สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะนักลงทุนทุกท่านนะคะ กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะ รายไตมาสของงานเซ็ต Earnings Call ค่ะ วันนี้ดิฉันดารารัตน์ อุรพันธมาศนะคะ หัวหน้านักลงทุนสัมพันธ์นะคะ แล้วก็คุณนริศ อารักษ์สกุลวงศ์นะคะ ประธานกลุ่มกลยุทธ์องค์กรและดิจิทัลนะคะ จะเข้ามาร่วมบรรยาย แล้วก็เราจะขอแบ่งกันบรรยายในรอบนี้เนี่ยเป็น 2 section นะคะ โดยเราจะเริ่มเป็น 6 Framework ดิฉันจะส่งมอบให้ 3 Framework แรกเนี่ย คุณนริศช่วยอัปเดตให้นักลงทุนฟัง แล้วเดี๋ยวหลังจาก 3 Framework แรก ก็จะเป็นข้างหลังเนี่ยอีก 3 Framework ที่เกี่ยวกับ Asset Quality แล้วก็ Capital Management แล้วก็เรื่อง Shareholder Value นะ เดี๋ยวดิฉันจะกลับมารับรายละเอียดในส่วนนี้นะคะ ขออนุญาตส่งต่อให้คุณนริศเลยค่ะ ครับ ขอบคุณครับคุณดา งั้นขอลง detail ในตัว initiative แรกนะครับ ตัว Asset Liability Management นะครับ ถ้าดูใน quarter 1 ที่ผ่านมาเนี่ย ก็จะเห็นว่าตัว NII ก็ย่อตัวลงประมาณ 1% นะครับ ซึ่งจริง ๆ คงไม่ได้เป็นที่แปลกใจสำหรับนักลงทุนนะครับ เพราะผมคิดว่าในภาพเนี่ย ก็เป็นไปตามสถานการณ์ภาพใหญ่ของตลาดนะครับ ซึ่งถ้าดู key factor หลัก ๆ เนี่ย ก็อย่างที่นักลงทุนน่าจะทราบนะครับ 1 คือ ตัว policy rate ของเราก็ลดชึ้นมาติดต่อกัน 6 quarter แล้วนะครับ ล่าสุดก็เดือนเฟดที่ผ่านมานะครับ นอกเหนือจากนั้นเนี่ย ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจเนี่ย ผมคิดว่าก็ยังมีความเปราะบางอยู่ในระดับหนึ่งนะครับ ประกอบกับเรื่อง geopolitical ต่าง ๆ นอกประเทศเนี่ย ก็ยังส่งผลกระทบ downward pressure ให้กับ factor ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย ในภาพรวมผมคิดว่า ก็ต้องยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจก็ยังมีความเปราะบาง และตัวเลข NII ก็ reflect ภาพที่ว่านะครับ ในเชิงของกลยุทธ์ของธนาคารเนี่ย เราพยายามที่จะ focus ในสิ่งที่เราสามารถที่จะ control ได้นะครับ ซึ่ง key lever หลัก ๆ เนี่ย ก็คงเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ NIM นะครับ ซึ่งถ้านักลงทุนดูกราฟเนี่ย จะเห็นได้ว่า แม้ในภาพรวมเนี่ย ตัว policy rate จะกดลงนะครับ แต่ว่าการบริหารจัดการ NIM ใน quarter ที่ผ่านมาก็ทำได้ค่อนข้างดีนะครับ เราปิด quarter ที่ NIM ที่ 3.02% นะครับ บวกขึ้นมา 7 basis point นะครับ ถามว่าบริหารจัดการอย่างไรที่ทำให้ NIM เพิ่มขึ้นนะครับ หลัก ๆ ผมคิดว่ามี 2 factor ด้วยกันนะครับ อันแรกก็จะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ cost of fund นะครับ อย่างที่เคยเรียนอัปเดตท่านนักลงทุนไปนะครับ ธนาคาร TTB เนี่ย เรามีสัดส่วนของ funding จาก time deposit ค่อนข้างเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย กลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่เป็น high cost funding ของธนาคารอยู่ เพราะฉะนั้นในแต่ละ quarter เนี่ย เราพยายามที่จะ diversify เอา volume ของ TD ออกไปอยู่ในพวก hybrid deposit หรือกลุ่ม product พวก investment มากขึ้นนะครับ ซึ่งอันนี้เนี่ยก็จะช่วยให้ cost of fund cost of deposit ของธนาคารเราเนี่ยลดลงในระดับหนึ่งนะครับ อีก area หนึ่งคงเป็นเรื่องของการปรับ portfolio mix ของสินเชื่อนะครับ โดยถ้าดูภาพพอร์ตโดยรวมเนี่ย TTB อาจจะเน้นไปทาง secure lending นะครับ ผ่าน mortgage ผ่าน car loan นะครับ แต่ว่า on top เนี่ย ในช่วงระยะเวลาหลัง ๆ เนี่ย เราพยายามที่จะเน้นการเติบโตเรื่อง top-up loan เรื่อง unsecured loan ให้เพิ่มมากขึ้นนะครับ โดยเน้นจากฐานลูกค้าที่เรามีอยู่แล้วนะครับ เป็นเรื่องของการ cross selling day-to product นะครับ ซึ่งจาก initiative ที่ว่านี่ก็ทำให้ yield ของสินเชื่อในภาพรวมของธนาคารเนี่ยก็พยุงตัวได้ค่อนข้างดีนะครับ ถ้าไปในหน้าต่อไปนะครับ อาจจะลง detail ให้เห็นในเรื่องของ loan outstanding นะครับ ก็สอดคล้องกับที่กล่าวในเบื้องต้นนะครับ loan เราก็ย่อตัวลงมานิดนึงนะครับ 2.2% year-to-date นะครับ ซึ่งถ้าดูใน detail เนี่ย สัดส่วนที่ย่อตัวเนี่ย ก็จะมาจาก corporate ประมาณลบ 4% SME กับ auto ลบ 3% ลบ 2% ตามลำดับนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ยผมคิดว่า เราก็ยังคง direction เดิมในการที่จะ focus เรื่อง quality loan booking นะครับ แล้วก็พยายามที่จะปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังนะครับ แต่ว่า on top นะครับ ก็ในเรื่องของการพยายามที่จะ enhance เรื่องตัว top-up loan ต่าง ๆ high yield lending ต่าง ๆ บนฐานลูกค้าที่เรารู้จักดีอยู่แล้วเนี่ย ผมคิดว่าก็ยัง continue ได้ค่อนข้างดีนะครับ CYH เราบวกกันมา 3% นะครับ เท่ากับ personal loan นะครับ CYB หรือ cash your book นะครับ เติบโตมาได้ 10% นะครับ ก็ผมคิดว่าแนวทางการ drive เรื่อง top-up loan ก็ยังไปในทิศทางที่เราอยากเห็นอยู่นะครับ ถ้าไปดูขา deposit นะครับ ก็ loan ย่อตัวประมาณ 2% deposit ย่อตัวประมาณ 1.1% year-to-date นะครับ ซึ่งหลัก ๆ ก็คงเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ balance sheet ทั้งสองข้างให้สมดุลนะครับ เพื่อ deliver NIM อย่างที่เรียนนะครับ แต่ว่าถ้า on top เนี่ย จะสังเกตได้ว่าจริง ๆ สัดส่วนการลดลงของ deposit เนี่ย จริง ๆ ลดลงน้อยกว่า loan นะครับ ซึ่งอันนี้ทำให้ LDR ของเราเนี่ยขยับนิดนึงจาก 95% มาเหลือที่ 94% นะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ย เพื่อ ensure ว่าเรามี buffer เรามี flexibility enough ในการบริหารจัดการเรื่อง liquidity นะครับ เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่อง uncertainty ต่าง ๆ ใน market ที่ก็ต้องยอมรับว่า quarter ที่ผ่านมานี้มีเยอะขึ้นค่อนข้างพอสมควรจากสถานการณ์ในตอนออกตรานะครับ ถ้าไปหน้าถัดไปนะครับ ก็จะเห็นได้ว่าถ้าเราซูมดูเฉพาะ loan yield กับ cost of deposit นะครับ ก็อย่างที่เรียนไปก่อนหน้านี้นะครับ loan yield ทำได้ค่อนข้างดีนะครับ ก็ stable QoQ นะครับ จากการบริหารจัดการเรื่องตัว mix ของ loan เพื่อ counter balance ตัว yield ตัว policy rate ที่ drop ลงนะครับ ส่วนตัว cost of deposit ก็ลดลงมาประมาณ 11 basis point QoQ จาก TD repricing นะครับ ถ้าไปในหน้าถัดไปนะครับ ก็ในเชิงของ investment ผมคิดว่าหลัก ๆ เนี่ยเราทำ 2 เรื่องด้วยกันนะครับ เรื่องแรกเนี่ยก็พยายามที่จะ enhance ตัว fixed rate portion ให้เพิ่มมากขึ้น เพราะเราคิดว่าวง cycle ของ declining rate เนี่ยน่าจะอยู่ช่วงปลาย ๆ cycle แล้วแหละนะครับ อีก angle หนึ่งคือ เราพยายามที่จะ move up เรื่องตัว short-term ไปที่ medium-term investment มากขึ้นนะครับ เพื่อ benefit จากตัว yield curve ที่มันเริ่ม steepen ขึ้นมานะครับ การ borrowing อาจจะไม่ได้มีอะไรนะครับ ภาพเป็นภาพเดิมเหมือนคล้าย ๆ กับ quarter ที่ผ่านมานะครับ ถ้าไปเรื่อง initiative ที่ 2 เลยนะครับ ตัว Digital First and Digital Only Business Model นะครับ หลัก ๆ เนี่ยอาจจะขอซูมไปที่ตัว NII ก่อนนะครับ ท่านนักลงทุนถ้าเกิดดูตัวเลขตามหน้างบเนี่ย จะเห็นได้ว่า non-NII ของเราเนี่ยเติบโตได้ค่อนข้างดีนะครับ QoQ บวกมา 10% นะครับ year-on-year บวกมา 37% นะครับ แต่ก็ต้องเรียนนักลงทุนว่าจริง ๆ มี 2 component ด้วยกันนะครับ ที่อาจจะถือว่าเป็นตัวที่เข้ามาช่วย enhance แต่ไม่ได้ tie กับ core business engine ของธนาคารนะครับ ตัวแรกคือกองทุนวายุภักษณ์นะครับ ซึ่งก็จะมีจ่าย dividend แล้วก็มี mark-to-market gain มาในระดับหนึ่ง อีก angle หนึ่งก็จะเป็นเรื่องคุณซู่เราช่วยนะครับ ซึ่งจาก scheme เนี่ย มันทำให้ตัว non-NII enhance ขึ้นมา artificially นิดนึงนะครับ ถ้า เป็น product นะครับ นอกเหนือจากนั้นการ drive เรื่องประกันนะครับ Bank Cashurance เรื่องเครดิตการ์ด ผมคิดว่าก็ยังอยู่ในขาขึ้นอยู่นะครับ อาจจะมี seasonal factor บ้างที่ทำให้ Q1 มัน drop ลงมาจาก Q4 นะครับ เพราะว่า Q4 ถือว่าเป็น high season ของสอง product นี้ แต่ถ้าดู year-on-year growth เนี่ย ก็ยังอยู่ใน year-on-year growth หลัก 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ได้นะครับ ซึ่งผมคิดว่าก็ตรงกับ strategic direction ของธนาคารที่พยายาม build ตัว fee engine สองตัวนี้ขึ้นมานะครับ นอกเหนือจากนั้นอาจจะขอ update เรื่องตัว ecosystem คร่าว ๆ นะครับ อาจจะไปที่หน้า 18 นะครับ ในภาพรวมผมคิดว่าตัว ecosystem ไม่ว่าจะเป็น car owner, home owner, salaryman ก็ยังเติบโตได้ค่อนข้างดีนะครับ ธนาคารพยายามที่จะ focus เรื่องการ drive เรื่อง digital active นะครับ เพราะว่าอย่างที่เคย update ให้นักลงทุนทราบว่าการใช้ digital platform เนี่ย ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการ engage กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ และเราพยายามที่จะ drive engagement กับกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ beyond acquisition part ที่เป็น early ของ journey แต่จริง ๆ ลูกค้าเข้ามาแล้วเนี่ย