตลาดนะครับ ก่อนที่เราจะลงไปดูในรายละเอียด ของแต่ละ business นะครับ ก็ขอให้ดูภาพใหญ่ก่อนนะครับ ก็ต้องบอกว่าตอนนี้สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ก็เกิดต่อเนื่องกันมามากกว่า 3 ปี แล้วนะครับ มีการเจรจากันไปหลายรอบ แล้วก็คาดการณ์ว่าทีแรก สงครามน่าจะสงบลงได้ แต่ว่าก็เกิด ยังไม่สงบนะครับ แล้วก็แถมมีปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรการ sanction ที่เพิ่มขึ้นมา หรือว่าการส่งโดรนนะครับ จาก ยูเครนหรือว่ารัสเซียเข้าไป ถล่มในหลายๆ ที่นะครับ ก็ส่งผล ต่อราคาน้ำมันนะครับ ทีนี้เรามาลงมาดูในรายละเอียดว่า มาตรการ sanction เนี่ย แต่ละประเทศมีอะไรบ้าง ก็เริ่มมาจากที่ยุโรปนะครับ ยุโรปเนี่ยก็มีการออกเรียกว่า sanction package มาหลายรอบด้วยกันนะครับ ล่าสุดที่ออกมาก็คือ เมื่อเร็วๆ นี้นะครับ การที่จะแบนการ import LNG นะครับ จากรัสเซีย อันนี้ก็จะเริ่มต้นปี 2027 นะครับ ตัวนี้ก็จะส่งผลกระทบ ค่อนข้างที่จะเยอะ เพราะว่า volume ค่อนข้างที่จะใหญ่นะครับ ปริมาณสัก 13% ของที่ ยุโรป import ทั้งหมดนะครับ แล้วก็มาที่ UK UK ก็มีมาตรการเมื่อสักเดือน ตุลาคม ตัวนี้ก็มีการ sanction นะครับ 2 บริษัทใหญ่ของรัสเซียก็คือว่า Rosneft กับ Lukoil นะครับ แล้วก็ล่าสุดมาก ก็คือที่อเมริกาเอง นะครับ ตัวนี้เมื่อวันที่ 22 October ปีนี้นะครับ ก็จะมีมาตรการ sanction 2 บริษัทใหญ่เช่นกันนะครับ ก็คือทั้ง Rosneft แล้วก็ Lukoil ซึ่ง effective จะเริ่มก็คือ เดือนนี้แล้วนะครับ วันที่ 21 พฤศจิกายน นะครับ ส่งผลกระทบอะไรบ้าง ถ้ามาดู ตัวกราฟด้านล่างนะครับ ก็จะเห็นว่า 2 บริษัทใหญ่ๆ นี้ครับ ทั้ง Rosneft กับทาง Lukoil นี่ครับ ก็ถือว่าเป็นบริษัทที่ ส่งออกน้ำมันนะครับ เรื่อง crude เนี่ย คิดเป็น 50% ของที่รัสเซียส่งออกทั้งหมด ก็จะเห็นว่ามันมี 2 สีนะครับ 3 สีด้วยกัน สีเทาๆ นี่ก็เป็น เป็นบริษัทที่ ไม่สามารถ identify ได้ ก็คือว่าเป็นตลาดที่ ตลาดมืดนะครับ แล้วก็ส่วนที่เป็นสีข้างล่าง 2 สี ก็คือทั้ง Lukoil แล้วก็ Rosneft นะครับ ทีนี้ถ้า 2 บริษัทนี้ถูก sanction ต่อไปก็จะมีทั้งสีเทาทั้งหมดนะครับ ก็จะไม่เหลือสีแดงหรือแดงเข้มแล้ว ก็คือเรียกว่าถูก sanction ไปทั้งหมด เรียกว่า 100% ซึ่งดูแล้วแนวโน้มเนี่ย ก็ น่าจะส่งผลกระทบ อย่างมากนะครับ ถ้าไม่สามารถที่จะกลับมา supply crude หรือว่า export ได้เหมือนเดิมนะครับ ทีนี้หน้าต่อไปเลยครับ นอกจากส่งผลกระทบต่อเรื่อง crude oil แล้ว ยังมีอะไรอีกนะครับ ก็มาดูเรื่องของ gasoil บ้าง gasoil 2 บริษัทนี้ก็ส่งออกประมาณสัก 