ถ้าเป็นลูกค้า car owner ก็อยากให้ใช้ motor insurance กับเรานะครับ ผ่อนรถยนต์ไประยะหนึ่งก็อยากให้เริ่มทำ top-up ไป C กับเรานะครับ ซึ่งถ้าดูตามกราฟที่แชร์ให้เห็นด้านซ้ายมือเนี่ย ก็จะเห็นได้ว่าสัดส่วนเหล่านี้ผ่าน digital เนี่ย ก็เติบโตขึ้นมาตามลำดับนะครับ ถ้าไปหน้าต่อไปนะครับ ก็อาจจะเป็นในเชิงของ update ของกลุ่ม wealth นะครับ ในภาพรวมผมคิดว่าก็ยังทำได้ค่อนข้างดีนะครับ ตัว FCD balance อาจจะมียอดตัวลงมานิดนึงนะครับ แต่อันนี้ลองไปดูใน detail แล้ว จริง ๆ มันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการภาพรวมของ asset ของกลุ่มลูกค้า wealth นะครับ อาจจะมีการโยกตัว balance ของกลุ่ม FCD เนี่ย ไปที่ผลิตภัณฑ์ mutual fund หรือไทยบัตร product อื่น ๆ นะครับ ซึ่งทำให้ตัว FCD balance อาจจะยอดตัวลงนิดนึง แต่ในภาพรวมของ investment ที่เก็บอยู่กับธนาคารของเราเนี่ย ผมคิดว่ายังอยู่ในภาพรวมที่ดีอยู่ อีกขาหนึ่งคือตัว loyalty tier นะครับ ก็จริง ๆ เราก็ continue ที่จะ build เรื่อง loyalty tier กันต่อเนื่อง ซึ่งหลัก ๆ เนี่ย target ของกลุ่มนี้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกลุ่มลูกค้า wealth แหละนะครับ ตั้งแต่ mass affluent ขึ้นไปเลยนะครับ ซึ่งเราดู engagement ของ loyalty tier กับกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้เนี่ย ก็ยังทำได้ค่อนข้างดีนะครับ ลูกค้าก็ค่อนข้างมี engagement ที่ดี แล้วก็ follow-up กับตัว benefit privilege หรือ mission ที่เรา assign ให้กับลูกค้าในกลุ่มนี้นะครับ ถ้าไปหน้าต่อไป อาจจะ update เรื่อง digital เร็ว ๆ นะครับ อีกหนึ่ง key driver ที่สำคัญก็จะเป็นขา digital ซึ่งถ้าดูในภาพรวมเนี่ย จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ drive กันมาสักระยะหนึ่งแล้ว ถ้าดูย้อนหลังสองปีที่ผ่านมาเนี่ย ก็จะเห็นได้ว่าการเติบโตของการขายผ่าน digital channel เนี่ย ก็เติบโตได้ดีมาโดยตลอดนะครับ จริง ๆ quarter ที่ผ่านมานี้เป็น quarter แรกที่การขายผ่าน TTB Touch แล้วก็ TTB Enterprise ที่เป็นอุปกรณ์ที่พนักงานที่สาขาเราใช้ในการขายนะครับ ก็เติบโตขึ้นมาเกินครึ่งหนึ่งของ sales ทั้งหมดของกลุ่มลูกค้า retail นะครับ แล้วก็เชื่อว่ายังอยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่นะครับ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ย ถ้าไปในหน้า 23 เลยนะครับ ถามว่าลูกค้าเข้ามาซื้อ product ผ่าน digital แล้วสำคัญอย่างไรนะครับ สำคัญเพราะว่าจริง ๆ แล้วเนี่ย เรามองภาพว่า behavior ของลูกค้าเนี่ย ค่อย ๆ shift มาแหละ อย่างที่ทุกท่านน่าจะทราบอยู่แล้วนะครับ ซึ่งถ้าดูในภาพรวมเนี่ย จะเห็นได้ว่า traffic ของ digital เนี่ยก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่นะครับ แต่ถ้าดู traffic ของ traditional channel ไม่ว่าจะเป็นสาขาหรือ contact center เนี่ย ก็ลงมาในระดับหนึ่งนะครับ ปีหนึ่งก็ประมาณ 10% นะครับ ซึ่งถ้าดูในหน้าถัดไป ก็จะเห็นได้ว่าเราก็พยายามบริหารจัดการ cost ตรงนี้ในระดับหนึ่งนะครับ ถ้าดูเนี่ย จำนวนสาขาเราใน quarter ล่าสุดเนี่ย ก็ยอดตัวลงไปอยู่ที่ระดับ 409 สาขา นะครับ ก็ค่อย ๆ ลดลงนะครับ ตาม traffic ตาม footfall behavior ของลูกค้าที่ค่อย ๆ shift ออกจาก traditional เหมือนเดิมนะครับ ในขณะเดียวกันเนี่ย จำนวนพนักงานก็มีการปรับตัว accordingly นะครับ ถ้าไปดูตัว OPEX เนี่ย จะเห็นได้ว่าตัว OPEX ในภาพรวมของ TTB เนี่ย ก็ยังอยู่ในขาลงนะครับ ถ้าดูใน quarter ล่าสุดเนี่ย อาจจะเห็นได้ว่าอาจจะมีการขยับตัวนิดนึงนะครับ ถ้าดู year-on-year เนี่ย บวกที่ 8% year-on-year นะครับ แต่ต้องเรียนว่าจริง ๆ เนี่ย อาจจะเป็น component ที่เกี่ยวกับการ consolidate เข้ามาของ TTB Wealth นะครับ กับเรื่องตัว variable pay ต่าง ๆ พอ fee ทำได้ดีเนี่ย variable pay อาจจะมีการสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นนิดนึงนะครับ แต่ถ้าดูในภาพรวมเนี่ย ต้องเรียนว่าถ้าดูขา salary ตรง ๆ เนี่ย salary เราก็ค่อนข้าง stable นะครับ year-on-year เพราะฉะนั้นเนี่ยการพยายามที่จะ re-adjust workforce เพื่อให้ match กับตัว business direction ของเราที่ไป digital มากขึ้นเนี่ย ผมคิดว่าก็ยัง ongoing อยู่ โดยเราพยายามที่จะ self-fund process ที่ว่าเนี่ย ด้วยการบริหารจัดการ cost อื่น ๆ อย่าง timely นะครับ ก็สาม initiative update หลัก ๆ ประมาณนี้ เดี๋ยวผมส่งต่อให้คุณดารารัตอ update สาม initiative ที่เหลือครับผม ขอบคุณค่ะคุณอริช ขออนุญาตมาต่อกันที่เรื่องของคุณภาพสินทรัพย์เลยนะคะ ขออนุญาตไปที่หน้า 28 อาร์จะอยากอัปเดตให้กับทางนักลงทุนนะคะ ในส่วนของรายละเอียดสำคัญ ๆ ในไตรมาสนี้ เรื่องแรกนี่ก็คงจะเป็นเรื่องของโปรแกรมการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเราคงเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้างแล้ว ในเรื่องของโครงการคุณสู้เราช่วย หรือว่า You Fight We Help นะคะ ซึ่งเราเนี่ยก็ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้วและปี 2025 ปัจจุบันเนี่ยลูกหนี้คงเหนือภายใต้โครงการนี้ก็มีอยู่ที่ประมาณสัก 39,000 ล้านบาท หรือว่าคิดเป็นคร่าว ๆ ประมาณ 3% ของพอร์ตสินเชื่อรวมนะคะ หรือประมาณ 45% ของลูกหนี้จริง ๆ ที่ eligible แล้วก็มีสิทธิ์เข้ามาร่วมโปรแกรมนี้ได้ โดยคนที่เข้ามาเนี่ย โครงสร้างของพอร์ตส่วนใหญ่ 60% เนี่ย เป็นสินเชื่อที่เป็น housing loan แล้วก็เป็น SME ซึ่งก็ถือว่าเป็นสินทรัพย์หลักของลูกค้า ในขณะที่ hire purchase หรือสินเชื่อรถเนี่ย มีสัดส่วนรองลงมา และสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันเนี่ย มีสัดส่วนเล็กน้อยมาก ๆ เลย เพียงแค่ 0.1% เท่านั้นเองนะคะ ซึ่งตรงนี้ก็สะท้อนให้เห็นแหละว่าลูกค้าส่วนใหญ่เนี่ย กลุ่มคนที่เข้ามาเนี่ย กลุ่มคนที่เป็นสินเชื่อบ้านสินเชื่อ SME เนี่ย ก็พยายามที่จะรักษาสินทรัพย์หลักของเขาไว้ให้ได้นะคะ ก็มาให้ความร่วมมือกับทางธนาคารในการที่จะ work ไปด้วยกัน ธนาคารเองเนี่ย นอกจากนั้นเนี่ย เราก็มีเรียกว่า conservative staging policy แหละ คนก็จะถามทางธนาคารเข้ามาเรื่อย ๆ ว่าเรา treatment กับลูกค้าเนี่ย เราทำอย่างไร ขออนุญาตกลับไปที่หน้าเดิมนะคะ ซึ่งตรงนี้เนี่ย เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงของเราเนี่ยจะยังคงอยู่ที่ระดับที่ควบคุมได้ ดังนั้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาขอความช่วยเหลือเนี่ย เราจะ monitor เอาไว้ค่อนข้างเข้มงวดนะคะ ว่าก่อนที่ลูกค้าเนี่ยจะขยับไปเป็นลูกค้าชั้นดีนะคะ คือจาก stage 3 ไปเป็น stage มาตลอดนะคะ Normal ECL ที่เป็นตัวสีน้ำเงินเข้ม ๆ นะคะในบาร์ชาร์ตด้านซ้าย จะเห็นว่าลดลง มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องนะคะ สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพพอร์ตที่ปรับตัวดีขึ้นจากกลยุทธ์ของเราในการเติบโตอย่างระมัดระวังนะคะ การบริหารความเสี่ยงเชิงลึกนะคะ แล้วก็แน่นอนก็มีเรื่องของ U5V Health ที่เข้ามา support ด้วย อย่างไรก็ตามในไตรมาส 1 เนี่ย ถึงแม้ว่า Normal ECL เนี่ย เราจะตั้งลดลงเรื่อย ๆ แต่ธนาคารก็มีการตั้ง Management Overlay เข้าไปประมาณ 1.6 พันล้านบาทนะคะ ซึ่งเป็นการตั้งสำรองเชิงป้องกัน เนื่องจากความไม่แน่นอนของสองปัจจัย เราก็น่าจะพอจะทราบอยู่แล้วว่ามันมีปัจจัยความไม่แน่นอนเกิดขึ้นค่อนข้างเยอะ อันดับที่ 1 เลยก็คือเรื่องของ GARP impact นะคะ อันดับที่ 2 ก็คือเรื่องของราคาที่อยู่อาศัยมือสองปรับลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำนะคะ กลุ่มที่มีรายได้ประมาณสัก 3 หมื่นบาทขึ้นไปเนี่ย กลุ่มของรายได้ระดับนี้เนี่ย บ้านก็จะเป็นบ้านราคาที่ไม่ได้แพงมาก กลุ่มนี้เนี่ยเราเห็นสัญญาณการปรับตัวของราคาบ้านมือสองเนี่ยลดลงมา แล้วเราก็ตั้ง Management Overlay ให้กับพอร์ตนี้นะคะ ซึ่งผลลัพธ์นี้ก็เลยส่งผลให้เครดิตคอสต์ในภาพรวมเนี่ย Overall เนี่ยรวม Management Overlay อยู่ที่ 136 basis point นะคะ แล้วก็ coverage เนี่ยก็ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 154% ซึ่งก็เป็นระดับที่สูงนะคะเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแรงของฐานะทางการเงินของเรา ในหน้าที่ 31 อาจจะแตะเบา ๆ ว่าจากที่เมื่อกี้แตะไปว่าเราก็ค่อนข้างจะ conservative ในการตั้งชั้นของลูกหนี้ของเราเนี่ย จะเห็นว่า Stage 2 ลดลง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า Stage 3 เนี่ย จริง ๆ แล้วเนี่ยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าก็ส่งตัวนะคะ อยู่ที่ 38,000 ล้านบาท ซึ่งไตรมาสก่อนหน้าก็อยู่ที่ประมาณ 39,000 จะเห็นว่า NPL เนี่ยอาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ 2. 93 แต่หลัก ๆ เป็นเรื่องของฐานโฟนที่มันหดลงนะคะ ทำให้ NPL มันอักติดขึ้นไป แต่ว่าเมื่อเรามองภาพยาว ๆ ในกราฟทางด้านขวา เราก็จะเห็นเลยว่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนโควิดนะคะ เราจะเห็นว่า Stage 2 Stage 3 ก็ลดลงจากช่วงระดับโควิด NPL balance เองก็ลดลงจากช่วงสูงสุดของช่วงโควิดที่เคยอยู่ที่ประมาณสัก level 44,000 ล้านบาท ตอนนี้มาอยู่ที่ 38,000 ล้านบาท ในส่วนที่เป็น section ถัดไปในเรื่องของพาร์ตถัดมานะคะ ก็ net profit ในเรื่องของการบริหารจัดการ Capital Management ของเราก็จะเห็นว่ากำไรสุทธิยังคงเติบโตต่อเนื่องนะคะ ตั้งแต่ปี ตั้งแต่เรารวมกิจการมานะคะ CAGR อยู่ที่ 19% ในขณะที่ไตรมาสที่ 1 กำไรสุทธิเนี่ยอยู่ที่ 5.1 พันล้านบาทนะคะ ซึ่งลดลงเล็กน้อยนะคะ QoQ แต่เติบโต year-on-year ROE อยู่ที่ 8.6% นะคะ อยากจะชวนมาดูทางด้านขวานิดนึง ซึ่งอันนี้ก็คือเป็นการใช้ทุนโดยเราพยายามที่จะปรับปรุงการบริหาร percentage NII ต่อ RWA นะคะ ซึ่งก็คือ risk-weighted asset ซึ่งจะเห็นได้ว่าเรามีการใช้ทุนที่มีประสิทธิภาพขึ้นต่อเนื่องนะคะ คือเป็นการ recycle สภาพของเงินทุนของเราเนี่ยให้เหมาะสมเพิ่มขึ้น จะเห็นว่าปรับตัวดีขึ้นมาเรื่อย ๆนะคะ มาอยู่ที่ level ประมาณ 5% นะคะ ในหน้าที่ 37 นะคะ ในส่วนของ Capital Management พาร์ตสุดท้ายเนี่ย ก็จะเห็นว่าปัจจุบันเนี่ยเงินกองทุนของเราอยู่ค่อนข้างสูงนะคะ CET1 อยู่ที่ 17 คาดอยู่ที่ 19% ต้องบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ commercial bank มีทุนที่สูงมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมธนาคารในต่างประเทศนะคะ ก็อันนี้ก็สูงกว่า level regulatory requirement ค่อนข้างมาก Core rate ratio ของ TTB เองก็ปรับสะท้อนขึ้นมาอยู่ที่ 154% สะท้อนว่าเราตั้งสำรองอย่างรอบคอบ แถมมี buffer ที่ค่อนข้างสูง เราจึงสามารถเพิ่มผลประโยชน์ผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นนะคะ ปัจจุบัน payout เราก็ขยับขึ้นมาที่ 60% และ แล้วก็ยินดีกับผู้ถือหุ้นทุกคนนะคะ วันนี้เป็นวันที่ XD ทุกคนก็จะได้ XD เงินปันผลไปในรอบครึ่งปี จบปีนะคะที่ 6.8 สตางค์ ซึ่งทั้งปีเนี่ยเราจ่ายไปทั้งหมด 13.4 สตางค์ค่ะ นอกจากนี้ในหน้าถัดไปเนี่ย หน้าสุดท้ายเนี่ยก็อาจจะแตะนิดนึงว่าเราก็ยังมีโครงการหุ้นซื้อคืนนะคะ ช่วย protect ผู้ถือหุ้นในช่วงที่ market มันค่อนข้าง volatile นะคะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ใน phase ที่ 3 9.6 billion นะคะ ซึ่งจะจบโครงการในวันที่ 19 สิงหาคมค่ะ ต่อไปขออนุญาตเปิดเป็นถามตอบนะคะ จริง ๆ มีเห็นคำถามเข้ามาแล้วนะคะจากทางบ้าน เดี๋วจะไล่ไปทีละข้อนะคะ จะพยายาม manage ให้ดีที่สุด ให้ตอบคำถามได้เยอะที่สุด ถ้าคำถามไหนที่ใกล้เคียงกัน ขออนุญาตรวบแล้วก็ตอบไปในทีเดียวเลยค่ะ คำถามแรกค่ะ ถามเกี่ยวกับเป้าหมายทางการเงินนะคะ โอกาสที่ปีนี้นะคะ เป้าจะต่ำหรือว่าจะสูงกว่าเป้าเนี่ย มีตรงจุดไหนบ้าง จากเป้าในหน้านี้นะคะที่เราให้ไว้ทั้งหมดเนี่ย เป้าหมายของเราเนี่ยก็มีตั้งแต่ Loan growth 0-2% NIM 3-3.
1% CVI ที่ mid-40 credit cost ที่ level ประมาณ 130-135 basis point ในภาพรวมเนี่ยคิดว่าปัจจุบันยังไม่ได้มีอะไรที่คิดว่าจะ deviate ไปจากเป้าหมายอย่างชัดเจน ถ้าจะถามว่ามีตัวไหนที่แนวโน้มมีความท้าทายค่อนข้างมากนะคะ ก็คงต้องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะบอกว่า Loan growth นะคะ มีโอกาสที่จะต่ำกว่าเป้าที่ flat นะคะ เพราะว่าถ้าเศรษฐกิจมันชะลอตัวมากกว่านี้ จากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การสงครามที่เกิดขึ้น ราคาสินทรัพย์ที่ลดลงนะคะ เพราะเราก็เห็นอยู่แล้วว่าราคาลดที่ขายในปัจจุบันเนี่ย ก็มีราคาที่ขายลดลงจาก historical data เนี่ย ซึ่งแต่ก่อนนี้ขายในราคาที่แพงกว่านี้ ทำให้ภาพรวมเนี่ยสินทรัพย์ที่ราคาลดลงเนี่ย Loan ที่เราปล่อยได้มันก็ลดลงตามไปด้วยนะคะตรงนี้ก็จะกดดันตัว Loan growth ที่อาจจะทำให้มันอาจจะหลุดเป้าไปบ้างนะคะ ซึ่งในภาพที่แนวโน้มที่ดีที่อาจจะสูงกว่าเป้า จากภาพตรงนี้เห็นชัด ๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องของ fee income นะคะ ซึ่งเราก็จะเห็นว่าในภาพรวมที่เมื่อกี้เราแตะกันไปเนี่ย แนวโน้มในไตรมาสที่ 1 เนี่ยออกมาค่อนข้างแข็งแรง แต่อย่างที่คุณนริศเนี่ยได้แตะไปแล้วว่า 37% year-on-year ที่ growth เนี่ย ตัวที่เป็น non-core มันก็มีนะคะ แต่ว่าถ้าสมมติเกิดว่าจะแตะกัน ว่าธุรกิจที่มาจากธุรกิจหลักของธนาคารเนี่ย ตัวที่ทำได้ดีเลยเนี่ยคือ Wealth Business ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ TTB เท่านั้นนะคะ จริง ๆ แล้ว across banking sector เนี่ย ฝั่งของ Wealth Business เนี่ยทำได้ดีหมดเลยนะคะ Mutual fund นะคะ Structured note Brokerage fee นะคะ Capital market related แล้วก็ NPL หน้าตาจะเป็นอย่างไร