30% ของที่รัสเซียส่งออกทั้งหมด ซึ่ง ถ้าถูก ตอนนี้คือมาตรการถูกแบน ตัวนี้จะหายไปนะครับ หายไปก็คือก็สุดท้ายก็จะกลับมาเป็นสีเทาหรือสีดำอีกเหมือนกัน ก็คือว่าเป็นไม่สามารถ identify ได้ ก็จะเห็นว่าช่วงช่วงที่ผ่านมา หลังกาศที่ ยูเครนเข้าไปส่งโดรนไปโจมตีในลัส- รัสเซียนะครับ หลายๆ จุด ไม่ว่าจะเป็นจุดการ ผลิตน้ำมัน หรือว่าการส่งออกน้ำมัน ก็จะเห็นว่า total production ของ gasoil นี่ ลดลงมา ปรับตัวลดลงมาเรื่อยๆ นะครับ ทีนี้มา มาดูว่า ด้วยการ sanction หรือว่าเรื่องของผลกระทบต่อ production ส่งผลกระทบยังไงต่อเรื่องของราคานะครับ หน้าต่อไปเลยครับ ตัว crude นะครับ ตัว crude จะเห็นว่าของ quarter 4 ก็ปรับตัวลดลงมานะครับ ตอนนี้ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการ sanction มาก็ตาม แต่ตลาดเนี่ยยังมีการคาด คาดการณ์ว่า สิ่งที่ รัสเซียถูกถูก sanction นะครับ 2 บริษัท ก็ยังน่าจะสามารถส่งออกได้นะครับ ก็คือจะเข้าไปตลาดที่เป็นเรียกว่าตลาดมืดเหมือนเดิมนะครับ ดังนั้นราคา เนี่ยของ crude ก็เลยไม่ได้มีการปรับตัวขึ้น นะครับ ก็ยังอยู่ที่ เฉลี่ยอยู่ประมาณสัก $67 ต่อบาร์เรล ปีหน้า business plan ก็ยังอยู่ที่ประมาณสัก $65 ถึง $69 ต่อบาร์เรลนะครับ แต่ขอยังไงก็ตาม ก็มีโอกาสว่าถ้าเกิดว่ามาตรการ sanction แล้วทำให้รัสเซียไม่สามารถที่จะส่งออก crude ได้ ได้จริงนะครับ ก็จะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นไปได้นะครับ ทีนี้มาดู ตัว crack spread นะครับ ก็จะเห็นว่า quarter 4 นะครับ quarter 4 นี่ ตัว gasoil ปรับตัวขึ้นไปสูงมากนะครับ เมื่อเทียบกับ quarter 3 ขึ้นไปถึง $24 ต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจุบัน ณ ตอนนี้ก็มากกว่า $30 ต่อบาร์เรลแล้วนะครับ ตัวนี้เนื่องจากผลกระทบเยอะๆ ก็คือจากเมื่อกี้ที่ได้เรียนไปแล้ว ก็คือเรื่องของ gasoil production ที่จะส่งออกมาจากรัสเซียก็จะหายไป ซึ่งจะต่างจาก crude คือ crude เนี่ย มีว่าสามารถ OPEC อาจจะกลับมาผลิต เพิ่ม production ได้นะครับ แต่ gasoil ถ้าโรงกลั่นเนี่ย ปัจจุบันด้วย margin ขนาดนี้ ทุกโรงก็จะ ทุกโรงกลั่นก็จะรันที่ maximum capacity อยู่แล้ว ดังนั้นส่วนที่หายออกไปจากรัสเซียก็จะกระทบกับตลาดโดยตรงนะครับ หน้าต่อไปเลยครับ อันนี้ก่อนที่จะไปพูดถึง ทาง ปิโตรเคมีนะครับ เราก็มาดูมาตรการต่างๆ เรื่องของ consolidation นะครับ ก็จะเห็นว่าถ้าไปดูทางเรื่องของ age แล้วก็ size ของ cracker กันบ้างนะครับ โรงงานส่วนหลักใหญ่ๆ นะครับ ที่เกิดมานานมาก ก็คืออยู่ที่ยุโรป แล้วก็ Northeast Asia นะครับ ยกเว้นจีนนะครับ อันนี้ก็เกิดมาช่วง 1970 ถึง 1980 ส่วนโรงใหม่ๆ ก็จะมีที่ North America นะครับ Middle East, China โรงเก่านี่ก็เรียกว่า cost นะครับ ก็ ก็จะค่อนข้างที่จะสูง operating cost สูง ดังนั้นโอกาสที่จะปิดนะครับ ก็จะเกิดขึ้นที่ยุโรปแล้วก็ Northeast Asia นะครับ ก็จะเห็นว่าทางด้านซ้ายมือ สั่น ซ้ายมือ ก็จะมีมาตรการที่ ประกาศออกมาในหลายๆ ประเทศนะครับ ก็จะเห็นว่าจะเริ่มต้นก็คือญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก เพราะญี่ปุ่นทั้งเรื่องของ cost ในการ operate ก็จะสูง เมื่อเทียบกับที่อื่น แล้วก็จะเป็น โรงงานที่ค่อนข้างที่จะเก่านะครับ ต่อมาก็คือที่เกาหลีนะครับ เกาหลีก็มีการประกาศว่าจะมีการลดกำลังการผลิตเช่นเดียวกัน แล้วก็รวมทั้ง จีน นะครับ อีกด้วย ดังนั้น 3 ประเทศหลักๆ นะครับ ที่จะมีการลบ กำลังการผลิตลง มาดูกราฟด้านล่างนะครับ ทางด้านขวามือ มาดู new capacity กันบ้าง เอทิลีน new capacity ก็ต้อง ต้องเรียนว่า 5 ปี นะครับ 2026 ถึง 2030 เนี่ย คาดการณ์ว่า new capacity เนี่ย ก็ยังเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ Northeast Asia ยังสูงอยู่นะครับ ก็คือ 29 ล้านตันนะครับ ก็ total 5 ปี อยู่ประมาณสั��� 43 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ก็ demand growth นะครับ คาดว่าจะมี demand growth ตาม GDP ก็ประมาณสัก 3% ก็จะทำให้ ตัวนี้ลดไปได้ประมาณสัก 32 ล้านตัน แล้วก็มีเรื่องของ rationalization นะครับ ก็ทำให้ net แล้วนี่ก็ ช่วง 5 ปี อาจจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ประมาณสัก 6 ล้านตันนะครับ ต่อเลยครับ จาก สถานการณ์ ลดกำลังการผลิตหรือว่า new capacity ที่เพิ่มขึ้นมานะครับ เรามาดูของตัว paraxylene chain กันบ้างนะครับ ก็ quarter 4 กับ quarter 3 ก็จะใกล้เคียงกันนะครับ ไม่ต่างกันมากนักนะครับ ส่วนปีหน้า ก็คาดการณ์ตาม PX นะครับ ปัจจัย bullish มีอะไรบ้าง ก็เป็นเรื่องของ เช่นเดิมนะครับ ก็คือ a-low plant ทั้งหลายก็จะต้องมีการ cut run ลงไป commercial shutdown นะครับ เพราะว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน มันต้อง ต้อง ต้องพิจารณา หลายโรงก็เริ่มมีการ commercial shutdown กันลงไปนะครับ bullish อีกอันหนึ่งก็คือว่า ปีหน้าจะมี PTA capacity เพิ่มขึ้นมา มาสัก 5 ล้านตัน อันนี้ก็จะช่วยทำให้ demand ของ PX เนี่ยเพิ่มขึ้น bearish นะครับ ก็จะเป็นเรื่องของ US tariff นะครับ ก็จะมีเรื่องของ economic slowdown ทีนี้มาของ PTA PTA เองเนี่ย ก็อย่างที่ new capacity ที่เพิ่มขึ้นมา