ปัจจุบันอยู่ที่ 2.93 ก็ค่อนข้างที่จะใกล้เคียงกับเป้าหมาย ธนาคารก็ยังค่อนข้างที่จะ conservative staging policy อย่างที่เมื่อกี้เรียนไปตอนถามเองเนี่ย เล่าอธิบายไปนะคะ ว่า อย่างในพอร์ตคุณซูเราช่วยเนี่ย ซึ่งถามว่าก็ sizable พอสมควรเนอะ มีประมาณสัก 40 บิลเลียนได้ คร่าว ๆ นะคะ ตรงจุดนี้เรายังไม่ได้ปรับ staging ขึ้นมาเท่าไรนะ เพราะเราต้องการ monitor ระยะยาวพอสมควร อยากจะเห็นลูกค้าเนี่ยสามารถจ่าย step up ขึ้นมา เราเลย monitor ประมาณ 15 เดือน 27 เดือน เพราะฉะนั้นเนี่ยมันจะเฮก time กว่าเราจะปรับ stage นะคะ ตรงจุดนั้นเนี่ยก็จะทำให้มันค่อนข้างจะมี เรียกว่า พอร์ตตรงฝั่ง NPL แล้วฝั่ง asset quality ของเราเนี่ย ค่อนข้าง resilience มันไม่น่าจะมี downside ตรงนั้นเยอะแยะนะคะ ฝั่งตัว asset quality เพราะเราเองค่อนข้าง conservative ในการที่จะปรับชั้นขึ้นไปข้างบนค่ะ การตั้งสำรองเนี่ย ต้องบอกแบบว่า management overlay เนี่ย เราก็ตั้ง buffer ค่อนข้างสูง แล้วก็ค่อนข้างจะใส่ในตัว uncertainty ที่เราคาดการเอาไว้ข้างหน้า ดังนั้นคิดว่าตัว credit cost เองเนี่ยก็น่าจะอยู่ในกรอบเป้าหมายอยู่นะคะ ไม่น่าจะหลุดกรอบค่ะ ขออนุญาตดูคำถามต่อนะคะ มีเรื่องผลประโยชน์ทางภาษีค่ะ มีคำถามเรื่องผลประโยชน์ทางภาษี ถามว่า tax benefit 4,700 ล้าน ตรงนี้ถ้าหมดไปจะเป็นอย่างไร ก็ต้องบอกแบบว่า tax benefit เนี่ยนะคะ จริง ๆ แล้วเนี่ยจากความสามารถในการทำกำไรของธนาคารเนี่ย ด้วยระดับ level ประมาณนี้ กำไรประมาณ quarter ละ 5 พันล้านเนี่ย คาดว่าจริง ๆ แล้วเนี่ย ถึงแม้ว่า tax benefit เนี่ย ตาม scheme ของมันเนี่ย มันจะหมดในปี 2028 แต่ tax benefit มันก็น่าจะหมดในช่วงประมาณไตรมาส 2 ของปีหน้า ปี 2027 ซึ่งธนาคารเนี่ยก็ต้องยอมรับว่าจะต้องกลับมาเสียภาษีในเรื่องของ corporate tax rate เนี่ย ใน level ที่เท่าเดิม ซึ่งก็คือ 20% ของกำไรสุทธิอะนะคะ ซึ่งมันก็จะมี ถามว่ามีผลกระทบไหม ถ้าสมมติเกิดว่าเราเอา เราต้องมาจ่าย tax rate อัตรา 20% เนี่ย ต่อปีเนี่ย มันก็คือ เราจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมาจาก level ของกำไร 20,000 ล้านเนี่ย มันก็ประมาณสัก 3-4 พันล้าน ถูกไหมคะ ดังนั้นเนี่ยมันก็อาจจะกระทบกำไรสุทธิหลังภาษี แต่ว่าธนาคารเองเนี่ยก็มีกลยุทธ์พยายามที่จะเติบโตรายได้ แล้วก็บริหารต้นทุนที่ดี ธนาคารคิดว่าเราก็น่าจะสามารถรักษา ROE เนี่ยให้อยู่ในระดับเป้าหมายระยะสั้นระยะกลางที่เราวางเอาไว้นะคะ นอกจากนั้นเนี่ย เราก็ยังมุ่งเน้นในการบริหารจัดการกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมนะคะ เราก็ยังมีโปรแกรม ไม่ว่าจะเป็นเลือก share buyback ซึ่งจุดนี้เนี่ยนะคะ พอเรา buyback ไปเนี่ย มันก็จะเอาหุ้นออกไปจากในตลาด ทำให้ทุนเนี่ยมันลดลง ตัวนี้ก็จะ uplift ตัว ROE ให้ดีขึ้น ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาวค่ะ คำถามถัดไปถามเกี่ยวกับเรื่องนโยบาย recycle loan ว่าจะมีการเร่งปล่อยสินเชื่อใหม่ พวก top-up loan มากขึ้น หรือจะมีแนวโน้มในการเติบโตสินเชื่ออย่างไร เพราะว่าในไตรมาส 1 ติดลบอยู่ ขออนุญาตคุณนริตลองช่วยตอบคำถาม ผมคิดว่าอาจจะเป็น 2 เรื่อง ผมคิดว่า recycle loan ไม่แน่ใจว่าหมายถึง recycle balance sheet หรือเปล่านะครับ แต่ว่าจริง ๆ ที่ผ่านมาถ้าเกิดติดตาม TTB เนี่ย เราจะใช้คำว่า recycle balance sheet ในระดับหนึ่งนะครับ ซึ่งคำว่า recycle balance sheet เนี่ย หมายความว่าการบริหารจัดการตัว risk weight asset ไม่ได้ให้ต้องเพิ่มสูงขึ้นนะครับ โดยที่เราพยายามที่จะ release capital ออกไปจากกลุ่มที่เป็น non-retail นะครับ พวกสินเชื่อ corporate ใหญ่ ๆ นะครับ หรือ SME เมื่อก่อนนะครับ แล้วก็เอาสัดส่วนของตัว capital ที่ release ออกมาจากจุดนั้นเนี่ย มาเติบโตในธุรกิจ retail นะครับ ส่วนเรื่องของ top-up loan เนี่ย เป็นเรื่องของการมองมุมของ customer journey มากกว่า ว่า day 1 เนี่ย ลูกค้าที่เข้ามาเนี่ย เขาอาจจะใช้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์นะครับ พอเขาผ่อนไประยะเวลานึงแล้ว แล้วเราเห็นว่าเขาเป็นลูกค้าชั้นดี มี repayment ที่ตรงต่อเวลา เราก็จะเสนอ top-up loan นะครับ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อย่าง CYC, CYB, CYH นะครับ ในการที่จะ top-up ให้กับลูกค้าขึ้นไปอีกนะครับ เพื่อให้เขาสามารถที่จะใช้ facility นี้ในการ fulfill financing needs ของเขาได้ มีเงินไปใช้ได้ แล้วก็อัตราดอกเบี้ยของพวก top-up loan เนี่ย จะค่อนข้างถูกกว่าต่ำกว่ผลิตภัณฑ์พวก unsecured loan ซึ่งถ้าเขาไม่ได้ top-up loan เนี่ย เขาอาจจะต้องไปใช้เงินกู้พวก unsecured loan ที่จ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าเยอะมาก ๆ เพราะฉะนั้นเนี่ย 2 เรื่องนี้อาจจะไม่เชิงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันสักทีเดียวนะครับ การ boost top-up loan เนี่ยก็ยังทำให้การ recycle balance sheet มันเกิดขึ้นได้อยู่นะครับ ถามเรื่องอัตราการเติบโตของสินเชื่อผมคิดว่าในภาพรวมคงต้อง monitor สถานการณ์ของตลาด แล้วก็ macro economy ไปพร้อม ๆ กันนะครับ เพราะผมคิดว่า ณ จุดนี้เนี่ย ถ้าคำถามที่ธนาคารได้รับบ่อยคือ แล้ว uncertainty ในตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไร ราคาน้ำมันจะอยู่ที่กี่ดอลลาร์ per barrel ก็ต้องเรียนว่าธนาคารก็คงไม่ได้สามารถ take position ได้ และจริง ๆ ณ จุดนี้เนี่ย คงไม่ได้มีใครที่มี clear visibility แล้วนะครับ ก็ต้องยอมรับว่าความไม่แน่นอนในตลาดมันมีเยอะมากจริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย เราพยายามที่จะค่อย ๆ monitor สถานการณ์ที่ผ่านมาที่ผ่านไปในแต่ละสัปดาห์เลยด้วยซ้ำไปนะครับ เพื่อที่จะ ensure ว่าเรามีการที่จะ operate accordingly นะครับ ในภาพรวมเนี่ย ผมคิดว่าเรายังมองภาพ risk-adjusted return ใน longer term เป็นหลักอยู่นะครับ เราพยายามที่จะไม่พลีพาม โชว์การเติบโตสินเชื่อในระยะสั้น โดย trade-off ว่าอาจจะมี credit cost ที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะ medium to long term เพราะฉะนั้นแนวทางสไตล์ของ TTB เนี่ย เราพยายามที่จะ prudent upfront นะครับ แล้วก็ make sure ว่าการ underwrite loan booking ต่าง ๆ เนี่ยยังอยู่ใน standard ที่เรายึดติดอยู่ ว่าจริง ๆ ก็ต้องพยายามที่จะเน้น quality loan booking เป็นหลักนะครับ ก็น่าจะประมาณนี้ในเชิงของการให้ภาพ จริง ๆ เป็นคำถามต่อเนื่องมานะคะ เป็นคำถามเกี่ยวกับแนวโน้มไตรมาส 2 ซึ่งจริง ๆ เมื่อกี้แตะไปแล้วนะคะ แต่ว่าในคำถามของนักลงทุนที่ถามเป็นเดียวกันเนี่ยค่ะ มีถามเรื่องโอกาสในยุค virtual bank ค่ะ ผมคิดว่าก็จริง ๆ แน่นอนแหละ การมี new player เข้ามาในตลาดก็น่าจะส่งผลกระทบในเรื่องของ pricing pressure นะครับ การแข่งขันราคาก็น่าจะมีอยู่ในระดับหนึ่งนะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ย จริง ๆ อย่างที่แตะไปเรื่องตัว digital update ให้เห็นนะครับ ผมคิดว่า ณ ปัจจุบันเนี่ย TTB หรือจริง ๆ ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย D-SIB bank ต่าง ๆ เนี่ย invest แล้วก็ develop เรื่อง digital แล้วก็ tech capability กันมาในระดับหนึ่งเลยแหละนะครับ ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ผมคิดว่าทุกธนาคารลงทุนเยอะมาก ๆ นะครับ มาจนถึงจุดที่อย่าง TTB เนี่ย ต้องเรียกว่าการเดิน ผู้บริโภคทั้งหมดของประเทศนะครับ ในขณะที่กลุ่ม Virtual Bank เนี่ยผมเชื่อว่าในตอนเริ่มต้นเนี่ยอาจจะจับกลุ่มที่เป็นกลุ่มที่เป็นกลุ่มข้างล่างขึ้นมานิดนึงนะครับ เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่นะครับ เน้นกลุ่มที่อาจจะเป็นกลุ่ม underbank หรือเปล่านะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย market selection อาจจะไม่ได้ตรงกัน head on ขนาดนั้นนะครับ แล้วก็หลายๆ อย่างที่เป็น secure lending ที่เป็นตลาดหลักของ TTB เนี่ย การที่จะทำให้มันเป็น virtual completely เนี่ยอาจจะทำได้ยากมาก เพราะว่ามีเรื่องของ collateral ที่ related อยู่นะครับ ก็น่าจะเป็นประมาณนี้ ขอบคุณคุณอาริศมากค่ะ คำถามนะคะ จากนักลงทุนท่านเดิมนะคะถามว่า คาดการทิศทางดอกเบี้ยในประเทศเนี่ยจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง คือในปัจจุบันเนี่ย policy rate ของประเทศไทยเนี่ยที่ 1% ซึ่งถ้าเราเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลกเนี่ย จริงๆ แล้วเราก็เรียกได้ว่าเป็นคนที่อยู่ที่กลุ่มแก๊ง low west ละกัน คือคิดว่าไม่น่าจะลงไปมากกว่านี้แล้วนะคะ แต่จริงๆ ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ใส่หมวกขาทาง BOT นะคะ แต่ว่าก็ต้องบอกว่าคิดว่าไม่น่าจะปรับลงแล้ว เพราะเขาก็คงจะต้องมี gap policy space เพื่ออนาคตในการที่จะจัดการในเรื่องของ policy ต่างๆ ด้วยนะคะ เนื่องด้วยไหนจะมีเรื่องของ cost push มี inflation ขึ้นมา คิดว่าไม่น่าปรับแล้วนะคะ ค่ะ สามารถให้ข้อมูลสัดส่วนของ fee income ได้ไหมคะ เพื่อที่จะได้เห็นภาพโอกาสเติบโตในอนาคตว่าจะเพิ่มได้ต่อเนื่องหรือไม่ อาจจะจริงๆ ในหน้าที่ 15 