ก็สถานการณ์ปีหน้าอาจจะเหนื่อยนิดหนึ่งนะครับ ส่วนตัว PET เนี่ย ปีหน้าเนี่ย new capacity จะลดลงไปแล้วนะครับ ก็ bearish ยังเช่นเดิมนะครับ ก็คือเรื่องของ textile demand ที่ยังไม่ได้ กลับมามากนัก อันนี้ก็จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจ ทีนี้มาดูของเบนซีนบ้างครับ เบนซีนก็จะถูก กดดันค่อนข้างที่จะเยอะนะครับ ก็จะเห็นว่า quarter 4 เนี่ยปรับตัวลดลงมาเมื่อเทียบกับ quarter 3 ส่วนของปีหน้า นะครับ ปีหน้าก็อาจจะใกล้เคียง ด้วยสถานการณ์ ปีนี้นะครับ ส่วนที่เป็น bullish ก็เช่นเดิมนะครับ ก็คือการทำ commercial shutdown นะครับ แล้วก็ benzene downstream new capacity ที่มีเพิ่มขึ้นมา ส่วน bearish ก็คือ ปัจจุบัน การส่งออกของ จากเกาหลี ยุโรป ไปที่อเมริกาเนี่ยลดลง นะครับ ดังนั้นส่งออกก็จะมาที่เอเชียเนี่ยจะเพิ่มมากขึ้น ก็มี excess production ที่เพิ่มขึ้นมา ฟีนอลนะครับ ฟีนอลสถานการณ์ก็จะ ใกล้เคียงกันนะครับ ระหว่าง quarter 4 ปีนี้ แล้วก็ปีหน้านะครับ ก็เรื่องของ production ที่มีการทำ rationalization นะครับ ของ phenol capacity นะครับ bearish นะครับ ก็มี new capacity ที่จะเพิ่มขึ้นมา แต่ก็ยังไม่เยอะ มากนักนะครับ ต่อเลยครับ ทีนี้มาดูของ olefin chain กันบ้าง ก็จะเห็นว่าราคาของ polymer ปรับตัวลดลงมานะครับ ก็ quarter 4 ตัว spread เองก็ ก็แคบลงนะครับ ปีหน้าสถานการณ์ก็ ใกล้เคียงกับปีนี้ตาม business plan นะครับ ราคาของ polyethylene ก็จะอยู่ประมาณสัก 900-930 เหรียญต่อตันนะครับ ตัว spread เองก็อยู่ประมาณสัก 335 นะครับ สถานการณ์ bearish ก็คือเป็น สัญญาณก็จะเรื่องของ supply ที่มี flow เข้ามาเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ US นะครับ แล้วก็ Middle East แล้วก็มี additional capacity ที่เพิ่มขึ้นมาอีกประมาณสัก 6 ล้านตัน ทีนี้มาดูของตัวโพรพิลีนนะครับ โพรพิลีนปัจจุบัน เนี่ย ก็ตัว spread แคบลง เนื่องจากราคาของโพรพิลีนค่อนข้างที่จะดี ในขณะที่ PP ยัง ยัง คงตัวที่ราคาใกล้เคียงกันกับ quarter 3 นะครับ quarter 4 ดู spread เนี่ยอาจจะปรับตัวดีขึ้นนะครับ เพราะว่า สถานการณ์ที่ ราคานาฟทาจะปรับตัวลดลงตาม ราคา crude นะครับ ส่วนราคา PP เองเรายังคาดการณ์ว่า ก็จะสามารถ maintain อยู่ที่ ได้ระดับนี้ นะครับ โดยภาพรวมนะครับ ก็ที่ active นะครับ ก็คงเป็น ราคาน้ำมันนะครับ ที่ค่อนข้างจะ active ตามสถานการณ์มาตรการ sanction แล้วก็ supply interruption ส่วนปิโตรเคมีนะครับ ก็ น่าจะทรงๆ อยู่ steady ได้ นะครับ ใน ระดับใกล้เคียงกับของปีนี้นะครับ
Already premium?