เนี่ยก็น่าจะเห็นสัดส่วนชัดเจนอยู่นะคะ จริงๆ ในหน้าที่ 15 เนี่ย เราจะแยกกราฟทางด้านซ้ายเนี่ยคือ operating income ซึ่งใน operating income เนี่ยเราก็แบ่งให้ชัดเจนอยู่แล้วว่า non-NII เป็นเท่าไหร่ แล้วก็ NII เป็นเท่าไหร่ roughly เลย 25-30% ของ total income เป็น non-NII ที่มาจากรายได้ค่าธรรมเนียม ก็จะเป็นสัดส่วนเข้าไปในนั้นอีกนะคะ ซึ่ง TTB เนี่ยก็ต้องบอกว่า ถ้าไปในหน้าถัดไปเนี่ย ชิ้นหลักๆ ของเราที่เป็น fee engine ที่ contribute รายได้ให้กับธนาคารเนี่ย ส่วนมากก็จะเป็น engine ที่มาจาก retail fee เพราะเราจะเห็นว่าธนาคารเนี่ยเน้น focus กลุ่มลูกค้ารายย่อย ซึ่งแน่นอน pocket of growth เนี่ยส่วนมากก็จะอยู่ที่ Wealth business ซึ่งก็คือจะเป็นพวก bancassurance พวก mutual fund, structured note แล้วก็ credit card แล้วก็อย่างที่คุณอริศเนี่ยมีแตะๆ ออกไปตั้งแต่เราพูดคุยกันเรื่อง ecosystem นะคะ พาร์ตหลักๆ ของเราก็จะมีเรื่อง wealth ที่เราต้องการจะ capture ตรงกลุ่มลูกค้าที่เป็น affluent เป็น wealth จาก segment นี้ เพื่อที่จะได้รายได้ค่าธรรมเนียมจาก wealth business นะคะ pocket of growth เนี่ยก็คงมาจากส่วนนี้ ต้องบอกว่าในวันที่เป็นแบบ good old day เนี่ย วันที่ capital market ดีๆ เนี่ย mutual fund fee เนี่ย ต่อ quarter เนี่ย size เนี่ยคือระดับพันล้าน เพราะฉะนั้นเนี่ย จริงๆ แล้วมันก็ยังมี momentum ที่จะไปได้ ถ้าตลาดเนี่ยมันฟื้นขึ้นกลับมาค่ะ อาจจะให้ภาพประมาณนี้แล้วกันนะคะ ในเรื่องของ fee ในภาพของข้อถัดไปขออนุญาตเป็นคุณอริศได้ไหมคะ นักลงทุนถามว่าการปรับโครงสร้างองค์กรที่มีการซื้อหน่วยงานมาจาก TCAP เข้าใจว่าน่าจะหมายถึง MBK หรือเปล่าคะ เรามีการทำ joint venture กัน ได้เสร็จสิ้นหรือยัง แล้วจะมีการต้องปรับเพิ่มอีกไหม ก็จริงๆ มีสองบริษัทด้วยกันนะครับ ก็จริงๆ ในปีที่ผ่านมานะครับ ก็จะมีตัวของ TTB Leasing ตัวหนึ่งนะครับ ซึ่งอันนั้นจริงๆ ไม่ได้เป็นการซื้อนะครับ แต่จริงๆ เป็นการเซตอัพ new JV ด้วยกันนะครับ ระหว่างทาง TTB นะครับ กับทาง MBK นะครับ ตัวนี้จริงๆ เนื่องจากมันเป็น separate entity นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยอาจจะไม่ได้เชิงเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นเรื่องของการสร้างบริษัทใหม่ขึ้นมานะครับ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า progress เนี่ยไปได้ค่อนข้างพอสมควร และจริงๆ เรา expect ว่า booking ของ TTB Leasing เนี่ยน่าจะเกิดขึ้นใน Q2 ได้นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย ระหว่างนี้ทีมงานก็กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมเรื่องระบบ การ procedure process ต่างๆ เพื่อให้พร้อมรันจริงๆ ใน Q2 นะครับ ก็ยังไงเดี๋ยว quarter หน้าอาจจะมีเรื่องมาอัปเดตให้นักลงทุนทราบ เรื่อง progress ของการเริ่มรันนะครับ อีกอันหนึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องของ TTB Wealth นะครับ หรือว่าก่อนหน้านี้ก็คือชื่อ TNS นะครับ ซึ่งอันนี้เนี่ยก็จริงๆ อย่างที่ตัว rebranding บอกเลยครับ เราพยายามที่จะ expand scope ของ security company เก่านะครับ เพื่อให้ครอบคลุมเรื่องตัว wealth management มากขึ้นนะครับ แล้วก็พยายามมองภาพว่า TTB Wealth เนี่ยจะเป็น vehicle ในการที่จะช่วยให้เราบุกตลาดของกลุ่มลูกค้า Wealth ได้ดีขึ้น มี ability ในการทำพวก product ใหม่ๆ นะครับ ที่เดิมถ้าทำผ่านธนาคารอาจจะมีข้อจำกัดนะครับ ซึ่งจริงๆ อยากให้มองว่าคงเป็นเรื่องของการค่อยๆ เปลี่ยนผ่านตัวธุรกิจ transform ตัวมันเองในระดับหนึ่งเลยนะครับ คงไม่ได้เป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างองค์กร แล้วก็เสร็จสิ้น overnight แต่คงเป็นภาพที่เราคงน่าจะใช้เวลาในระดับหนึ่งในการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตัว business model ของตัว TTB Wealth เนี่ย เพื่อ capture synergy นะครับ ระหว่างตัวธุรกิจธนาคารกับตัว TTB Wealth ให้มากที่สุด ค่ะ ขอบคุณคุณอริศมากค่ะสำหรับคำตอบนะคะ ตอนนี้จริงๆ ในแชตบอกคำถามไม่เหลือคำถามที่ทางนักลงทุนเนี่ยส่งมาจากทางบ้านแล้วนะคะ ถ้ายังไงอาจจะรออีกสักแป๊บนึงนะคะ ดูแล้วน่าจะคลายข้อสงสัยกันไปหมดแล้วนะคะ ดูไม่ได้มีคำถามเพิ่มเติม ถ้ายังไงเราสองคนก็ต้องขอขอบคุณทั้งตลาดหลักทรัพย์แล้วก็ขอบคุณนักลงทุนทุกท่านนะคะที่วันนี้ให้ความสนใจมาพูดคุยกับทาง TTB ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ เจอกันในไตรมาสหน้า ครับ สวัสดีครับ
Already premium?